กลิ่นอายของชาเอิร์ลเกรย์ราคาแพงกรุ่นขึ้นจากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมุก ทว่ามันกลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมหัวใจของอัคนีได้เลยสักนิด ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีตัวใหญ่ ดวงตาคมกริบสีสนิมเหล็กจับจ้องเอกสารในมือด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เอกสารปึกหนาที่ถูกส่งตรงมาจากนักสืบเอกชนมือหนึ่ง—หลักฐานที่ถูกจัดฉากอย่างแนบเนียนเพื่อยืนยันว่า "รินรดา" อดีตภรรยาผู้จืดจาง ได้หอบเอาความลับและหัวใจที่เนรเทศตัวเอง หนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับชายชู้ที่ต่างประเทศอย่างไร้เยื่อใย
"คุณรินไปไกลถึงเพียงนั้นแล้ว... คุณอัคน์ยังจะเสียเวลาตามหาผู้หญิงไร้ค่าคนนั้นอยู่อีกหรือคะ?"
น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับเรียวแขนเนียนนุ่มที่สวมกอดจากทางด้านหลัง พราวพิลาสแนบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของชายหนุ่ม ปลายนิ้วเรียวไล้เบาๆ บนอกเสื้อสูทราคาแพงเพื่อปัดเป่าความหงุดหงิดที่ฉายชัดในแววตาของเขา หล่อนรู้ดีว่าช่วงนี้อัคนีหมกมุ่นอยู่กับการตามล่าหารินรดามากแค่ไหน และนั่นคือสิ่งที่หล่อนยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด
อัคนีไม่ได้ผลักไสสัมผัสนั้น แต่เขาก็ไม่ได้โอบกอดตอบเช่นกัน ความเย็นชาที่เคยมีต่อรินรดาบัดนี้ถูกย้อนกลับมาหลอกหลอนเขาเองในรูปแบบของความว่างเปล่า ภาพของหญิงสาวผู้ก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านและยอมรับทุกคำดูถูกเหยียดหยามโดยไม่เคยปริปากบ่น วนเวียนเข้ามาในห้วงคำนึงราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกควักหัวใจออกมาขยี้ ก็คือความจริงที่ว่า... ผู้หญิงที่เคยไร้ค่าในสายตาเขา บัดนี้กลกล้าปฏิเสธความเมตตาของเขาด้วยการหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"เธอไม่ได้รักฉัน... ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว" อัคนีพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าราวกับคนหมดแรง
"ก็ใช่สคะ! คนแบบนั้นน่ะหรือจะรักใครนอกจากเงินทองและความสะดวกสบาย พอรู้ว่าคุณอัคน์ไม่ได้รัก เธอก็คงไปหาเหยื่อรายใหม่ที่โง่พอก็เท่านั้นเองค่ะ" พราวพิลาสรีบเสริมต่อทันที ประโยคคำลวงที่ถูกปะติดปะต่อขึ้นมาอย่างแยบยลโดยฝีมือของหล่อนเอง ถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอัคนีเริ่มคล้อยตาม ภาพถ่ายในซองเอกสาร—ภาพของรินรดากำลังยืนคุยกับชายแปลกหน้าหน้าสนามบินต่างประเทศ—กลายเป็นหลักฐานชิ้นโบแดงที่ปิดตายทุกความสงสัยในใจของเขา
ความโกรธเกรี้ยวระลอกใหม่พุ่งพล่านขึ้นมาในอก แต่มันไม่ใช่ความโกรธที่อยากจะปกป้องหรือทวงคืน หากแต่เป็น "ความโกรธที่ไร้เหตุผล" โกรธที่เธอกล้าเมินเฉยต่ออำนาจของเขา โกรธที่เธอทิ้งทะเบียนสมรสใบนั้นไว้ราวกับมันเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า และโกรธที่หัวใจเจ้ากรรมดันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทุกครั้งที่นึกถึงรอยยิ้มจืดจางที่เธอเคยส่งให้ในวันที่ฝนตก
