กระดาษแผ่นเล็ก ๆ ในมือของอัคนีไม่ได้มีน้ำหนักอะไรเลยในทางกายภาพ แต่มันกลับหนาหนักราวกับภูเขาผืนใหญ่ที่กดทับลงกลางอก จนทำให้ลมหายใจของชายหนุ่มติดขัดอย่างกะทันหัน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บัดนี้กลับกระหน่ำรัวรากลองศึกที่บ้าคลั่ง
ดวงตาคมกริบที่มักฉายแววเย่อหยิ่งและเย็นชาเสมอมาในยามนี้เบิกกว้าง รูม่านตาขยายสั่นระริกขณะกวาดสายตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านตัวอักษรพิมพ์ดีดและลายเซ็นแพทย์สีน้ำเงินเข้ม บรรทัดสรุปผลตรวจความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (DNA) ปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงหน้า ทิ่มแทงหัวใจของคนที่เคยโง่เขลาให้แหลกสละเป็นจุล
*“ผลการตรวจยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือด... อัตราความน่าจะเป็นร้อยละ 99.99”*
ความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัว ณ คฤหาสน์ตระกูลอัคนีภักดีนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใด ๆ กลิ่นอายของความจริงที่ถูกปิดตายกำลังโชยกลิ่นคาวเลือดแห่งความสำนึกผิดและความโง่เขลาของตัวเองเข้าปะทะจมูกอย่างจัง ภาพในอดีตย้อนกลับมาฉายซ้ำราวกับภาพยนตร์โศกนาฏกรรม ภาพที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งภรรยาผู้บริสุทธิ์ ภาพที่เขาเคยเอ่ยปากดูแคลนหยามเหยียดอย่างไร้เยื่อใย และภาพวันที่รินรดาอุ้มท้องอันบอบช้ำเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
อัคนีเซถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะทำงานอย่างแรง จนแฟ้มเอกสารบนโต๊ะร่วงหล่นลงสู่พื้นกระจายเกลื่อน เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงลงชั่วขณะ ราวกับว่าโลกทั้งใบที่เขาเคยยืนหยัดอยู่ด้วยความมั่นใจพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา
“เป็นไป2ได้อย่างไร...” เสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผากของเขา มันเบาราวกับเสียงกระซิบของคนใกล้ตาย มือหนาที่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้กำแผ่นกระดาษในมือแน่นจนยับยู่ยี่
ความจริงที่ปรากฏตรงหน้านี้ตบหน้าเขาฉาดใหญ่จนชาไปหมดทั้งซีกหน้า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าเด็กชายวัยสี่ขวบคนนั้น—น้องรินทร์—คือตราประทับแห่งความอัปยศที่รินรดาตั้งใจนำมาหยิบยื่นให้เขาเพื่อแก้แค้น เขาเคยโง่เขลาถึงขนาดเชื่อคำยุยงปั่นหัวของพราวพิลาส ผู้หญิงที่เขาคิดว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องแต่แท้จริงแล้วคือปีศาจจำแลง เขากล่าวหาว่าภรรยาตัวเองสีกากีคบชู้ ขับไล่ไสส่งเธอออกไปจากชีวิตอย่างไร้ความปรานี และพรากช่วงเวลาที่ควรจะได้เป็นพ่อคนไปอย่างเลือดเย็น
ทว่าในวินาทีนี้... เด็กชายตากลมโต แก้มป่อง และมีรอยยิ้มพิมพ์ใจแบบเดียวกับเขาคนนั้น คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเองอย่างแท้จริง เป็นทายาทที่เขาเคยปฏิเสธ เป็นดวงใจที่รินรดาต้องปกป้องด้วยชีวิตท่ามกลางลมหายใจที่รวยรินในอดีต
อัคนีทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ศักดิ์ศรี น้ำตาของผู้ชายที่หยิ่งผยองมาตลอดชีวิตหยดแหมะลงบนหลังมือทีละหยด ความเจ็บปวดรวดร้าวจากการตระหนักรู้สายเกินไปกำลังกัดกินวิญญาณของเขาอย่างช้า ๆ ทุกคำพูดที่เคยดูถูกรินรดา ทุกหยาดน้ำตาที่เธอเคยหลั่งรินต่อหน้าเขา และทุกรอยแผลเป็นในใจที่เขาก่อขึ้น
“ฉันทำอะไรลงไป... ริน... ฉันทำอะไรลงไป”
เสียงครางต่ำด้วยความทรมานดังสะท้อนก้องในความว่างเปล่า ความรู้สึกผิดบาปโถมซัดเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์สึนามิที่พร้อมจะกลืนกินเขาทั้งเป็น อัคนีเพิ่งเข้าใจคำว่า ‘ตกนรกทั้งเป็น’ ก็ในวันนี้ วันที่เขามีทุกอย่างในมือ มีอำนาจ มีเงินทอง แต่กลับสูญเสียคนที่รักที่สุดและทำลายครอบครัวของตัวเองด้วยมือคู่นี้
