กลิ่นอายของกระดาษรีไซเคิลราคาถูกและกาแฟสำเร็จรูปเจือจาง ช่างแตกต่างจากกลิ่นอายของน้ำหอมแบรนด์หรูและไวน์วินเทจในเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าที่พวกเธอเคยครอบครองอย่างสิ้นเชิง
รินรดากวาดสายตามองห้องเช่าขนาดไม่กี่ตารางเมตรแห่งนี้ แสงไฟนีออนกะพริบเบาๆ จากป้ายร้านอาหารข้างล่างสาดส่องลอดผ่านม่านพลาสติกเก่าๆ ตกกระทบลงบนใบหน้าซูบผอมของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม โต๊ะไม้ตัวเล็กมีเพียงเอกสารล้มละลาย กองใบแจ้งหนี้ และเศษซากความพินาศของสงครามธุรกิจที่พวกเธอต่างเป็นผู้ร่วมก่อและเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเวลาเดียวกัน
เพลิงพายในยามนี้ไม่มีสูทสั่งตัดเข้ารูป ไม่มีเครื่องประดับเพชรระยิบระยับเพื่อข่มขวัญคู่สนทนาอีกต่อไป อดีตผู้บริหารระดับสูงสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ที่ยับย่นและรอยคล้ำใต้ดวงตาที่บ่งบอกถึงการอดนอนมาหลายคืน ทว่าดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่เคยเฉียบคมดั่งใบมีดและเย็นชาดั่งน้ำแข็ง ยามนี้กลับมีความนุ่มลึกบางอย่างที่สั่นไหว เมื่อมันทอดมองมายังรินรดา
"เธอไม่น่ามาที่นี่เลย รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดัน น้ำเสียงนั้นแหบพร่าเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่งที่เป็นเกราะกำบังสุดท้าย
"แล้วคุณคิดว่าฉันควรจะไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ, คุณเพลิงพาย?" รินรดาย้อนถาม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความเย้ายวน ทว่าเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา "ในเมื่อทุกอย่างที่เราต่างดิ้นรนแย่งชิง... สุดท้ายมันก็มลายหายไปในพริบตาเดียว บริษัทล่มสลาย ครอบครัวที่ฉันเคยอยากแก้แค้นก็พังทลายลงด้วยมือของคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันเอง... เราต่างก็ 'หมดตัว' กันอย่างแท้จริงแล้วไม่ใช่หรือคะ"
เพลิงพายแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นกลั้วไปด้วยความสมเพชตัวเอง "นั่นสินะ... ความแค้นของเธอกับความทะเยอทะยานของฉัน ตอนนี้มันมีค่าเท่ากับเศษกระดาษพวกนี้หรือเปล่า?" เธอใช้นิ้วเรียวเคาะลงบนกองใบแจ้งหนี้ล้มละลายตรงหน้า "น่าขันสิ้นดี ฉันเคยคิดว่าตัวเองกุมชะตาชีวิตคนอื่นไว้ในกำมือ แต่สุดท้าย... ฉันกลับปกป้องแม้กระทั่งเก้าอี้ทำงานของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ"
รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าทีละก้าว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดท่ามกลางความเงียบ เธอยืนประชิดด้านหลังของเพลิงพาย กลิ่นกายเฉพาะตัวที่เคยคุ้นเคยท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดในออฟฟิศหรู บัดนี้เจือจางลงเหลือเพียงกลิ่นอายความเหนื่อยล้าของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
มือเรียวบางของรินรดายื่นออกไปวางลงบนลาดไหล่ที่ห่อเหี่ยวของอีกฝ่ายเบาๆ สัมผัสที่ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมกลโกง ไร้ซึ่งแผนการสืบความลับ หรือการชิงไหวชิงพริบใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าร่วมกันที่เชื่อมโยงพวกเธอเข้าไว้ด้วยกัน
เพลิงพายสะดุ้งเล็กน้อยยามที่ปลายนิ้วของรินรดาสัมผัสโดนผิวเนื้อผ่านเนื้อผ้า เธอนิ่งงงไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดนี้ซึมซับเข้าสู่ความหนתเหน็บในอก
