กลิ่นอายของชาคาโมมายล์อุ่นๆ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศในห้องรับแขกของสำนักงานทนายความชื่อดังผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย รินรดานั่งหลังตรง ท่าทางของเธอนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง ดวงตากลมโตคู่นั้นมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตาบางเบาไปยังร่างสูงใหญ่ของอดีสามีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
อัคนีในยามนี้ไม่มีคราบของประธานบริษัทผู้ทรงอิทธิพลและเย่อหยิ่งคนเดิมหลงเหลืออยู่อีกแล้ว เสื้อเชิ้ตสีเข้มที่เคยรีดเรียบกริบกลับยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการเดินทางมาดักรอเธอตั้งแต่เช้าตรู่ ดวงตาคมกริบที่เคยใช้มองเธอด้วยความเย็นชาและเหยียดหยาม บัดนี้กลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความวิงวอนที่เขาพยายามกด0ซ่อนไว้ภายใต้สันกรามที่ขบเข้าหากันแน่น
"ผมไม่ได้มาเพื่อฟ้องร้องเรื่องสิทธิ์การเลี้ยงดู... ริน"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดลงไปครึ่งหนึ่ง อัคนือก้มมองเอกสารข้อตกลงที่ร่างขึ้นใหม่ด้วยมือของเขาเอง มันไม่ใช่สัญญาที่เต็มไปด้วยข้อกฎหมายเอาเปรียบเหมือนในอดีต หากแต่เป็นกระดาษแผ่นบางที่แสดงถึงการ "ยอมจำนน" ต่อความจริงที่ว่า เขาสูญเสียสิทธิ์ในการออกคำสั่งเหนือชีวิตของเธอไปนานแล้ว
รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยความเยียบเย็นจนคนมองรู้สึกเจ็บปวดแปลบที่ขั้วหัวใจ เธอกลั้วหัวอกเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่บาดลึกถึงกระดูก
"คุณอัคน์คงเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ? ต่อให้คุณไม่พูดเรื่องฟ้องร้อง ดิฉันก็มั่นใจว่ากฎหมายไทยยังมีความยุติธรรมมากพอที่จะปกป้องแม่คนหนึ่ง... จากสามีเก่าที่เคยผลไสไล่ส่งเราสองแม่ลูกออกไปจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใย"
คำพูดนั้นกรีดลົງกลางใจของอัคนีราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเก่า เขารู้ตัวดีว่าไม่มีสิทธิ์แก้ตัว ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะโกรธเคืองถ้อยคำถากถางเหล่านั้น ภาพของรินรดาในอดีตที่เคยร้องไห้อ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขา ค่อยๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยหญิงสาวผู้สง่างาม เยือกเย็น และแข็งแกร่งจนน่ากลัว
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นไหวในอก เขาวางมือลงบนโต๊ะกระจกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าหากทำรุนแรงเกินไป รินรดาจะลุกหนีหายไปจากสายตาเขาอีก
"ผมรู้ว่าผมมันเลว... ริน" อัคนีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย "ผมทำลายทุกอย่าง ทำลายครอบครัวที่เราเคยมีด้วยความโง่เขลาและความเย่อหยิ่งของตัวเอง... แต่เด็กคนนั้น... น้องรินทร์ เขาเป็นลูกของผมนะ รินจะไม่ให้โอกาสผมได้ทำหน้าที่พ่อเลยหรือ?"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบเมื่อได้ยินคำว่า 'ลูก' ออกมาจากปากของคนที่เคยปฏิเสธการมีตัวตนของเลือดเนื้อเชื้อไขตัวเองอย่างไม่ใยดี ความทรงจำอันเจ็บปวดในคืนวันที่เธอต้องอุ้มท้องโตๆ หนีตายออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก น้ำตาที่เธอพยายามกักเก็บไว้ไม่ให้ไหลรินเริ่มร้อนผ่าวที่ขอบตา แต่เธอไม่อนุญาตให้มันร่วงหล่นลงมาต่อหน้าผู้ชายคนนี้เด็ดขาด
"คุณเพิ่งนึกขึ้นได้เหรอคะว่าเขาก็เป็นลูกของคุณ?" รินรดาแค่นหัวเราะ น้ำเสียงสั่นระริกด้วยความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานหลายปี "วันที่น้องรินทร์ป่วยจนตัวร้อนจัดจนชัก วันที่คุณพราวพิลาสโทรมาปั่นหัวคุณแล้วคุณก็สั่งให้คนมาไล่ดิฉันออกจากบ้าน วันนั้นคุณไปอยู่ที่ไหนคะ? วันที่ลูกถามหาพ่อแล้วดิฉันต้องตอบเขาว่าพ่อไปทำงาน... คุณรู้ไหมว่าเด็กอายุแค่นั้นต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการเติบโตมาโดยไม่มีคุณ?"
