เสียงฝนที่โหมกระหน่ำซัดสาดกระทบกระจกหน้าต่างของหอสมุดหลวงชั้นใน ไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในห้องอ่านหนังสือส่วนตัวเงียบสงบลงเลย ตรงกันข้าม เสียงกุกกักจากการขีดเขียนอักขระเวทมนตร์บนกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่า กลับยิ่งสร้างแรงกดดันที่แทบจะทำให้หายใจไม่ออก
"นายคำนวณวงจรมานาตรงจุดนี้ผิดพลาดไปสามองศา เรย์"
เสียงหวานใสแต่เย็นชาดังขึ้นทำลายความเงียบ เซเลสเทียเงยหน้าขึ้นจากตำราโบราณหนาเตอะ ดวงตาสีฟ้าครามราวกับอัญมณีจ้องมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแกมท้าทาย ผมถอนหายใจเบาๆ วางปากกาขนนกในมือลงแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้โอ๊กอย่างผ่อนคลาย
"ผมไม่ได้คำนวณผิดหครับ คุณหนูเซเลสเทีย... แต่ผมจงใจบิดเบือนมุมองศาต่างหาก เพื่อลดทอนแรงสะท้อนของมานาที่จะไหลย้อนกลับเข้าสู่แกนกลางต่างหาก ลองมองดูโครงสร้างภาพรวมสิครับ ถ้าเราใช้สูตรมาตรฐานของคุณ โรงยิมเวทมนตร์ปีกตะวันตกคงได้กลายเป็นจุลไปตั้งแต่คาบเรียนภาคเช้าแล้ว"
เซเลสเทียชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดสายตาผ่านตัวเลขและสัญลักษณ์อักขระนับร้อยที่ผมเขียนขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว สมองระดับอัจฉริยะของเธอกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาลภายในเสี้ยววินาที ก่อนที่เรียวปากบางจะได้รูปจะเม้มเข้าหากันเล็กน้อย เป็นสัญญาณยอมรับโดยปริยายว่าผมพูดถูก
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของเราขยับจาก "นักเรียนทุนสามัญชนที่เธอรังเกียจความโดดเด่น" กับ "คุณหนูตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่มองโลกด้วยหางตา" กลายมาเป็นแนวร่วมลับๆ ในคลาสเรียนเวทมนตร์อักขระขั้นสูง การต้องรับมือกับระบบที่คอยส่งเควสต์ป่วนๆ และการจับตาดูจากสภาผู้บริหารโรงเรียน ทำให้ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของชั้นปีมาเป็น "คู่คิด"
แต่ใครจะคาดคิดล่ะครับว่า การนั่งโต๊ะอ่านหนังสือร่วมกันในมุมอับสายตาของหอสมุดหลวงแห่งนี้ จะทำให้กลิ่นอายความตึงเครียดเปลี่ยนเป็นความคุ้นเคยที่น่าประหลาด
"นายมักจะมีวิธีแก้ปัญหาที่นอกกรอบเสมอ..." เซเลสเทียพึมพำเบาๆ น้ำเสียงของเธอไม่ได้เย่อหยิ่งเหมือนวันแรกที่พบกันอีกต่อไป เธอยื่นมือเรียวขาวราวกับหยกมาหยิบกระดาษบันทึกของผมไปพิจารณาใกล้ๆ ปลายนิ้วของเธอเฉียดผ่านมือผมเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไวโอเล็ตลอยมาแตะจมูก "ว่าแต่... ข้อมูลวงจรอักขระโบราณชิ้นนี้ นายไปเอามาจากไหน มันไม่ใช่ตำราที่มีอยู่ในห้องสมุดของสถาบันแน่ๆ"
ผมยิ้มบางๆ ซ่อนประกายตาไหววับไว้ภายใต้กรอบแว่นสายตา แม้ภายนอกผมจะทำตัวเป็นแค่นักเรียนทุนธรรมดา แต่ระบบนำทางอักขระเวทมนตร์ที่สิงสถิตอยู่ในจิตวิญญาณของผมกำลังส่งเสียงเตือนยิบๆ ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้มาจากห้องสมุดหรอกครับ แต่มันแลกมาด้วยแต้มประสบการณ์จากการทำภารกิจเสี่ยงตายในคลาสลับเมื่อคืนวานต่างหาก
[แจ้งเตือนระบบ: ระดับความไว้วางใจของเป้าหมาย 'เซเลสเทีย ฟอน ลูเมน' เพิ่มขึ้น 7%]
[เงื่อนไขการปลดล็อกทักษะ 'ประสานจิตอักขระคู่' ใกล้บรรลุเป้าหมาย 85%]
เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นในหัวทำให้ผมต้องแสร้งทำเป็นกระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้ม ผมเอนตัวไปข้างหน้า ประสานมือเข้าหากันบนโต๊ะแล้วมองสบตาเธอตรงๆ
"ความลับครับคุณหนู... บางครั้ง การรู้อะไรมากเกินไปในโรงเรียนแห่งนี้ มันก็เหมือนกับการเดินอยู่บนลวดสลิงท่ามกลางพายุฝนนะ
คุณเองก็รู้นี่ครับว่า อาจารย์หัวหน้าภาควิชาไม่ได้มองเราด้วยความเอ็นดูเหมือนที่แสดงออกต่อหน้าคนอื่น"
