ความเงียบงันภายในห้องชุดหรูหราเปรียบประดุจก้อนตะกั่วหลอมเหลวที่ถ่วงดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความรู้สึก บรรยากาศรอบกายราวกับถูกสูบออกไปจนแทบหายใจไม่ออก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมของพราวพิลาส หญิงสาวผู้มักเชิดหน้าชูตาด้วยความมั่นใจและรอยยิ้มเยาะหยัน บัดนี้กลับยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกสาป ดวงตาคู่คมที่เคยฉาบไว้ด้วยความริษยาและเล่ห์กล เบิกกว้างจนแทบถסתรออกมานอกเบ้า เมื่อภาพตรงหน้าคือเครื่องยืนยันความจริงอันน่าสะพรึงกลัว—ความจริงที่เธอพยายามขุดหลุมฝังมันมาตลอด แต่กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้าต่อตาอย่างไม่ทันตั้งตัว
รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ร่างระหงสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะหัวใจแม่ที่กำลังพองโตและหวาดระแวงในคราวเดียวกัน แขนเรียวพยายามจะก้าวเข้าไปดึงบุตรชายกลับมาสู่อ้อมอก ทว่าอัคนีกลับกระชับวงแขนที่โอบกอดเด็กชายตัวน้อยไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบของอดีตสามีไม่ได้มองมาที่เธอ หรือแม้แต่จะชายตามองแขกผู้มาเยือนอย่างพราวพิลาสเลยแม้แต่น้อย สายตาคู่นั้นทอดมองลงไปยังเรือนร่างเล็กจ้อยในอ้อมแขน ราวกับกำลังพยายามค้นหาเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำที่หายสาบสูญไปจากก้นบึ้งของหัวใจ
"คุณ... คุณกำลังทำบ้าอะไรอยู่คะอัคน์!" เสียงแหลมสูงของพราวพิลาสหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก เธอก้าวพรวดเข้ามาใกล้ด้วยความลนลาน สัญชาตญาณดิบเถื่อนสั่งให้เธอต้องทำลายภาพตรงหน้าให้แหลกคาสองมือ "ปล่อยเด็กนี่เี๋ยวนี้นะคะ! มันเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ๆ คุณมารับเด็กเหลือขอที่ไหนมาอุ้ม เล่นละครครอบครัวบ้าบออะไรกัน!"
อัคนีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ปฏิกิริยาของเขาเยือกเย็นจนน่ากลัว นัยน์ตาคมกริบที่เคยมีความเฉยชาเป็นเกราะคุ้มกาย บัดนี้กลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความเข้าใจที่เพิ่งกระจ่างชัด ดวงหน้าคมสันที่ถอดแบบพิมพ์เดียวกันลงมาสู่เด็กชายในอ้อมแขน หันไปประสานสายตากับพราวพิลาส—ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเธอคือความสงบ แต่บัดนี้เขากลับมองเห็นแต่ความสกปรกโสมมที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มนั้น
"เด็กเหลือครงั้นหรือพราว..." น้ำเสียงของอัคนีต่ำทุบและแหบพร่า มันไม่ใช่เสียงตะคอก แต่มันเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจนทำให้คนที่ได้ฟังต้องขนลุกชัน "แล้วเธอล่ะ... กำลังร้อนรนอะไรอยู่ ทำไมหน้าถึงได้ซีดเผือดราวกับคนเห็นผีขนาดนั้น?"
"พ... พราวไม่ได้ซีดค่ะ! พราวแค่ตกใจที่คุณทำตัวแปลกๆ ไป!" พราวพิลาสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเรียวที่จิกเข้าหากันจนเล็บจิกเนื้อตัวเองจนเจ็บ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา เธอยังยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด—ความลับเรื่องสายเลือดนี้ ถ้าอัคนีรู้ โคตรเหง้าตระกูลของเธอและการแต่งงานที่เธอวาดฝันไว้จะต้องพังทลายลงในพริบตา "คุณถูกผู้หญิงคนนี้เป่าหูจนเพี้ยนไปแล้วนะคะอัคน์ นังรินรดามันคงวางแผนชั่วร้ายอะไรบางอย่าง เพื่อจะเอาเด็กคนนี้มาเกาะคุณ ปล่อยเด็กเถอะค่ะ เดี๋ยวเราออกไปจากที่นี่กันดีกว่า"
"หุบปากซะ!"
