“ของจริงมักจะอยู่ข้างหน้า ส่วนของปลอม... ก็แค่ภาพสะท้อนที่รอวันจางหายไปเท่านั้น รินทร์ เธอไม่คิดเหรอว่าการเป็นต้นฉบับมันเหนื่อยเกินไปสำหรับคนอ่อนแออย่างเธอ”
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของธาม แต่มันคือเสียงของฉัน—เสียงของรินทร์ที่ออกมาจากลำคอของร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าในห้องทำงาน ร่างนั้นมีใบหน้าเหมือนฉันทุกประการ ทั้งไฝที่ใต้ตาซ้าย และรอยแผลเป็นจางๆ ที่มุมปากจากการหกล้มในวัยเด็ก แต่ดวงตาของเธอ... มันไม่ได้มีความโศกเศร้าแบบที่ฉันมี มันว่างเปล่าจนน่าขนลุกเหมือนผืนน้ำนิ่งที่ซ่อนสัตว์ร้ายเอาไว้ข้างใต้
ฉันพยายามจะขยับตัว แต่ความเจ็บปวดที่หน้าอกยังคงแผ่ซ่านเหมือนโดนเหล็กร้อนนาบ เลือดที่นองอยู่บนพื้นพรมเริ่มเปลี่ยนสภาพ มันไม่ได้ไหลซึมลงไปตามแรงโน้มถ่วง แต่กลับลอยตัวขึ้นเป็นหยดเล็กๆ ราวกับกฎฟิสิกส์ในห้องนี้กำลังพังทลายลง
ธามที่ควรจะสิ้นใจอยู่บนพื้นกลับค่อยๆ ยันตัวขึ้นช้าๆ แววตาของเขาที่เคยมองฉันด้วยความห่วงใยบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขามองผ่านร่างของฉันไปที่ ‘รินทร์อีกคน’ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“เธอทำอะไรลงไป… กุญแจดอกนั้นมันไม่ได้มีไว้เพื่อเปิดประตู แต่มีไว้เพื่อขังพวกเราทั้งสองฝั่ง”
“ขัง?” ร่างนั้นหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนกระจกแตกร้าว “ธาม... ในโลกที่กระจกเงาเริ่มหิวโหย มันไม่มีคำว่าสองฝั่งหรอก มีแค่ใครที่จะได้ออกไปยืนรับแสงแดด และใครที่จะต้องถูกขังไว้ในเงาที่มืดมิดที่สุด”
ฉันกัดฟันแน่น ใช้มือยันพื้นพรมที่เริ่มเย็นจัดจนเหมือนแช่อยู่ในน้ำแข็ง ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง รอยแผลที่หน้าอกของฉันเริ่มปริออกราวกับผิวหนังกำลังฉีกขาด ความทรงจำของฉันกับธามที่เคยเป็นเส้นขนาน กำลังบิดเบี้ยวเข้าหากัน ภาพที่ฉันไม่เคยเห็น—ภาพที่ฉันเห็นธามฆ่าคนตายในอุโมงค์เมื่อห้าปีก่อน—ผุดขึ้นมาในหัวราวกับถูกฉีดเข้าเส้นเลือด มันคือความทรงจำของ *เธอคนนั้น* หรือของ *ฉัน* กันแน่?
“เธอไม่ใช่ฉัน” ฉันเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก
รินทร์ในกระจก—หรือใครก็ตามที่สวมรอยอยู่—ลุกขึ้นยืน กุญแจในมือเธอสั่นไหว แสงสีแดงฉานจากผนังห้องที่ฉาบไปด้วยเลือดเริ่มแผ่ขยายเหมือนรอยร้าวบนแผ่นกระจกบานใหญ่ที่มองไม่เห็น มันบีบอัดอากาศในห้องให้เหลือน้อยลงทุกที
“ฉันคือสิ่งที่เธอพยายามลืมรินทร์” เธอเดินเข้ามาใกล้ก้าวหนึ่ง พื้นห้องใต้เท้าของเธอเปลี่ยนเป็นภาพลวงตาของสถานีรถไฟที่ฝนตกหนัก ภาพของอุบัติเหตุที่ฉันเฝ้าฝันร้ายถึงทุกค่ำคืนเริ่มวนเวียนอยู่รอบตัวเรา “จำได้ไหม... คืนนั้นน่ะ ใครกันแน่ที่เป็นคนหักพวงมาลัย? ใครกันแน่ที่เลือกจะปล่อยให้คนรักตายเพื่อรักษาความลับของตัวเอง?”
