กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 11

ยามหิมะโปรยปราย

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
รอยหมึกสีชาดบนกระดาษสาตงหยางยังไม่ทันแห้งสนิทดี ประโยคประกาศิตอันเหี้ยมเกรียมจากราชโองการปลอมแปลงฉบับนั้นก็ถูกขยำยับคามือเรียวบางของซูเหม่ยหลิน นางมิได้สะดุ้งสะเทือนต่อคำขู่ประหารเก้าชั่วโคตรแม้แต่น้อย ดวงตาหงส์คู่นั้นกวาดมองขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ช่างน่าขันสิ้นดี… คนพวกนั้นคิดว่าการหยิบยกข้อหาส่องสุมตรากบฏขึ้นมา จะทำให้กุนซือผู้ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตกระนั้นหรือ "ซูเหม่ยหลิน เจ้ายังกล้ามีหน้ามาหัวเราะอีกหรือ!" ขันทีเฒ่าแผดเสียงแหลมสูงด้วยความขัดเคือง เมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้าไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย อาภรณ์ปักลายหงส์เพลิงสีแดงสดตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ยิ่งขับเน้นให้นางดูสูงส่งจนน่าเกรงขาม "เหตุใดข้าจึงจะหัวเราะไม่ได้เล่า" ซูเหม่ยหลินก้าวเท้าช้าๆ เสียงรองเท้าปักลายบุปผากระทบพื้นหินอ่อนดัง *ก๊อก... ก๊อก...* ดั่งจังหวะแห่งความตายที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าหาผู้ส่งสาร "ตรากบฏที่ท่านถืออยู่นั้น… ลายมือบนนั้นหาใช่ลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้ไม่ หากแต่เป็นหมึกชั้นดีจากหออักษรตระกูลหลี่ที่เพิ่งนำเข้าจากเจียงหนานเมื่อสามวันก่อนต่างหาก ขันทีเฒ่า… ท่านรับเงินมาเท่าไหร่กัน ถึงกล้าเอาชีวิตคนทั้งตระกูลมาเดิมพันกับแผนการตื้นๆ เช่นนี้" บรรยากาศภายในโถงรับรองพลันเย็นเยียบลงทันตาเห็น ขันทีเฒ่าหน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำ ร่างท้วมสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเมื่อถูกมองทะลุปรุโปร่งในคราเดียว "จับตัวคนสารเลวผู้นี้ไปสอบสวนให้รู้ความ" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังม่านมุก หลวนเฟยอ๋องก้าวพระบาทออกมาด้วยฉลองพระองค์สีนิลปักดิ้นทองลายมังกรทะยานฟ้า ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายสูงสง่า พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีมองขันทีเฒ่าราดรดด้วยความรังเกียจ เพียงพริบตาเดียว องครักษ์เงาก็พุ่งเข้ามาลากตัวคนทั้งกลุ่มออกไปอย่างไร้ซุ่มเสียง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความตายที่ยังคงคละคลุ้งในอากาศ ยามหิมะนอกหน้าต่างเริ่มโปรยปรายลงมาอีกระลอก เกล็ดสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ โปรยปลงปกคลุมหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกต ทัศนียภาพภายนอกเลือนรางในม่านหมอกสีเทาจาง ภายในห้องหนังสืออุ่นหนาฝาคลั่งด้วยเตาถ่านทองแดงสลักลายวิจิตร กลิ่นหอมของชากลีบเหมยอุ่นๆ ลอยกรุ่นผสมผสานไปกับกลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคย หลวนเฟยอ๋องมิได้ตรัสสิ่งใดในทันที พระองค์ทรงถอดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวตัวใหญ่ออก แล้วเดินตรงเข้ามาทาบทับร่างสูงใหญ่เบื้องหลังซูเหม่ยหลินที่กำลังยืนมองหิมะตก สัมผัสอุ่นร้อนจากพระวรกายแนบชิดจนซูเหม่ยหลินต้องผ่อนลมหายใจยาว พระหัตถ์หนาเอื้อมไปจัดคอเสื้อขนสัตว์สีขาวให้นางอย่างเบามือ ราวกับกำลังทะนุถนอมล้ำยิ่งกว่าไข่มุกราตรี "เจ้าใจร้อนเกินไปแล้ว เหม่ยหลิน" สุรเสียงทุ้มเจือความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งกระซิบอยู่ข้างใบหู "เรื่องสุนัขรับใช้พวกนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเปิ่นหวางเถิด