กล่องดนตรีไม้แกะสลักรูปกวางน้อยหมุนวนพร้อมเสียงเพลงบรรเลงแผ่วเบา ทว่ามันกลับดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันของห้องรับแขก จนแทบจะกลบเสียงลมหายใจของคนทั้งสามที่ยืนเผชิญหน้ากันอยู่ ณ ที่นั้น
รินรดายืนขนาบข้างบุตรชายด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ราวกับแม่นกที่กำลังปกป้องลูกน้อยจากเงื้อมมือของพญาอินทรี เธอมองกล่องดนตรีราคาแพงลิบลิ่วในมือเล็กๆ นั้นสลับกับใบหน้าคมสันของอัคนี ผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำหัวใจเธอจนไม่เหลือชิ้นดี แต่วันนี้กลับยืนถือถุงใส่ของเล่นแบรนด์ดังนับสิบชิ้นด้วยสีหน้าเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็น
"คุณอา... ซื้อให้จริงๆ เหรอครับ?" เสียงใสเล็กๆ ของน้องรินทร์เอ่ยถามขึ้นทำลายความอึดอัด เด็กชายวัยสี่ขวบเอียงคอมองหุ่นยนต์ฮีโร่ตัวโปรดที่ส่งเสียงร้องและมีไฟกระพริบอยู่ในกล่องใส โดยลืมความหวาดกลัวที่มีต่อผู้ชายตัวโตคนนี้ไปเสียสนิท ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเยชาและไม่เคยใส่ใจสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ คนไหน นอกจากผลกำไรในตลาดหุ้น กลับทรุดกายลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นพรมราคาแพง เพื่อให้ระดับสายตาเสมอกับเด็กน้อย
อัคนีกลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ภาพของเด็กชายตรงหน้า—ดวงตากลมโตคู่นั้น จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะรอยยิ้มมุมปากเวลาที่เจ้าตัวเล็กดีใจ มันคือพิมพ์เดียวกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน ยิ่งมอง หัวใจที่เคยด้านชาก็ยิ่งถูกกรีดลึกด้วยสำนึกแห่งบาปที่ตนเป็นคนก่อขึ้นมาเอง
"ครับ... คุณอาตั้งใจเลือกให้" อัคนีเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าโดยไม่รู้ตัว ปลายนายังคงสั่นเทาเล็กน้อยยื่นกล่องของเล่นเข้าไปใกล้ร่างเล็กอีกนิด "ชอบไหมครับคนเก่ง... ถ้าไม่ชอบ อาไปเปลี่ยนให้ใหม่ได้นะ"
รินรดากำมือแน่นเข้าหากันโดยอัตโนมัติ เล็บเรียวจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ความเจ็บปวดที่ตีรวนขึ้นมาในอก ความดี A-list ที่อัคนีหยิบยื่นให้ลูกชายในวันนี้ มันเทียบไม่ได้เลยกับเศษเสี้ยวความรักและความใส่ใจที่เธอต้องดิ้นรนหามาให้เด็กน้อยในวันที่เธอไร้หนทาง เขากำลังใช้เงินซื้อความรู้สึก... ใช้สิ่งของมาเป็นสะพานทอดข้ามกำแพงความเกลียดชังที่เธอสร้างขึ้น
แต่น้องรินทร์... กาวใจตัวน้อยผู้ไร้เดียงสา กลับไม่ประสีประสาต่อเกมแห่งความเจ็บปวดของผู้ใหญ่
เด็กชายรับกล่องของเล่นนั้นมาถือไว้ด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยรอยยิ้มกว้าง "คุณแม่ครับ! คุณอาใจดีจังเลยครับ ซื้อหุ่นยนต์ตัวที่รินทร์อยากได้ตั้งนานให้ด้วย คุณแม่ให้คุณอาอยู่ทานข้าวด้วยกันนะครับ"
คำพูดไร้เดียงสานั้นราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงแผลเก่า รินรดารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เธอสบตาอัคนีที่เงยขึ้นมองเธอด้วยแววตาเวทมนตร์อ้อนวอน เป็นครั้งแรกที่เธอบนโลกใบนี้ได้เห็นแววตาแตกสลายของผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งที่สุดในปฐพี
"น้องรินทร์ครับ..." รินรดาพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้หัวใจจะสั่นไหวรุนแรง "เอาของเล่นไปเก็บในห้องก่อนดีไหมลูก เดี๋ยวคุณแม่ขอคุยกับคุณอาก่อน"
เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ร่างเล็กป้อมวิ่งดุ๊กดิ๊กหายเข้าไปในห้องนอนพร้อมกับถุงของเล่นกองโต ทิ้งให้ผู้ใหญ่ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่หนقอึ้งและเต็มไปด้วยมวลอารมณ์ที่ซับซ้อน
อัคนีค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขายังคงรักษาระยะห่าง ทว่าสายตาที่มองรินรดากลับเต็มไปด้วยความเว้าวอนและสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง "ผม... แค่อยากทำเพื่อลูก ริน... ผมขอโทษ"
"อย่าเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเลยค่ะคุณอัคนี" รินรดาเชิดหน้าขึ้น หยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาถูกกักเก็บไว้ด้วยความหยิ่งทะนง "คุณคิดว่าเงินหรือของเล่นพวกนี้ จะมาลบเลือนช่วงเวลาสี่ปีที่คุณไม่เคยแม้แต่จะเหลียวแลเราสองคนแม่ลูกได้งั้นเหรอคะ?"
"ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัย..." อัคนีสาวเท้าเข้าไปใกล้เธออีกก้าวหนึ่ง ดวงตาคมเข้มแดงก่ำด้วยพิษความเสียใจ "แต่ได้โปรด... ให้โอกาสผมได้ทำหน้าที่พ่อ ให้โอกาสผมได้ไถ่บาปในสิ่งที่ผมเคยทำลายมันลงกับมือ"
รินรดายิ้มหยันให้กับคำพูดนั้น เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาและบาดลึกเสียยิ่งกว่าคำด่าทอ "ไถ่บาปเหรอคะ? คุณอัคนี... บางสิ่งพังไปแล้ว มันไม่มีวันต่อติดเหมือนเดิมหรอกค่ะ ต่อให้น้องรินทร์จะเริ่มยอมรับคุณ เพราะเด็กเขาไร้เดียงสา แต่สำหรับฉัน... คุณก็ยังเป็นแค่คนแปลกหน้าที่เคยใจร้ายที่สุดในชีวิต"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย อัคนีรู้สึกราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าเขากลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะโต้แย้ง เพราะทุกคำที่เธอพูดคือความจริงที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง
บรรยากาศในห้องเงียบงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเพลงแผ่วเบาจากกล่องดนตรีที่น้องรินทร์วางทิ้งไว้บนโซฟาที่ยังคงดังคลอเบาๆ ขัดกับบรรยากาศมาคุระหว่างคนทั้งคู่ รินรดาหันหลังให้เขาเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น เธอไม่อ่อนแอให้เขาเห็นอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด
ทว่า ในขณะที่อัคนีกำลังจะเอ่ยคำพูดบางอย่างเพื่อยื้อเวลา ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็รัวดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากด้านนอก ตามด้วยเสียงเปิดประตูห้องชุดที่ถูกไขเข้ามาด้วยกุญแจสำรอง ซึ่งควรจะมีเพียงแค่เธอกับผู้จัดการคอนโดเท่านั้นที่มี
รินรดาขมวดคิ้วด้วยความตกใจ หันขวับกลับไปมองที่หน้าประตู อัคนีเองก็ขยับตัวมาบังร่างเธอไว้โดยสัญชาตญาณด้วยความระแวดระวัง
ร่างเพรียวระหงของหญิงสาวในชุดแบรนด์เนมราคาแพงก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตากราดมองมาที่อัคนีและรินรดาสลับกันด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ก่อนที่เสียงแหลมสูงจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
"พี่อัคนี! ที่แท้ก็แอบมาซุกผู้หญิงกับเด็กนี่เองเหรอคะ ถึงได้ปฏิเสธงานแต่งงานของเรา!"
พราวพิลาสยืนหอบหายใจจนอกกระเพื่อม สายตาอาฆาตจ้องเขม็งมาที่รินรดาด้วยความริษยาอย่างถึงที่สุด ก่อนที่เธอจะกวาดสายตาไปเห็นใบเล็กๆ ของน้องรินทร์ที่โผล่หน้าออกมาจากห้องนอนพอดี รอยยิ้มเยือกเย็นและน่ากลัวผุดขึ้นที่มุมปากของนางร้ายสาวทันที พร้อมกับความลับอันดำมืดที่ถูกกระชากออกมาเปิดเผยต่อหน้าทุกคนอย่างไม่ทันตั้งตัว!
"แกสองคนแม่ลูกมันก็แค่... อีนางบำเรอชั้นต่ำที่พี่อัคนีเขี่ยทิ้ง ทำไม... ลูกชู้คนนี้ ถึงได้หน้าตาเหมือนพี่อัคนีราวกับแกะแบบนี้ล่ะคะ!"
เมฆหมอกสีชมพู
หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า•ตอนที่ 24
กาวใจตัวน้อย
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ก็แค่ถอยไปเป็นคนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!