กลิ่นอายของฝนตกใหม่ผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นในห้องรับรองเล็กๆ แห่งนี้ ช่างชวนให้หายใจติดขัดเสียเหลือเกิน รินรดานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้บุสักหลาดสีทึบ แผ่นหลังตั้งตรงดิ่งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยความถือดีและบาดแผลในอดีต สายตาของเธอนิ่งสนิท ทอดมองไปยังชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเธอเคยยอมมอบทั้งชีวิตให้ แต่บัดนี้… เขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าผู้มีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้าคมคายที่เคยหยิ่งผยอง
อัคนียืนอยู่ตรงหน้าเธอ ร่างสูงใหญ่ที่เคยทาบทับด้วยอำนาจและอภิสิทธิ์ บัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยอย่างน่าสมเพช มือหนาทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบที่เคยใช้มองเธอด้วยความเย็นชาและรังเกียจ เดלี้กลับแดงก่ำ เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาที่เขาพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง
"ริน…"
เสียงเรียกนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ มันไม่ใช่เสียงของประมุขหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งอาณาจักรธุรกิจพันล้านอีกต่อไป แต่มันคือเสียงของคนบาปที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าศาลเตี้ยแห่งความจริง
รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น เป็นรอยยิ้มที่กรีดลึกยิ่งกว่าคมมีด
"เรียกฉันทำไมคะคุณอัคนี? หรือว่าเอกสารหย่าที่ฉันเซ็นให้ยังไม่ชัดเจนพอ หรือคุณเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมทิ้งเศษทานอะไรไว้ที่ตัวฉันอีก" คำพูดของเธอเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบคมและเชือดเฉือนจนคนฟังสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
อัคนีกัดกรามแน่น ความเจ็บปวดที่อกซ้ายมันรุนแรงเสียจนเขาแทบหายใจไม่ออก เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธอ—ภาพที่หากใครในวงสังคมไฮโซได้มาเห็นคงต้องช็อกจนตาค้าง นักธุรกิจผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กลับกำลังคุกเข่าแทบเท้าอดีตภรรยาที่เขาเคยเหยียบย่ำ
"ผมขอโทษ…" คำสารภาพสั้นๆ หลุดรอดออกมาพร้อมกับหยดน้ำตาเม็ดแรกที่ร่วงหล่นกระทบพื้นพรม "ผมขอโทษสำหรับทุกอย่าง ริน… ผมมันตาบอด ผมมันโง่เง่า ปล่อยให้ความริษยาและคำลวงครอบงำ จนทำลายคนที่รักผมที่สุดไปกับมือ"
รินรดายังคงนิ่ง เธอไม่ได้ขยับหนี แต่ก็ไม่ได้โน้มตัวลงไปประคอง ความรู้สึกสงสารเหือดแห้งหายไปจากอกของเธอนานแล้ว เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าเย็นชาที่เธอสร้างขึ้นเป็นเกราะกำบัง
"คุณไม่ได้ตาบอดหรอกค่ะคุณอัคนี… คุณแค่เลือกที่จะเชื่อ เพราะมันง่ายกว่าที่จะยอมรับว่าคุณเป็นคนใจร้าย" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก "วันที่ฉันอุ้มท้องลูกของเราไปร้องขอความเห็นใจจากคุณ คุณทำอะไรคะ? คุณบอกว่าฉันมารยา คุณไล่ฉันออกจากบ้านราวกับหมูราวกับหมา แถมยังเอาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาเยาะเย้ยฉันถึงในพื้นที่ที่เราเคยสร้างร่วมกัน… วันนั้น หัวใจของรินรดาคนเก่ามันตายไปแล้วค่ะ"
คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนเข็มนับพันเล่มที่พุ่งเข้าปักอกอัคนี เขาจำได้แม่นยำ… จำได้ทุกถ้อยคำร้ายกาจที่เขาเคยพ่นใส่เธอ จำแววตาที่แตกสลายแต่วิงวอนในวันนั้นได้ดี และภาพเหล่านั้นก็กำลังย้อนกลับมาลงทัณฑ์เขาในวินาทีนี้
"พราวพิลาส… เธอโกหกผมทุกอย่าง เรื่องเอกสาร เรื่องความสัมพันธ์ เธอบิดเบือนทุกอย่างเพื่อให้ผมเกลียดคุณ แต่ผม… ผมสมควรถูกประณามที่สุด เพราะผมเลือกที่จะหลับตาข้างหนึ่งและเชื่อคำโกหกพวกนั้น เพียงเพราะผมไม่อยากยอมรับว่าผมเองต่างหากที่เป็นสามีที่แย่ที่สุด" อัคนีสารภาพบาปออกมาด้วยความร้าวราน มือหนาเอื้อมหมายจะแตะชายกระโปรงของเธอ แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อรินรดาขยับถอยห่างโดยอัตโนมัติ
"แล้วไงคะ? สารภาพแล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้นเหรอ? บาปที่คุณก่อมันล้างออกด้วยน้ำตาหยดเดียวของคุณไม่ได้หรอกค่ะคุณอัคนี" เธอก้มลงมองเขาด้วยสายตาที่ไร้เยื่อใย "ความเจ็บปวดที่ฉันต้องเผชิญตามลำพัง คืนที่ฉันต้องนอนร้องไห้กอดท้องตัวเองโดยไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีข้าวกินไหม… คุณชดใช้มันด้วยอะไรได้บ้าง?"