คำสั่งสั้นๆ แตรรงกร้าวราวกับสายฟ้าฟาดกลางลำตัว ทำให้พราวพิลาสสะดุ้งเฮือกถอยหลังไปสามก้าว รินรดารีบก้าวเท้าเข้าไปยืนขวางระหว่างอัคนีกับพราวพิลาส ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวและเย็นชาไม่แพ้กัน เธอจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องลูกชายของเธอเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นอดีตสามีผู้ไร้หัวใจ หรือนางมารร้ายที่คอยแต่จะจ้องทำลาย
"คุณพราวพิลาสคะ กรุณาให้เกียรติสถานที่และให้เกียรติลูกของดิฉันด้วยค่ะ" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก "ถ้าคุณยังไม่ลืม ประตูทางออกอยู่ตรงนั้นค่ะ เชิญ!"
"แก! นังรินรดา แกกล้าไล่ฉันเหรอ!" พราวพิลาสกรีดเสียงร้องด้วยความเหลืออด ความริษยาแผดเผาจนสติหลุดลอย เธอยกมือขึ้นชี้หน้าหญิงสาว "คิดว่ามีเด็กหน้าตาประหลาดนี่มาเป็นเครื่องมือแล้วจะใหญ่ค้ำฟ้าเหรอคะอัคน์! ตาสว่างได้แล้วค่ะ เด็กนี่อาจจะเป็นลูกชู้ของมันกับใครที่ไหนก็ได้ ทำไมคุณถึงโง่ให้มันปั่นหัวอยู่ได้!"
เปรี้ยง!
คำพูดนั้นราวกับจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่ในห้อง อัคนีค่อยๆ วางน้องรินทร์ลงบนโซฟาอย่างแผ่วเบา พร้อมกับกระซิบสั่งเสียงนุ่มนวลที่ไม่เคยใช้กับใครมาก่อน "ลูกนั่งรอกับคุณแม่แป๊ບเดียวนะครับ"
เด็กชายพยักหน้ารับด้วยความงุนงง แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับมีความฉลาดเฉลียวเกินวัย รินรดารีบดึงลูกชายเข้าสู่อ้อมกอด ลูบหลังปลอบโยนเด็กน้อยด้วยความรักทั้งหมดที่มี ขณะที่อัคนีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเท้าเข้าหาพราวพิลาสทีละก้าวอย่างคุกคาม รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที
"ปากของเธอนี่... สมควรได้รับการสั่งสอนมานานแล้วสินะพราว" อัคนีหยุดยืนตรงหน้าพราวพิลาส ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกด้วยความกลัว "ที่ผ่านมา ฉันคิดว่าเธอเป็นคนฉลาด แต่ฉันคิดผิด... เธอโง่เขลาและน่าสมเพชที่สุด ที่คิดว่าความลับเรื่องชาติกำเนิดของเด็กคนนี้ จะปิดบังสายตาของฉันได้ตลอดไป"
พราวพิลาสหน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก "อัคน์... คุณ... หมายความว่ายังไงคะ?"
"หมายความว่าอะไรน่ะเหรอ?" อัคนีแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพชตัวเอง "ดวงตา จมูก ปาก โครงหน้า... แม้กระทั่งไฝเม็ดเล็กๆ ที่หลังใบหูขวา นั่นคือพิมพ์เดียวกับฉันไม่มีผิดเพี้ยน! และที่สำคัญที่สุด... ผลตรวจ DNA ฉุกเฉินที่ฉันแอบเก็บตัวอย่างเส้นผมของลูกไปตรวจตั้งแต่วันก่อน... บัดนี้มันนอนอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของฉันแล้ว!"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล พราวพิลาสทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสิ้นหวัง เกมจบแล้ว... ทุกอย่างพังทลายลงด้วยมือของเธอเอง
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจไม่แพ้กัน เธอมองหน้าอัคนีสลับกับลูกชาย หัวใจดวงน้อยกระหน่ำรัวด้วยความหวาดหวั่น—เขา... รู้ความจริงทั้งหมดแล้วจริงๆ หรือ?
