ความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัว ณ ชั้นบนสุดของเพนต์เฮوسหรู ยามค่ำคืนช่างดูหนתเหน็บและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก อัคนียังคงยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีจับจ้องโทรศัพท์มือถือในมือที่หน้าจอดับสนิทไปแล้ว คำพูดของเลขานุการสาวเมื่อช่วงเย็นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“เด็กผู้ชายที่หน้าตาถอดแบบมาจากคุณราวกับแกะ...!”*
ภาพใบหน้านั้น... ภาพของรินรดาผู้เป็นอดีตภรรยาที่เคยถูกเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างไม่ไยดี วิ่งวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวราวกับเทปที่ถูกกรอกลับ ความเย่อหยิ่งและอีโก้ที่เคยค้ำคอมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงความสับสนระคนหวาดหวั่นที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
ปลายนิ้วหนาสั่นเทาเล็กน้อยยามวางเครื่องมือสื่อสารลงบนโต๊ะ ก่อนที่สายตาจะปะทะเข้ากับความผิดปกติบางอย่างบนพื้นพรมหนานุ่มใกล้ชั้นเอกสาร
สมุดบันทึกเล่มเล็กปกหนังสีชมพูอ่อน...
มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่สมควรจะอยู่บนพื้นห้องทำงานอันเป็นระเบียบเรียบร้อยของเขา อัคนีก้าวเข้าไปใกล้ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวอย่างประหลาด ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่า สิ่งของเล่มนี้คือเศษเสี้ยวความลับที่รินรดาจงใจหรือหลงลืมมันไว้ในวันที่เธอหอบข้าวของเดินออกไปจากชีวิตเขาอย่างไร้เยื่อใย
เขาย่อตัวลงหยิบมันขึ้นมา สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วปะทะคือความชื้นจางๆ คล้ายกับร่องรอยของหยดน้ำตาที่เคยเปรอะเปื้อนอยู่บนปก อัคนีกลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่มือหนาค่อยๆ พลิกเปิดหน้าแรกของสมุดบันทึกด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งราวกับกำลังเปิดกล่องแพนโดรรา
*วันที่ 12 มีนาคม*
*รินตั้งท้องได้สองเดือนแล้วค่ะคุณอัคน์... วันนี้คุณบอกว่ารินน่ารำคาญและไม่อยากเห็นหน้า รินเลยเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก่อน หวังว่าสักวันคุณจะหันมามองเราบ้าง*
ตัวหนังสือเรียบร้อยบรรจงที่คุ้นตาแต่ทว่าห่างเหินมานาน ทำให้ลมหายใจของอัคนีสะดุดกึก ราวกับมีใครเอาค้อนหนักๆ มาทุบลงกลางอกอย่างแรง เลือดในกายเย็นเฉียบจนปลายนิ้วชาดิ่ง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นทีละน้อยเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความในหน้าถัดไป
*วันที่ 25 สิงหาคม*
*ลูกของเราดิ้นแล้วนะคะ เขาแข็งแรงมาก และหน้าตา... เหมือนคุณไม่มีผิดเพี้ยนเลยค่ะคุณพ่อ รินดีใจที่สุดแม้ว่าคุณจะไม่เคยรู้เลยก็ตามว่าเรามีตัวตนอยู่*
น้ำหนักของสมุดบันทึกเล่มเล็กในมือกลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับภูเขาผืนใหญ่ อัคนีรู้สึกหายใจไม่ออก ราวกับออกซิเจนรอบตัวถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น ภาพความทรงจำในอดีตผุดพรั่งพรูเข้ามาในหัว ดำมืดและบาดลึก เขานึกถึงวันที่รินรดาร้องขอความเห็นใจ วันที่เธอนั่งรอเขาบนโต๊ะอาหารที่เย็นชืด วันที่เธอเซ็นใบหย่าด้วยแววตาที่ตายด้านไร้ประกายชีวิต และ... วันที่เธอเดินจากไปโดยไม่เรียกร้องอะไรเลยแม้แต่บาทเดียว
เขาลืมไปแล้วหรือว่าเขาเคยผลักไสเธออย่างไรบ้าง? เขาเคยตราหน้าว่าเธอเป็นผู้หญิงน่ารำคาญ เป็นภาระที่ถ่วงความเจริญ และเป็นเพียงดอกไม้ประดับบ้านที่ไร้ค่าในสายตาของนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา
