หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า•ตอนที่ 7

จดหมายที่ไม่ได้ส่ง

ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นอับของกาลเวลาลอยแตะนาสิก ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่ากลิ่นใดๆ คือหยดน้ำตาที่เพิ่งร่วงหล่นลงกระทบสันปกสีชมพูซีด เล่มบันทึกเล่มเล็กที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พื้นไม้หลวมๆ ของห้องเก็บของ บัดนี้กลับมานอนอยู่บนฝ่ามือหนาที่สั่นเทาของอัคนี "คุณแม่ครับ... ที่นี่ที่ไหนเหรอครับ ทำไมมืดจังเลย?" เสียงใสปานแก้วเจียระไนของน้องรินทร์ ลูกชายวัยสี่ขวบที่เขาเพิ่งได้พบหน้า ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท เป็นคำพูดที่ลูกเอ่ยถามมารดาในคืนที่ห้องเช่าคับแคบไร้ซึ่งแสงไฟ คืนที่รินรดากอดร่างเล็กๆ นั้นไว้แนบอก ขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จบนเรือนหอหรูหราเคียงข้างพราวพิลาส อัคนีกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้แดงก่ำ ปลายนิ้วกร้านไล่เปิดหน้ากระดาษทีละแผ่นอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่ามันจะสลายหายไปในอากาศ *‘25 มีนาคม... อัคน์กลับบ้านดึกอีกแล้ว อาหารบนโต๊ะเย็นชืดเช่นเดียวกับสายตาของเขา รินบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็ยังกลับมา’* *‘12 มิถุนายน... พราวโทรมาหาตอนตีสอง เธอไม่ได้พูดอะไร แค่หัวเราะเบาๆ แล้ววางสายไป รินมองหน้าอัคนีที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างกาย หัวใจมันด้านชาจนแทบไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว นอกจากความสงสัยว่า... เราทนอยู่ตรงนี้ไปเพื่ออะไรกันนะ’* *‘10 พฤศจิกายน... วันนี้หมอบอกว่ารินท้อง ท้องในวันที่เรากำลังจะหย่ากัน รินควรจะดีใจไหมคะลูก? แต่ทำไม... น้ำตามันถึงไหลไม่ยอมหยุดเลย’* ทุกตัวอักษรที่รินรดากรีดลงไปบนกระดาษเปรียบเสมือนคมมีดนับพันเล่มที่บรรจงกรีดลงบนเนื้อสดๆ ของอัคนี เขานึกย้อนไปถึงวันที่เซ็นใบหย่า วันที่เขาผลักไสเธอออกจากชีวิตอย่างไม่ไยดี พร้อมกับคำพูดดูถูกเหยียดหยามว่าเธอเป็นผู้หญิงหน้าเงินที่เกาะเขากิน รินรดาในวันนั้น... คงตายไปตั้งแต่คืนที่เธอตัดสินใจหันหลังเดินออกไปจากคฤหาสน์หลังใหญ่โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสมบัติสักชิ้นที่เขายัดเยียดให้ "พ่อขา... คุณพ่อร้องไห้ทำไมคะ?" เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิง—ไม่ใช่สิ เสียงของน้องรินทร์ที่เดินเตาะแตะเข้ามาใกล้ พร้อมกับเอื้อมมือเล็กป้อมมาดึงชายเสื้อกางเกงของเขา ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว เขารีบปาดน้ำตาลวกๆ แล้วซ่อนสมุดไดอารี่ไว้ข้างหลังอย่างลนลาน ภาพความเย่อหยิ่งของผู้บริหารหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลพังทลายไม่เป็นท่าต่อหน้าเด็กชายตัวน้อยที่มีดวงตาถอดแบบมาจากเขาพิมพ์เป๊ะ "ป...เปล่าครับคนเก่ง พ่อแค... แค่ฝุ่นเข้าตาน่ะ" อัคนีฝืนยิ้ม ความอบอุ่นที่แฝงความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอกเมื่อได้สบตาคู่ใสซื่อนั้น มือหนาสั่นเทาตอนที่เอื้อมไปลูบศีรษะเล็กอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดในรอบหลายปีที่เขาไม่เคยหยิบยื่นให้ใคร แม้แต่กับอดีตภรรยา "คุณแม่บอกว่า ฝุ่นจะเข้าตาเฉพาะตอนที่คนเราเสียใจมากๆ เท่านั้นนะคะ" น้องรินทร์เอียงคอมองอย่างสงสัย ไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจว่าความผิดบาปของผู้เป็นพ่อกำลังกัดกินหัวใจคนตรงหน้ามากแค่ไหน "คุณพ่อเสียใจเรื่องคุณแม่รินเหรอคะ? คุณแม่ร้องไห้บ่อยมากๆ เลยนะตอนที่เราอยู่ห้องเช่าเล็กๆ นั้น... แต่ตอนนี้คุณแม่เก่งมากเลยค่ะ มีร้านดอกไม้ของตัวเองแล้วด้วย" คำว่า 'ร้านดอกไม้' ทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน อัคนีจำได้เลาๆ จากรายงานสืบสวนของเลขาฯ ว่ารินรดาเปิดร้านดอกไม้เล็กๆ แถบชานเมือง