กลิ่นอายของหมึกซัดชาและสนิมเหล็กคละคลุ้งอวลอยู่ในตรอกแคบเบื้องหลังหอสุราจันทราคารวะ กลิ่นอายเหล่านั้นมิได้มาจากสิ่งใดอื่น หากแต่มาจากคมดาบและหยาดโลหิตที่เพิ่งหลั่งรินลงอาบแผ่นศิลาสีเทา
ราชโองการด่วนฉบับนั้นยังคงร้อนผ่าวอยู่บนอกเสื้อของทหารองครักษ์เสื้อแพร ทว่าในยามวิกาลที่เงื้อมเงาแห่งความตายทาบทับลงมาเช่นนี้ กฎเกณฑ์แห่งราชสำนักและข้อกล่าวหาเรื่องการสมรู้ร่วม-คิดกับกองโจรต่างแคว้นดูราวกับเป็นเรื่องตลกขบขันที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนคมดาบแห่งการลอบสังหารที่แท้จริง
ซูเหม่ยหลินกระชับอาภรณ์ปักลายหงส์เพลิงสีชาดที่บัดนี้เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นและรอยเลือดกระเซ็น เนื้อผ้าแพรต่วนชั้นดีที่เคยทิ้งตัวพริ้วไหว บัดนี้แนบติดกับแผ่นหลังชื้นเหงื่อจากความตึงเครียด ปิ่นปักผมไข่มุกราตรีของนางหลุดร่วงลงพื้น แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ดุจเดียวกับสถานการณ์อันเปราะบางที่นางและเขาต้องเผชิญ
เบื้องหน้าของนางคือหลวนเฟยอ๋อง—บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นอสุรกายทมิฬแห่งกองทัพพยัคฆ์บูรพา อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายมหาราชสีทองของเขายับย่นเล็กน้อยจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อหลบหลีกคมหอกที่พุ่งมาจากมุมมืดเมื่อครู่ ดวงเนตรคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายวาวโรจน์ด้วยความดุดันที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้บังอาจลอบกัดให้แหลกคามือ
"ท่านอ๋อง... ระวังเพคะ!"
เสียงหวานกังวานเอ่ยเตือนพร้อมกับที่ร่างระหงพุ่งเข้าประชิดตัวบุรุษร่างสูงใหญ่อย่างไม่คิดชีวิต ประกายแสงสีเงินยวดยวงวับวาบขึ้นกลางอากาศ คมดาบอาบยาพิษเล่มหนึ่งพุ่งแหวกความมืดเข้ามาด้วยความเร็วสูง หมายปักเข้าที่จุดตายบริเวณต้นคอของหลวนเฟยอ๋องโดยตรง
*ฉับพลันนั้น* เวลาในห้วงความคิดของซูเหม่ยหลินคล้ายหยุดนิ่ง
นางมองเห็นทุกรายละเอียดอย่างชัดเจน ด้ามดาบทำจากเขาสัตว์แกะสลักลวดลายรูปงูพิษ—สัญลักษณ์ของหน่วยเงาบูรพาที่ควรจะถูกกวาดล้างไปตั้งแต่สามปีก่อน นี่มิใช่ฝีมือของกองโจรต่างแคว้นตามที่กล่าวหาในราชโองการอย่างแน่นอน แต่มันคือ "มือสังหารเงา" ที่ถูกชุบเลี้ยงขึ้นมาจากภายในราชสำนักเอง เพื่อยืมมือฮ่องเต้กำจัดเสี้ยนหนามทั้งสองพร้อมๆ กัน!
ด้วยสัญชาตญาณแห่งยอดกุนซือผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ซูเหม่ยหลินไม่ลังเลที่จะยกแขนเสื้อขึ้นปะทะกับคมดาบที่พุ่งเข้ามา แม้เนื้อผ้าชั้นนอกจะถูกกรีดจนขาดวิ่น เผยให้เห็นผิวเนื้อขาวเนียนที่มีรอยกรีดลึกจนโลหิตสีแดงฉานซึมซับออกมาย้อมอาภรณ์ แต่นางกลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย
เรียวหน้านางยังคงเรียบเฉย เยือกเย็น และเด็ดเดี่ยว ดวงตาคู่คมตวัดมองไปยังทิศทางที่มือสังหารลอบเร้นกายอยู่ ก่อนที่มือเรียวอีกข้างจะซัดเข็มเงินเคลือบยาสลบสามดอกออกไปในพริบตา
*ฉึก! ฉึก! ฉึก!*
เสียงทึบๆ ดังขึ้นพร้อมกับเงาดำร่างหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากหลังคาตึกแถว กระแทกพื้นเบื้องล่างอย่างรุนแรงจนฝุ่นตลบ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาและกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นขึ้น หลวนเฟยอ๋องก้มลงมองสตรีที่ยืนขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าเขา แขนเสื้อข้างขวาของนางชุ่มโชกไปด้วยโลหิตหยดลงกระทบพื้นศิลาเป็นทางยาว ดวงตาดุร้ายคู่นั้นไหววูบลงชั่วขณะ ความเย็นชาที่เคยเคลือบคลุมดั่งน้ำแข็งพันปีหลอมละลายลงด้วยภาพตรงหน้า
มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อแขนเรียวของนางไว้อย่างทะนุถนอม แต่สัมผัสที่บีบกระชับนั้นเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้นตันใจ น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าบาดเจ็บดังลอดไรฟัน
"เจ้าโง่... ใครใช้ให้เจ้าเอาตัวเข้ามารับแทนเปิ่นหวาง?"