คำพูดของผมทำให้แววตาของเซเลสเทียไหววับ เธอก้มหน้าลงมองตำราในมือ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นเยียบลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเบื้องหลังอันเน่าเฟะของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ ตระกูลลูเมนของเธอมีอิทธิพลมากก็จริง แต่ในมุมมืดของโรงเรียนเวทมนตร์ที่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี มีอำนาจบางอย่างที่แม้แต่ขุนนางชั้นสูงก็ยังต้องเกรงกลัว
"ฉันรู้... และนั่นคือเหตุผลที่ฉันยอมนั่งร่วมโต๊ะกับนายไง เรย์" เซเลสเทียเงยหน้าขึ้นสบตาผมอีกครั้ง แววตาของเธอด็ดเดี่ยวและจริงจัง "เพราะนายเป็นคนเดียวในสถาบันนี้ ที่มองทะลุภาพลวงตาของพวกสภาและกล้าพอที่จะลงมือแก้ไขมันโดยไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ"
คำชมจากคุณหนูผู้เย่อหยิ่งไม่ใช่สิ่งที่ใครจะได้รับง่ายๆ ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเชองยอมรับ ก่อนจะเอื้อมมือไปพลิกตำราหน้าถัดไปให้เธอ
"ถ้าอย่างนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนความไว้วางใจของคุณหนู คืนนี้เรามาลองทดสอบทฤษฎีอักขระป้องกันการ
Divert มานา กันดีกว่าครับ... หวังว่าคุณจะยังไม่รีบกลับห้องพักนะ"
เซเลสเทียเหล่ตามองผมเล็กน้อย มุมปากของเธอขยับขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่สว่างไสวท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของค่ำคืนนี้
"ถ้ามันทำให้นายเลิกพูดจากวนประสาทฉันได้สักห้านาที ฉันจะอยู่ช่วยจนกว่าหอสมุดจะปิดก็ยังได้"
เราสองคนก้มหน้าลงจมอยู่กับกองตำราและอักขระเวทมนตร์อีกครั้ง ความเงียบที่เคยอึดอัด บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ทว่า ในวินาทีที่ผมกำลังจะจรดปากกาลงบนกระดาษแผ่นใหม่เพื่อเริ่มวาดวงจรรอบสุดท้ายนั้นเอง
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงกระดิ่งเวทมนตร์ฉุกเฉินที่ดังมาจากประตูทางเข้าหอสมุดชั้นในดังสนั่นหวั่นไหว มันไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยปกติ แต่มันคือ "รหัสสีแดง" ที่ถูกตั้งค่าไว้สำหรับเหตุการณ์เดียวเท่านั้น... การบุกรุกจากสิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัติที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
เซเลสเทียผุดลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ดวงตาสีฟ้าครามเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนมหาศาลที่พุ่งตรงมายังหอสมุดแห่งนี้จากใต้ดินลึก
"เรย์... แรงกดดันนี่มันอะไรกัน?" เธอกล่าวเสียงสั่นเล็กน้อย
ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้น ดวงตาของผมกวาดมองหน้าต่างระบบที่เด้งขึ้นมาบังวิสัยทัศน์จนแทบมองไม่เห็นทาง สีหน้าของผมเปลี่ยนจากความผ่อนคลายกลายเป็นความเคร่งขรึมในพริบตา เมื่อตัวอักษรสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ
[แจ้งเตือนระดับวิกฤต: ตรวจพบการตื่น
ของ 'บอสลับชั้นใต้ดิน B4' - ผู้พิทักษ์โบราณที่ถูกผนึก]
[เงื่อนไขบังคับ: ท่านและเซเลสเทียตกอยู่ในเขตพื้นที่ปิดตาย ไม่สามารถหลบหนีได้]
[คำเตือนจากระบบ: เป้าหมายไม่ได้มุ่งมาที่โรงเรียน... แต่มันกำลังพุ่งเป้ามาที่ "ร่องรอยมานา" ของตัวละครของคุณโดยตรง!]
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนนิยายเรื่องนี้กันมาโดยตลอดนะครับ - วาเลนเทียอัศวินมืด
แค่นักเรียนทุนธรรมดา แต่ระบบดันส่งผมไปเป็นตัวร้ายในคลาสลับ•ตอนที่ 10
เมื่อคุณหนูยอมนั่งโต๊ะเดียวกับผม
ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แค่นักเรียนทุนธรรมดา แต่ระบบดันส่งผมไปเป็นตัวร้ายในคลาสลับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!