แต่เขาไม่เคยใส่ใจที่จะไปดูด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าคงเป็นแค่ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ตามประสาผู้หญิงไร้ค่าคนหนึ่ง ทว่าในวินาทีนี้ เมื่อได้อ่านเรื่องราวความเจ็บปวดผ่านลายมือสั่นๆ ในสมุดเล่มนั้น เขากลับตระหนักได้ว่า... ผู้หญิงคนที่เขาเคยเหยียบย่ำจนจมดิน ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากกองเถ้าถ่านด้วยลำแข้งของตัวเอง กลายเป็นดอกไม้เหล็กที่งดงามและแข็งแกร่งเกินกว่าที่อดีตสามีไร้น้ำยาอย่างเขาจะเอื้อมถึงเสียแล้ว "ริน..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอמהชื่อนั้นออกมาเบาหวิว ความรู้สึกผิดที่โถมทับเข้ามาทำให้ลมหายใจสะดุด เขาอยากขอโทษ อยากคุกเข่าลงแทบเท้าเพื่อไถ่บาป แต่มันจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อรินรดAในวันนี้ ไม่ใช่รินรดาผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมให้เขาขยี้หัวใจได้อีกต่อไปแล้ว พลัน เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงในกระเป๋าเสื้อสูทก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบงัน อัคนีขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดตั้งใจจะกดตัดสายทว่าหน้าจอปรากฏชื่อของ "พราวพิลาส" เขากดรับด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ "มีอะไร?" *(“อัคน์คะ... พราวนอนไม่หลับเลย พราวฝันร้ายว่าคุณกำลังจะทิ้งพราวไป... คุณไม่ได้กำลังไปหาผู้หญิงคนนั้นใช่ไหมคะ? คนที่ชื่อรินรดานั่นน่ะ!”)* น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มที่เคยไพเราะเสนาะหู บัดนี้กลับฟังดูน่ารังเกียจและน่าสะพึงกลัวในความรู้สึกของอัคนี ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา ความรู้สึกโง่เขลาที่เคยหลงเชื่อคำเป่าหูของหญิงสาวปลายสายกระจ่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วในวันนี้ "พราว... เราควรจบกันแค่นี้" อัคนีเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยวราวกับประกาศิต "แล้วจำไว้... อย่าได้เข้าใกล้น้องรินทร์หรือรินรดาอีกเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่ได้เห็นแม้แต่ซากของตัวเองในเมืองนี้!" *(“อัคน์! นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ คุณกล้าทิ้งพราวเพราะอีนั่นเหรอคะ! คุณ...”)* ติ๊ด! อัคนีตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย โยนโทรศัพท์เครื่องหรูลงบนโซฟาอย่างไม่ไยดี ราชาแห่งวงการธุรกิจเพิ่งตาสว่าง ว่าเพชรแท้เม็ดงามที่เขาถือไว้ในมือแล้วขว้างทิ้งอย่างไร้ค่า มีค่ามากกว่าเศษแก้วจอมปลอมที่เขาคอยประคบประหงมมาตลอดหลายปีเพียงใด เขาก้มลงมองสมุดไดอารี่ในมืออีกครั้ง ตั้งใจว่าจะเก็บรักษามันไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าชิ้นสุดท้ายที่จะใช้เหนี่ยวรั้งความทรงจำเกี่ยวกับเธอ ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่ร่วงหล่นลงมาจากหน้าสุดท้ายของสมุด กระดาษโน้ตสีขาวที่ถูกพับครึ่ง มีข้อความเขียนด้วยลายมือคุ้นตา... ลายมือของรินรดา อัคนีรีบหยิบมันขึ้นมาคลี่ออก หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นแปลกประหลาด *‘ถึงอัคนี... ถ้าคุณได้อ่านสมุดเล่มนี้ นั่นแปลว่าคุณคงค้นพบมันเข้าแล้ว และคุณก็คงรู้ความจริงทั้งหมดแล้วเช่นกัน แต่สี่ปีที่ผ่านมามันสายเกินไปแล้วค่ะอัคน์... และบางทีสิ่งที่คุณกำลังถืออยู่นี้ อาจจะไม่ใช่ความลับเดียวที่คุณยังไม่รู้’* ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย พลิกกระดาษแผ่นนั้นไปด้านหลัง ทว่าข้อความบรรทัดสุดท้ายที่ปรากฏอยู่ กลับทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ใบหน้าคมคายซีดเผือดลงทันทีราวกับคนใกล้ตาย *‘ความลับเรื่องที่ว่า... น้องรินทร์ ไม่ใช่ลูกชายคนเดียวที่คุณควรจะรู้การมีตัวตนของเขา’* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%