หลวนเฟยอ๋องเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความเกรี้ยวกราดและปวดร้าวในคราเดียวกัน มืออีกข้างของเขาดึงผ้าแพรคาดเอวของตนเองออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อพันแผลห้ามเลือดให้หญิงสาวด้วยความชำนาญ แม้การกระทำจะดูแข็งกระด้างแต่น้ำหนักมือที่กดลงบนแผลกลับเบามืออย่างยิ่ง ราวกับกลัวว่าแก้วเจียระไนในมือจะแตกสลาย
ซูเหม่ยหลินกัดริมฝีปากแน่นเพื่ออดกลั้นความเจ็บปวด นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างงดงามและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
"หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนั้น... ใครจะช่วยท่านอ๋องไขคดีสะเทือนขวัญนี้เลเพคะ? หรือท่านอ๋องยอมตายอย่างอนาถในตรอกมืดๆ นี้ เพื่อให้พวกมันสมใจปรารถนา?"
คำพูดที่เฉียบคมบาดลึกราicalคมมีดทำให้หลวนเฟยอ๋องแค่นหัวเราะออกมาในลำคอ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของอสุรกายทมิฬ
"ดี... ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมสกปรกนัก เปิ่นหวางก็จะสนองให้สาสม" เขาตวัดสายตากวาดมองไปรอบกายที่เริ่มมีเงาร่างของทหารองครักษ์หลวงและกองกำลังลับเคลื่อนไหวเข้ามาปิดล้อม "แต่ก่อนอื่น... แผลของเจ้าต้องได้รับการรักษาทันที"
"ไม่ต้องห่วงหม่อมฉันเพคะ..." ซูเหม่ยหลินปัดมือเขาออกเบาๆ นางยืนหยัดขึ้นด้วยลำตัวที่ตั้งตรงสง่างดงาม แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายเต็มกรอบหน้า "เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าแผลพวกนี้... กำลังจะก้าวเข้ามาหาเราแล้วต่างหาก"
สิ้นคำพูดของนาง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งตรอก พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบขึ้นจนท้องฟ้ายามวิกาลกลายเป็นสีเพลิง
ร่างของแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังพิทักษ์นครหลวงก้าวออกมาจากแถวทหาร พร้อมกับม้วนราชโองการสีทองอร่ามในมือ ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มเยือกเย็นที่ซ่อนความสะใจไว้อย่างมิดชิด
"หลวนเฟยอ๋อง... และคุณหนูซูเหม่ยหลิน" แม่ทัพใหญ่เอ่ยก้องด้วยน้ำเสียงกังวาน "หลักฐานคาตาเช่นนี้ พวกท่านยังมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีกหรือไม่? จงยอมจำนนแต่โดยดี มิฉะนั้น..."
เขายังไม่ทันพูดจบประโยค หลวนเฟยอ๋องก็ยกมือขึ้นโบกห้ามด้วยท่าทีสบายใจเฉิบ ราวกับไม่ได้ตกอยู่ในวงล้อมของความตายแม้แต่น้อย รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาดุดันนั้นอีกครั้ง
"มิฉะนั้นอันใดหรือ... แม่ทัพหลี่?" หลวนเฟยอ๋องก้าวออกไปยืนบังหน้าซูเหม่ยหลินไว้ครึ่งตัว มือข้างหนึ่งปลดป้ายหยกประจำตัวโยนลงแทบเท้าของอีกฝ่าย เสียงหยกกระทบพื้นดังชัดเจนในความเงียบ "ก่อนจะกล่าวหาใคร ลองพลิกดูด้านหลังของราชโองการในมือเจ้าเสียก่อนเถอะ... ว่าลายมือพู่กันที่แท้จริง เป็นของใครกันแน่!"
แม่ทัพหลี่ชะงักงัน สีหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อก้มลงมองม้วนราชโองการในมือที่สั่นเทาเล็กน้อย
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 12
คมดาบที่ซ่อนอยู่
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!