“หุบปาก!” ฉันตวาด ความโกรธแค้นปะทะกับความสับสนจนฉันรู้สึกเหมือนสมองจะระเบิด
ธามกระเสือกกระสนเข้ามาคว้าข้อเท้าของฉันไว้ แววตาของเขามีหยดน้ำตา “รินทร์... อย่าฟังมัน! มันกำลังดึงเอาความผิดบาปของเธอมาสร้างรอยแยก ถ้าเธอยอมรับความจำที่เป็นเท็จพวกนั้น ร่างของเธอจะสลายไป และโลกฝั่งนี้จะไม่มีที่ให้เธอยืนอีกต่อไป!”
“โลกฝั่งนี้เหรอ?” ร่างนั้นก้มลงมองธามด้วยสายตาเวทนา ก่อนจะใช้ปลายรองเท้าเชยคางเขาขึ้น “ธาม... นายยังหลอกตัวเองอยู่สินะ นายรู้อยู่เต็มอกว่านายไม่ใช่คนจากโลกนี้ นายคือตัวตนที่ข้ามฝั่งมาตั้งแต่วันแรกที่นายพบรินทร์ในโรงพยาบาล นายเป็นแค่เศษเสี้ยวของความปรารถนาที่รินทร์สร้างขึ้นมาเพื่อเยียวยาแผลใจ แต่นายกลับกลายเป็นปีศาจที่กัดกินทุกอย่างจนพังพินาศ”
ลมหายใจของฉันขาดห้วง ธามปล่อยมือจากข้อเท้าฉัน ใบหน้าของเขาดูซีดเผือดราวกับศพที่ไร้เลือดหล่อเลี้ยง เขาไม่ได้ปฏิเสธ นั่นคือความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
เวลาในห้องเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินถอยหลังด้วยความเร็วที่ทำเอาประสาทหลอน ห้องทำงานของฉันเริ่มบิดเบี้ยว กำแพงด้านหนึ่งกลายเป็นกระจกเงาบานยักษ์ที่สะท้อนภาพห้องนี้ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ราวกับอินฟินิตี้ ความจริงเริ่มทับซ้อน—รินทร์ในกระจกขยับเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นทุกวินาที จนฉันรู้สึกถึงลมหายใจเย็นเฉียบที่รดอยู่ข้างหู
ฉันมองเห็นเงาของตัวเองในกระจกบานนั้น เงาที่ไม่ได้ขยับตามฉัน เงาที่กำลังยิ้ม... ยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ถ้าเราสองคนต้องมีคนเดียวที่อยู่รอด...” ฉันพึมพำกับตัวเอง คว้ามีดพับที่ตกอยู่ข้างตัวธามขึ้นมาอย่างมั่นคง “คนที่จะต้องหายไป... ไม่ใช่ฉัน”
รินทร์คนนั้นเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย “มั่นใจเหรอ? จะแทงร่างจำลอง หรือจะแทงหัวใจตัวเองที่ตอนนี้ก็เริ่มจะหยุดเต้นแล้วล่ะ?”
ในวินาทีนั้นเอง เสียงกระจกแตกดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตึก ไม่ใช่แค่กระจกบานเดียว แต่เป็นกระจกทุกบานในห้องนี้ที่พร้อมใจกันระเบิดออก เศษแก้วคมกริบนับพันชิ้นลอยค้างอยู่กลางอากาศเหมือนดาบที่รอการร่วงหล่นลงมา
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจฉันแทบหยุดเต้นไม่ใช่เศษแก้วพวกนั้น... มันคือร่างของ 'ผู้ชายอีกคน' ที่ก้าวออกมาจากรอยร้าวกลางอากาศข้างหลังฉัน ร่างนั้นสวมเสื้อกาวน์เปื้อนเลือด และใบหน้าของเขา... คือใบหน้าของชายคนรักที่ฉันเห็นตายไปต่อหน้าต่อตาในอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน!
เขายกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ แล้วกระซิบคำเดียวที่ทำให้โลกของฉันถล่มลงมา
“เจอตัวแล้ว... รินทร์... ตัวจริง”
กระจกเงาต้องสาปขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันที่แสนทรมานใจนี้ร่วมกับรินทร์นะคะ
เงาซ้อนฆาตกร: บันทึกหลังกระจกบานที่สิบสาม•ตอนที่ 33
การทับซ้อนของสองโลก
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนฆาตกร: บันทึกหลังกระจกบานที่สิบสาม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!