อัคนีไม่ได้สนใจสภาพที่น่าสมเพชของพราวพิลาส เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันหลังกลับมาเดินตรงมาหารินรดาและเด็กชายที่นั่งกอดกันแน่นบนโซฟา ร่างสูงคุกเข่าลงข้างหนึ่งบนพื้นพรมตรงหน้าของทั้งสองคน ดวงตาคู่คมที่เคยเย็นชา บัดนี้กลับเอ่อคลอไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวด การสำนึกผิด และหยาดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้
"ริน..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยเรียกชื่อภรรยาเก่าอย่างสั่นเทา มือหนาสั่นระริกยื่นออกไปหมายจะแตะต้องแก้มนวลของหญิงสาว แต่รินรดาเบี่ยงหน้าหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้สายตาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นในอดีตมองตรงมาที่เขา
"อย่ามาแตะต้องฉัน... และอย่ามาแตะต้องลูกค่ะ" รินรดาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยแดงก่ำแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด "คุณรู้อย่างนั้นแล้วยังไงคะอัคน์? จะมาแย่งลูกไปจากฉันเหมือนที่เคยทำลายชีวิตฉันเมื่อสี่ปีก่อนงั้นเหรอ?"
"ไม่ใช่... ไม่ใช่แบบนั้นริน" อัคนีส่ายหน้าช้าๆ หยดน้ำตาลูกผู้ชายร่วงหล่นลงมาอาบแก้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี มันคือหยดน้ำตาแห่งการไถ่บาปที่สายเกินแก้ "ผมไม่ได้จะมาแย่ง... แต่ผมมารับผิดชอบ มารักษาแผลเป็นที่ผมเป็นคนสร้างขึ้น... ขอโอกาสให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อและสามีอีกครั้งเถอะนะริน ครอบครัวของเรา... กลับมาเป็นครอบครัวกันเถอะนะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง รินรดานิ่งอึ้ง หัวใจที่เคยถูกแช่แข็งไว้กำลังถูกหลอมละลายด้วยคำว่า "ครอบครัว" จากปากของชายผู้เคยใจร้ายที่สุดในชีวิต น้องรินทร์เอียงคอมองหน้าผู้ชายแปลกหน้าที่ร้องไห้ ก่อนที่มือเล็กๆ จะยื่นไปแตะแก้มอัคนีด้วยความไร้เดียงสา
"คุณลุง... ร้องไห้ทำไมฮะ? เจ็บตรงไหนเหรอ?"
อัคนีสะอื้นฮัก เขาคว้ามือเล็กๆ นั้นขึ้นมาจูบด้วยความรักและสำนึกผิด ทว่าก่อนที่รินรดาจะทันได้เปล่งวาจาปฏิเสธหรือยอมรับ เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ และการเปิดประตูเข้ามาของเลขาคนสนิทที่หอบหายใจสะดุ้ง
"ท่านประธานครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เลขาหนุ่มหน้าตาตื่นตระหนก วิ่งเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าห้องรับแขก ก่อนจะยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลยับยู่ยี่ให้ "มีคนส่งเอกสารด่วนนี้มาหน้าบริษัท... มันคือเอกสารลับเกี่ยวกับ... เกี่ยวกับพินัยกรรมและหุ้นทั้งหมดของตระกูลคุณ ที่ตอนนี้... ถูกโอนถ่ายไปยังชื่อของบุคคลปริศนาคนหนึ่งแล้วครับ!"
อัคนีขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เขารับซองเอกสารนั้นมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว และเมื่อสายตากวาดมองชื่อของเจ้าของใหม่ที่ปรากฏอยู่บนบรรทัดสุดท้าย ดวงตากลมโตของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงสุดขีด—ไม่ใช่พราวพิลาส... และไม่ใช่รินรดา!
แต่มันคือชื่อของ "คนที่ตายไปแล้วเมื่อสี่ปีก่อน" คนที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ใต้หลุมศพ!
----------------------------------------
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและกุมมือไปพร้อมกับความเจ็บปวดและการเติบโตของตัวละครนะคะ หวังว่าตอนนี้นจะทำให้หัวใจของรี้ดเดอร์เต้นระรัวและอยากติดตามตอนต่อไปใจแทบขาดแล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ)
หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า•ตอนที่ 33
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!