"ผมจะเอาทุกอย่างมาวางแทบเท้าคุณ! ทรัพย์สินทั้งหมด อำนาจทั้งหมด… หรือเอาชีวิตผมไปเลยก็ได้ ริน ขอแค่คุณให้โอกาสผมได้แก้ตัว ได้ทำหน้าที่พ่อ ได้กอด…"
"หยุด!" รินรดาร้องห้ามเสียงแข็ง ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ขึ้นด้วยประกายไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดติด "อย่าแม้แต่จะเอ่ยคำว่าพ่อออกจากปากของคุณ! คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะใช้คำนั้นกับลูกของฉัน ลูกที่เกือบจะไม่มีลมหายใจตั้งแต่ลืมตาดูโลกเพราะความใจร้ายของคุณ!"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านและเสียงสะอื้นไห้ที่อัคนีพยายามกลืนกลั้นไว้ ร่างสูงยังคงคุกเข่าก้มหน้า น้ำตารินรดรดพื้นพรม ชายหนุ่มผู้เคยยิ่งใหญ่บัดนี้พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี เขายอมรับทุกความผิดบาป ยอมให้เธอด่าทอ ยอมให้เธอเหยียบย่ำศักดิ์ศรี แต่ทว่า… สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาในตอนนี้ กลับเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อมเหลือเกิน
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติอารมณ์ที่กำลังพועพุ่ง เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วก้มลงมองอดีตสามีเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว
"จำความรู้สึกเจ็บปวดนี้ไว้ให้ดีนะคะคุณอัคนี เพราะนี่มันเป็นแค่เสี้ยวเดียวของนรกที่คุณเคยมอบให้ฉัน" เธอเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เราหย่ากันขาดแล้ว และอย่าได้มาพบกันอีกเลยจะดีกว่า"
พูดจบรินรดาก็หันหลังเตรียมก้าวเดินออกไปจากห้องรับรอง โดยไม่แม้แต่จะชายตามองร่างที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นของอัคนีอีก
ทว่า… ในวินาทีที่มือเรียวผลักบานประตูไม้บานใหญ่ให้เปิดออก ร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยสี่ขวบในชุดเอี๊ยมสีน่ารักก็วิ่งดุ๊กๆ เข้ามาโถมกอดขาของเธอไว้เสียก่อน
"คุณแม่ครับ! น้องรินทร์รอนานมากเลย ปะป๊าใจร้ายคนนั้นยังแกล้งคุณแม่อีกไหมครับ?"
เสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยดังลั่นห้อง ทำเอาร่างของรินรดาแข็งทื่อไปชั่วขณะ หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
และในจังหวะนั้นเอง อัคนีที่กำลังนั่งหมดแรงอยู่บนพื้น ก็เงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก ใบหน้าเปื้อนน้ำตาชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อได้ยินสรรพนามนั้นชัดเจน ร่างสูงรีบหันขวับไปมองเด็กชายตัวน้อยที่ซุกอยู่ข้างกายอดีตภรรยา และเมื่อใบจิ้มลิ้มนั้นหันมาสบตาเข้ากับเขาพอดี…
ลมหายใจของอัคนีก็คล้ายจะขาดห้วงไปในทันที ร่างกายชาดิกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจ เมื่อใบหน้า ดวงตา และรอยยิ้มของเด็กชายคนนั้น ถอดแบบพิมพ์เขียวมาจากตัวเขาในวัยเด็กราวกับส่องกระจกเงา!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจหายไปกับบทนี้ หวังว่าหัวใจของทุกท่านจะยังเต้นระทึกและพร้อมลุยไปกับความเดือดระอุในตอนหน้า แล้วพบกันใหม่ค่ะ - เมฆหมอกสีชมพู
หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า•ตอนที่ 23
น้ำตาของคนใจร้าย
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!