"ฉันเกลียดคุณ..." รินรดากระซิบชิดริมใบหู น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่ทุกคำกลับชัดเจนบาดลึก "เกลียดรอยยิ้มหยิ่งผยองของคุณ เกลียดสายตาที่มองฉันเป็นแค่เบี้ยหมากรุก เกลียด... ที่คุณทำให้ฉันมองไม่เห็นใครอื่นนอกจากคุณในโลกที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงนั้น"
เพลิงพายลืมตาขึ้น เธอนิ่งงันไปเมื่อได้ยินคำสารภาพที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ร่างเพรียวหมุนตัวกลับช้าๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับรินรดาที่โน้มตัวลงมาใกล้ ระยะห่างระหว่างพวกเธอยามนี้แทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ ปลายจมูกเกือบจะแตะกัน และลมหายใจอุ่นร้อนก็รดรินอยู่บนพวงแก้ม
"แล้วตอนนี้ล่ะ..." เพลิงพายเอמהเสียงกระซิบพร่า ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรินรดา ค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ซากปรักหักพัง "ในวันที่ฉันไม่ได้เป็นผู้บริหารทรงอำนาจ ในวันที่เธอไม่ได้เป็นสายลับผู้ทะเยอทะยาน... เธอยังเกลียดฉันอยู่ไหม, รินรดา?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนกุญแจดอกสุดท้ายที่ปลดล็อคประตูทุกบานที่พวกเธอปิดตาย รินรดาไม่ตอบด้วยคำพูด แต่เธอเลือกที่จะตอบด้วยการกระทำ ริมฝีปากนุ่มหยุ่นทาบทับกลีบปากของเพลิงพายอย่างเนิบนาบและลึกซึ้ง
ไม่มีความเร่าร้อนดุดันเหมือนเช่นวันเก่าที่เต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนทางอำนาจและเซ็กส์อันตระการตาในห้องทำงานกระจกใส แต่มันคือจุมพิศที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ความโหยหา และการยอมจำนนต่อกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพลิงพายครางแผ่วในลำคออย่างยอมจำนน มือเรียวคว้าจับข้อมือของรินรดาไว้แน่น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโอบกอดเอวบางเข้าหาตัว ป้อนจูบตอบรับความเวิ้งว้างในใจที่กัดกินพวกเธอมาเนิ่นนาน
สัมผัสที่เคยเต็มไปด้วยคมเขี้ยวและพิษสง กลับแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาที่โอบอุ้มประคับประคองกันไว้ท่ามกลางความมืดมิดของห้องเช่าแคบๆ ราวกับว่านี่คือสิ่งเดียวในโลกที่ยังคงเหลืออยู่และเป็นของจริง
ทว่า... ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังหลอมรวมวิญญาณของพวกเธอให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้ทางถอย เสียงเคาะประตูห้องพักเสียงดังสนั่นก็ทำลายภวังค์ความเงียบงันลงอย่างไม่ทันตั้งตัว!
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เพลิงพายและรินรดาระงับริมฝีปากออกจากกันด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สวยทั้งสองคู่เบิกกว้างขึ้นด้วยความระแวง รินรดาผละถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว หายใจหอบถี่ด้วยความตื่นตระหนก
"เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ฉันรู้ว่าพวกเธออยู่ในนั้น เพลิงพาย... รินรดา เกมมันยังไม่จบหรอกนะ!" เสียงตะโกนจากชายปริศนาดังทะลุกรอบประตูไม้เก่าๆ เข้ามา พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูที่พยายามจะพังเข้ามาจากด้านนอกอย่างบ้าคลั่ง!
สการ์เล็ตโรสขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์มาด้วยกันในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
Undercover Passion: กับดักเสน่หาใต้เงาออฟฟิศ•ตอนที่ 49
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Undercover Passion: กับดักเสน่หาใต้เงาออฟฟิศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!