หยาดน้ำตาที่รินรดากลั้นไว้ในที่สุดก็เอ่อล้นทะลักขอบตา แต่เธอเชิดหน้าขึ้นสูง ปฏิเสธที่จะก้มหัวให้ความอ่อนแอครอบงำ อัคนีเห็นภาพนั้นแล้วหัวใจของเขาก็บีบรัดเข้าหากันจนแทบหายใจไม่ออก ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธมันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่เขาเคยฝังรากลึกไว้ในใจของเธอ
อัคนีตัดสินใจทำในสิ่งที่คนอย่าง 'อัคนี วัฒนากุล' ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต เขาค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้ถอยหลัง แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นพรมเบื้องหน้ารินรดา ท่ามกลางความตกตะลึงของทนายความที่นั่งอยู่มุมห้อง
การกระทำนั้นรวดเร็วและเด็ดเดี่ยวจนรินรดาสะดุ้งเฮือก เธอนั่งนิ่งค้าง เผลอขยับถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นชายหนุ่มผู้เคยถืออีโก้ค้ำคอมาตลอดชีวิต ยอมลดศักดิ์ศรีทั้งหมดลงมาคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเธอ
"ริน... ผมขอร้อง" อัคนีเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาคมเข้มที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งบัดนี้เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่เขาพยายามกลั้นไว้ "ผมไม่ได้มาเพื่อแย่งลูกไปจากคุณ... และผมไม่ได้มาเพื่อขอให้คุณกลับไปเป็นภรรยาโง่ๆ คนเดิมของผมในตอนนี้... แต่ผมขอร้องล่ะ ให้ผมได้มีโอกาสเข้าหาลูก ได้ทำความรู้จักกับเขา ได้ชดเชยเวลาที่สูญเสียไป... ให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองเถอะนะ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วขณะ รินรดามองก้มลงมองชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเธอเคยรักจนหมดหัวใจ และเคยเกลียดชังจนอยากจะตัดขาดจากโลกใบนี้ ความรู้สึกซับซ้อนตีวนอยู่ในอก ทั้งสะใจที่ได้เห็นเขาตกอยู่ในสภาพนี้ และทั้งหวาดกลัวว่านี่อาจจะเป็นเพียงกลลวงอีกครั้งหนึ่งของเขา
"คุณคิดว่าการคุกเข่าลงตรงนี้ มันจะลบล้างความเจ็บปวดตลอดสี่ปีที่ผ่านมาได้งั้นเหรอคะ, อัคน์?" รินรดากล่าวเสียงแผ่วเบา แต่ทุกคำพูดคมกริบราวกับใบมีด "คุณบอกว่าอยากทำเพื่อลูก... แต่คุณเคยถามลูกหรือยังคะ ว่าเขาอยากเจอคุณไหม? น้องรินทร์ไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำสำหรับเขาคุณก็แค่ผู้ชายแปลกหน้าที่เข้ามาวุ่นวายในชีวิตเรา"
คำพูดนั้นแทงใจดำอัคนีเข้าอย่างจัง เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ร่างกายที่คุกเข่าอยู่สั่นเทาเล็กน้อย ความจริงที่ว่าลูกชายแท้ๆ ของตนเองหวาดกลัวและปฏิเสธเขา คือบทลงที่สาสมที่สุดที่ฟ้าดินมอบให้
"ผมรู้... ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะให้เขายอมรับผม" อัคนีเอ่ยเสียงพร่า มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะลงบนหลังมือบางที่วางอยู่บนตักของเธอ แต่รินรดากลับชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับถูกของร้อน สายตาที่เธอมองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจและระแวดระวัง
อัคนีชะงักมือค้างกลางอากาศ ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะดึงดัน เขาค่อยๆ ลดมือลงวางไว้ที่เดิมบนพื้นพรม
"เอาล่ะค่ะ" รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติและอำนาจของตัวเองกลับคืนมา เธอยืดตัวตรง จ้องมองอดีตสามีด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและไร้เยื่อใย "ถ้าคุณอยากเข้าหาน้องรินทร์จริงๆ... ดิฉันจะไม่ใจร้ายถึงขนาดกีดกันสายเลือดพ่อลูกหรอกนะคะ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของดิฉันเท่านั้น"
ดวงตาของอัคนีทอประกายความหวังขึ้นมาวับหนึ่ง เขาพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะถามเงื่อนไขด้วยซ้ำ "เงื่อนไขอะไรผมก็ยอมทั้งนั้น ริน... ขอแค่ให้ผมได้พบลูก"
"หนึ่ง... ห้ามคุณใช้เงินหรืออำนาจ บังคับซื้อความรักจากลูกเหมือนที่เคยทำกับคนอื่น สอง... การพบกันทุกครั้งต้องอยู่ในสายตาของดิฉัน หรือคนที่ดิฉันไว้วางใจเท่านั้น และสาม..." รินรดายกยิ้มมุมปากอย่างเยືอกเย็น "ถ้าคุณทำให้น้องรินทร์ต้องเสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียว... สิทธิ์นั้นจะถูกเพิกถอนทันที และคุณจะไม่มีวันได้เห็นหน้าเราสองแม่ลูกอีกเลย ชั่วชีวิตนี้"
อัคนีพยักหน้ารัวๆ ยอมรับทุกข้อเสนออย่างไม่มีข้อแม้ แม้ว่ามันจะหมายถึงการที่เขาต้องเดินตามหลังเธอดังเงาและต้องอดทนต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังก็ตามที
ในขณะที่ทั้งสองกำลังตกลงเงื่อนไขสุดท้ายกันอยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็รัวขึ้นเบาๆ ก่อนที่ประตูกจะถูกผลักเปิดออกโดยผู้ช่วยทนายความที่หน้าตาตื่นตระหนก เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับแท็บเล็ตในมือ ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นได้ชัด
"คุณรินรดาคะ... เกิดเรื่องแล้วค่ะ!" ผู้ช่วยทนายละล่ำละลักเอ่ยขึ้น "ที่โรงเรียนอนุบาลของน้องรินทร์... มีผู้หญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นคุณอา บุกเข้าไปรับตัวน้องรินทร์ออกไปจากโรงเรียนแล้วค่ะ ตอนนี้ครูประจำชั้นติดต่อใครไม่ได้เลย!"
รินรดาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที สีหน้าถอดสีด้วยความตกใจสุดขีด โลกทั้งใบราวกับพังทลายลงมาตรงหน้า "ว่ายังไงนะคะ?! ใครเป็นคนรับลูกฉันไป!"
อัคนีลุกขึ้นยืนตามทันที ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวขั้นสุดเมื่อได้ยินชื่อของคนที่เขานึกออกทันที
"พราวพิลาส..." อัคนีกัดฟันกรวดจนสันกรามปูดโปน เสียงคำรามลอดไรฟันด้วยความเหี้ยมเกรียม "กล้าดียังไง...!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจหายไปกับบทนี้ หวังว่าหัวใจของทุกท่านจะยังเต้นระทึกและพร้อมลุยไปกับความเดือดระอุในตอนหน้า แล้วพบกันใหม่ค่ะ - เมฆหมอกสีชมพู
หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า•ตอนที่ 22
ยอมลดทิฐิ
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!