เหตุใดต้องเปลืองแรงยื่นมือไปจัดการเอง" ซูเหม่ยหลินเอียงคอมองเล็กน้อย ดวงตาคู่คมฉายแววเจ้าเล่ห์แต่ก็มีความอ่อนละมุนเจืออยู่ "หม่อมฉันเพียงแต่ไม่ชอบให้ใครมาเหยียบย่ำพื้นที่ของตนเองเพคะ ท่านอ๋อง… อีกอย่าง การรอคอยให้คนอื่นลงมือ มันช้าเกินไปสำหรับคนที่มีเวลาไม่มากนักในการทวงคืนทุกอย่าง" คำว่า 'เวลาไม่มากนัก' ทำให้พระเนตรของหลวนเฟยอ๋องไหววูบ พระองค์รวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาแนบพระura สัมผัสได้ถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเด็ดเดี่ยวเยือกเย็นนั้น หลวนเฟยอ๋องกดพระพักตร์ลงซบกับลาดไหล่มนสูดดมกลิ่นกายหอมละมุนดั่งดอกเหมยในฤดูหนาว เป็นความใกล้ชิดที่ไร้ซึ่งการล่วงเกิน แต่เต็มไปด้วยความผูกพันลึกซึ้งที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน "เจ้าจำคำที่เปิ่นหวางเคยกล่าวไว้ได้หรือไม่" หลวนเฟยอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขยับพระวรกายโอบกอดนางให้แน่นขึ้นเพื่อต้านทานความหนาวเหน็บภายนอก "ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมีอุปสรรคขวากหนามเพียงใด หรือต่อให้ฟ้าดินพลิกคว่ำ... เปิ่นหวางจะอยู่เคียงข้างฟาดฟันทุกผู้คนที่บังAอาจทำร้ายเจ้าให้สิ้นซาก" ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากอ้อมกอดนี้ เข้ามาละลายกำแพงน้ำแข็งในใจของซูเหม่ยหลินทีละน้อย นางหลับตาลงพิงศีรษะกับพระอภอรกว้างของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นอสุรกายทมิฬ ในโลกใบนี้ มีเพียงอ้อมกอดนี้เท่านั้นที่ปลอดภัยและจริงใจที่สุดสำหรับนาง ทว่า ความเงียบสงบในยามหิมะโปรยปรายมักอยู่ไม่นานนัก *กริ๊ง... กริ๊ง...* เสียงกระดิ่งทองเหลืองที่ผูกไว้กับก้านเหมยหน้าต่างด้านนอกดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนภัยลับที่ซูเหม่ยหลินตกลงไว้กับหน่วยข่าวกรองของตนเอง นางลืมตาขึ้นทันที ประกายตาดำขลับวับวาวด้วยความระแวดระวัง หลวนเฟยอ๋องเองก็ผละออกจากอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว พระพักตร์แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งแกะสลักในพริบตา เงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหิมะเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์อย่างรวดเร็ว "ทูลท่านอ๋อง ทูลคุณหนูซู... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์เงารายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรนจนหายใจหอบกระชั้น "กองกำลังคุ้มกันประตูเมืองทิศเหนือถูกลอบโจมตีโดยกลุ่มคนชุดดำปริศนา และ... และพวกมันทิ้งสิ่งนี้ไว้แทนสาส์นท้าทายพ่ะย่ะค่ะ!" ซูเหม่ยหลินก้าวเข้าไปรับห่อผ้าแพรชุ่มเลือดจากมือองครักษ์ เมื่อคลี่ออกดู ปิ่นหยกขาวสลักลายดอกโบตั๋นที่กลิ้งหล่นออกมาทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึกลงทันที ปิ่นดอกนี้... คือปิ่นที่นางมอบให้แก่ 'ซูฮุ่ยหลิง' น้องสาวต่างมารดาผู้เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนชั้นในมาโดยตลอด! ยังไม่ทันที่ซูเหม่ยหลินจะได้เอ่ยปากวิเคราะห์สถานการณ์ ขันทีหลวงอีกคนก็วิ่งหน้าตาตื่นฝ่าหิมะเข้ามาตะโกนลั่นตำหนักด้วยเสียงอันสั่นเครือ "ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง! ฮ่องเต้ทรงมีพระราชวินิจฉัยสั่งการ... ให้กักตัวหลวนเฟยอ๋องและคุณหนูซูเหม่ยหลินทันที ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกองโจรต่างแคว้น ลอบปลงพระชนม์องค์ชายสาม!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "เงียบแต่ฟาดเรียบ" เสมอมานะคะ มาร่วมลุ้นกันต่อในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%