ในขณะเดียวกัน ที่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง รินรดากำลังยืนมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกเงาบานใหญ่ หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มดูสง่างามและเยือกเย็น แววตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและคราบน้ำตาในอดีต บัดนี้กลับฉายประกายความเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งราวกับเพชรเม็ดงามที่ผ่านการเจียระไนด้วยไฟแห่งความทุกข์ระทม
นิ้วเรียวยาวหยิบสร้อยคอจี้รูปหยดน้ำขึ้นมาสวม สัมผัสเย็นเฉียบของมันเตือนใจเธอเสมอถึงวันที่เธอต้องเดินออกจากนรกอัคนีภักดีด้วยตัวคนเดียวและหัวใจที่แตกสลาย
เสียงเคาะประตูกระจกเบา ๆ ดึงเธอกลับมาจากภวังค์ ร่างเล็กป้อมของน้องรินทร์ในชุดนอนลายการ์ตูนวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหา พร้อมกับชูภาพวาดในมือขึ้นสูงด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยي
“คุณแม่ครับ! วันนี้รินทร์วาดรูปครอบครัวเราด้วยนะ มีคุณแม่ มีรินทร์ แล้วก็... เอ๊ะ ตรงนี้รินทร์ยังไม่ได้วาดคุณพ่อเลยครับ” เด็กชายเอียงคอสงสัย ดวงตากลมโตใสแจ๋วไม่มีพิภัยเจือปน
รินรดาย่อตัวลงโอบกอดร่างเล็กนั้นเข้าสู่อ้อมอก ความอบอุ่นจากลูกชายคือเกราะป้องกันเดียวที่ทำให้เธอยืนหยัดได้อย่างสง่างามในวันนี้ มือบางลูบกลุ่มผมนุ่มของลูกน้อยเบา ๆ พลางยิ้มบาง
“รินทร์เก่งที่สุดเลยค่ะลูก... สำหรับเราสองคน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วนะคะ” เธอกระซิบตอบเสียงนุ่ม โดยซ่อนประกายตาไหววับที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายไว้ภายใต้รอยยิ้ม
ทว่าความเงียบสงบในค่ำคืนนั้นกลับถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน เมื่อเสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้งด้วยความเร่งรีบ ราวกับคนด้านนอกกำลังสูญเสียสติ
รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ใครกันที่จะมาเคาะประตูห้องเธอ? หรือจะเป็นเพื่อนสนิทอย่างมีנה? เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สั่งให้น้องรินทร์ไปนั่งเล่นต่อที่ห้องนั่งเล่น ก่อนจะก้าวเดินไปยังประตูหน้าด้วยฝีเท้ามั่นคง
เมื่อมือบางบิดลูกบิดประตูแล้วดึงเปิดออก ร่างของคนที่ยืนหอบหายใจรุนแรงอยู่เบื้องหน้าก็ทำให้ลมหายใจของรินรดาแทบสะดุด
เส้นผมสีเข้มยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เสื้อเชิ้ตสีขาวหลุดลุ่ยและยับยู่ยี่จนแทบดูไม่ได้ ดวงตาคมกริบที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาบัดนี้แดงก่ำ เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่เจ้าตัวพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดชีวิต และที่สำคัญที่สุด... มือหนาทั้งสองข้างกำลังสั่นระริกขณะถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ยับยู่ยี่
อัคนีมองหน้าอดีตภรรยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด ความเจ็บปวด และความร้าวรานที่เกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกสั่นเทาขณะพยายามเปล่งเสียงที่แทบจะไม่เป็นภาษาออกมา
“ริน... ฉัน... ฉันรู้ความจริงหมดแล้ว”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครนะคะ หวังว่าตอนนี้ครึ่งหัวใจของทุกท่านจะยังเต้นแรงอยู่ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - เมฆหมอกสีชมพู
หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า•ตอนที่ 20
ความจริงที่สั่นสะเทือน
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!