"พอที..." อัคนีสะบัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จนพราวพิลาสเกือบเซถลาไปตามแรงเหวี่ยง ชายหนุ่มกวาดเอกสารทั้งหมดบนโต๊ะลงถังขยะด้วยความรำคาญใจที่ผสม Lโรงความหงุดหงิด "เลิกพูดถึงเรื่องของเธอได้แล้วพราว"
"อ้าว... คุณอัคน์โกรธพราวทำไมล่ะคะ หรือว่ายังตัดใจจากผู้หญิงคนนั้นไม่ได้?" พราวพิลาสกัดริมฝีปากอย่างขัดใจ ทว่ายังคงปั้นหน้าเศร้าสร้อยได้อย่างแนบเนียน
"ฉันไม่ได้สนใจเธออีกต่อไปแล้ว... อยากจะไปตายที่ไหนก็เรื่องของเธอ" อัคนีเอ่ยเสียงกร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความฟุ้งซ่านในใจ เขาลั่นวาจากับตัวเองในวินาทีนั้นว่าจะหยุดตามหา จะปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นจมหายไปกับความมืดมิดที่เธอเลือกเอง และจะไม่ยอมให้เงาของรินรดามามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของเขาอีกแม้แต่นินเดียว
***
ทว่า... โลกใบนี้มักเล่นตลกกับคนที่มั่นใจในตัวเองสูงเสมอ
ณ คาเฟ่กึ่งร้านหนังสือสไตล์มินิมอลย่านใจกลางเมือง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟคั่วบดและเสียงพลิกกระดาษแผ่วเบา รินรด4ในชุดเดรสผ้าลินินสีครีมเรียบหรู ทว่าแฝงไว้ด้วยความสง่างามที่ถูกขัดเกลาขึ้นใหม่จากมรสุมชีวิต นั่งพิจารณาเอกสารทางธุรกิจบนแท็บเล็ตอย่างตั้งอกตั้งใจ รัศมีรอบตัวเธอบัดนี้ไม่ใช่ภรรยาผู้ยอมจำนนคนเดิมอีกต่อไป แต่เป็นเวิร์กกิ้งوูแมนผู้ทรงเสน่ห์และเยือกเย็น
"คุณแม่ครับ... น้องรินทร์อยากกินเค้กช็อกโกแลตชิ้นนั้นจังเลยครับ"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสี่ขวบดังขึ้น พร้อมกับร่างป้อมๆ ที่วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาซบที่ตักเรียว รินรดาระบายยิ้มละมุน ดวงตาคู่สวยทอประกายความรักความอบอุ่นเอ่อล้น เธอวางแท็บเล็ตลงก่อนจะโน้มตัวลงไปอุ้มเด็กชายขึ้นมานั่งบนตัก เช็ดคราบครีมเลอะมุมปากให้อย่างเบามือ
"ได้สครับคนเก่ง แต่ต้องทานมื้อเที่ยงให้หมดจดก่อนนะคะ ถึงจะสั่งเพิ่มได้ ตกลงไหมเอ่ย?"
"ตกลงครับ! น้องรินทร์เป็นเด็กดีอยู่แล้วนี่นา" เด็กชายหัวเราะคิกคัก ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ จมูกโด่งรั้นและริมฝีปากหยักได้รูปถอดแบบมาจากใครบางคนราวกับพิมพ์เดียวกัน โดยเฉพาะยามที่เด็กน้อยทำหน้าดื้อรั้น มันคือสำเนาถูกต้องของอัคนีไม่มีผิดเพี้ยน
รินรดาลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มของลูกชายด้วยความรู้สึกใจหายวาบ ทุกครั้งที่มองหน้าลูก เธอยิ่งตระหนักว่าเธอได้ตัดขาดจากอดีตอันเน่าเฟะนั่นมาไกลแค่ไหนแล้ว ไม่มีทางที่อัคนีจะตามหาพวกเขาเจอ เพราะเธอได้ลบตัวตนเก่าทิ้งไปอย่างไร้ร่องรอย และเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายใต้ชื่อและสถานะใหม่ที่มั่นคงพอจะปกป้องลูกชายสุดที่รักได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง
แต่ทว่า... โชคชะตากลับไม่เคยปล่อยให้คนเราหนีอดีตพ้นอย่างแท้จริง
ขณะที่รินรดากำลังจะจูงมือลูกชายเดินออกจากร้าน เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาของร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มสั่งตัดพิเศษ กลิ่นกายหอมเย็นของน้ำหอมแบรนด์ดังที่คุ้นเคยเตะเข้าจมูกของหญิงสาวทันที ทำเอาลมหายใจของเธอกระตุกวูบ
อัคนี... เขามาทำอะไรที่นี่?
หัวใจของรินรดาเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล เธอดึงร่างเล็กของน้องรินทร์มาหลบไว้ด้านหลังทันที พร้อมกับเบือนหน้าหนีเพื่อหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า ขณะที่ก้าวเท้าถอยหลังเพื่อจะเดินออกทางประตูกั้นอีกด้าน
"คุณแม่ครับ ปวดฉี่จังเลย..." เสียงใสของน้องรินทร์เอ่ยขัดขึ้นมาเสียงดังในจังหวะที่เงียบงัน ทำให้รินรดานิหน้าด้วยความตกใจ
"อดทนแป๊บเดียวนะคะคนเก่ง เดี๋ยวเราไปเข้าห้องน้ำที่รถกันนะ" เธอรีบกระซิบเสียงสั่น พยายามกึ่งจูบกึ่งอุ้มลูกน้อยให้พ้นจากรัศมีสายตาของคนตัวสูงที่ยืนสั่งกาแฟอยู่เคาน์เตอร์
ทว่า... เด็กชายวัยสี่ขวบกำลังซน เกิดสะดุดเข้ากับขอบพรมปูพื้นจนเซถลาล้มลงไปนั่งแปะบนพื้นร้าน ทำเอาถ้วยกระดาษใส่ดินสอสีที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้เคียงร่วงหล่นกระจายเสียงดังสนั่น
"โอ๊ย... เจ็บนิดหน่อยครับ" น้องรินทร์ทำท่าจะเบะปากร้องไห้
รินรดารีบย่อตัวลงไปโอบอุ้มลูกน้อยขึ้นมาแนบอกอย่างลืมตัว หัวใจเต้นแรงด้วยความหวาดระแวง เธอรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อดูว่าอัคนีหันมาสนใจเสียงเอะอะนี้หรือไม่
และในวินาทีนั้นเอง...
ดวงตาคมกริบของอัคนีที่เพิ่งรับแก้วกาแฟจากพนักงาน ก็หันขวับมาตามเสียงกระทบกันของสิ่งของ ร่างสูงชะงักกึก ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยภาพเบื้องหน้า สายตาคู่นั้นกวาดผ่านแผ่นหลังของหญิงสาวที่คุ้นตาอย่างประหลาด ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมาหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนของเธอ
โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนลงตรงนั้น
อัคนีมองหน้าเด็กชาย... เด็กชายที่มีดวงตากลมโตจ้องมองกลับมาด้วยความหวาดระยับ ใบหน้าจิ้มลิ้มที่ถอดรหัสพันธุกรรมของเขามาทุกกระเบียดนิ้ว ราวกับเขากำลังส่องกระจกมองดูตัวเองในวัยเด็กเมื่อหลายสิบปีก่อน
สมองของนักธุรกิจหนุ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นไว้ใต้กองเพลิงแห่งความเข้าใจผิดและความโกรธเกรี้ยว พลันมลายหายสิ้นในเสี้ยววินาทีเดียว เอกสาร ภาพถ่าย และคำลวงทั้งปวงพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
เด็กชายคนนี้... คือลูกของเขา!
อัคนีก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างคนไร้สติ ลมหายใจสะดุดติดขัด ดวงตาคมสีสนิมเหล็กแดงก่ำด้วยความช็อกระคนไม่อยากจะเชื่อ เขากวาดสายตาขึ้นมองใบหน้าของหญิงสาวที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ในชุดเดรสสีครีม ร่างบางที่เขาเคยคิดว่าไร้ค่าและสะบัดมือทิ้งอย่างไร้เยื่อใย บัดนี้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับความจริงอันตบหน้าเขาอย่างฉาดใหญ่
"ริน..."
เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากลำคอแหบผาก ร่างสูงพุ่งเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความเร็วแสง ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้รินรดานิหน้าด้วยความเจ็บปวด
ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างดุเดือด แววตาตื่นตระหนกของหญิงสาว ปะทะเข้ากับแววตาสำนึกผิด ทว่าเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งระลอกใหม่ของอดีตสามีผู้เย็นชา
"ปล่อยฉันนะ!" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามสะบัดข้อมือออกสุดแรงเกิด
"ลูกเหรอ..." อัคนีไม่ได้สนใจเสียงโวยวายของเธอ สายตาของเขาจดจ้องไปยังเด็กน้อยในอ้อมแขนที่กำลังซุกหน้าซบกับไหล่แม่ด้วยความกลัว น้ำเสียงของชายหนุ่มสั่นระริกจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ริน... นี่ลูกของเราใช่ไหม? เธอ... เธอกล้าดียังไงถึงซ่อนลูกของฉันเอาไว้?!"
---
(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง เจ็บปวด และลุ้นระทึกไปกับตัวละครทุกตัวนะคะ หวังว่าความเข้มข้นในตอนนี้จะยังคงติดตรึงอยู่ในใจของทุกคน และพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - เมฆหมอกสีชมพู)
หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า•ตอนที่ 10
ความโกรธที่ไร้เหตุผล
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!