*“คุณริน...”* เสียงทุ้มต่ำครางแผ่วออกมาจากลำคอแห้งผาก ความเจ็บปวดรatร้าวแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันไม่ใช่ความเสียใจธรรมดา แต่มันคือความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ การตระหนักรู้ว่าตนเองได้ทำลายสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตด้วยมือคู่ของตัวเอง
อัคนีพลิกหน้ากระดาษต่อไปด้วยมือที่สั่นเทา จนกระทั่งมาถึงหน้าสุดท้าย... หน้าที่ถูกคั่นไว้ด้วยภาพถ่ายโพลาลอยด์ใบเล็ก
หัวใจของชายหนุ่มหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ในภาพถ่ายนั้น คือเด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ สี่ขวบ ดวงตากลมโตเป็นประกายรั้นแกมซุกซน จมูกโด่งรั้น และรอยยิ้มที่ยกมุมปากขึ้นนิดๆ แบบเดียวกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน เด็กชายกำลังหัวเราะร่าเริงอยู่บนสนามหญ้า โดยมีเงาร่างระหงของรินรดายืนมองด้วยสายตาเปี่ยมรักอยู่ใกล้ๆ
ที่ด้านหลังของรูปถ่าย มีลายมือบรรจงเขียนไว้สั้นๆ แต่คมคัดบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
*“โซ่ตรวนแห่งความสุขที่อิสรภาพได้มอบให้... น้องรินทร์ ลูกชายของแม่ริน”*
"ลูก... ลูกของเรา..." อัคนีพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่คมกระทบลงบนภาพถ่ายใบนั้นพอดี ความหยิ่งทะนงทั้งหมดที่เคยมีถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแหลกสลาย เขาไม่เคยรู้เลย... ไม่เคยรู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามีทั้งภรรยาและลูกชายที่เลือดเนื้อเชื้อไข ถูกทิ้งให้อยู่ในโลกอันโดดเดี่ยว ขณะที่เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบนความเย่อหยิ่งของตนเอง
ความโกรธเกรี้ยวและโมโหตัวเองตีรวนขึ้นมาในอก อัคนีกำสมุดบันทึกในมือแน่นจนปกยับย่น ความรู้สึกอยากวิ่งไปหาเธอ อยากคุกเข่าขอโทษ อยากชดเชยทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำผิดพลาดโหมกระหน่ำเข้ามาในจิตใจราวกับพายุคลั่ง
แต่ทว่า... ท่ามกลางความมืดมิดและความเงียบงันของห้องทำงาน เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง
*แกร็ก...*
ลูกบิดประตูห้องทำงานส่วนตัวที่ควรจะถูกล็อกไว้จากด้านใน ค่อยๆ หมุนช้าๆ อย่างแผ่วเบา ราวกับมีใครบางคนกำลังถือวิสาสะเปิดเข้ามาในยามวิกาล อัคนีชะงักกึก รีบเก็บสมุดบันทึกและภาพถ่ายแนบไว้กับอก ดวงตาคมกริบตวัดมองไปที่ประตูด้วยความระแวงระวัง
ประตูห้องเปิดอ้าออกทีละน้อย เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนก้าวเข้ามาในความมืด...
"คุณอัคน์คะ... พราวรู้นะคะว่าคุณยังไม่นอน พราวนำกาแฟร้อนๆ มาให้..."
เสียงหวานหยดย้อยของพราวพิลาสเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉาบอยู่บนใบหน้าหลอนหลอน แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของอัคนีต้องสะดุดหยุดลง ไม่ใช่การปรากฏตัวอย่างไร้มารยาทของนางร้ายสาวผู้นี้...
หากแต่เป็นเงาร่างเล็กๆ อีกร่างหนึ่ง ที่เดินตามหลังพราวพิลาสเข้ามาในห้องทำงานด้วยความงัวเงีย พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"คุณแม่ครับ... ที่นี่ที่ไหนเหรอครับ ทำไมมืดจังเลย?"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ "เมฆหมอกสีชมพู"
หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า•ตอนที่ 6
หลักฐานชิ้นสุดท้าย
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!