กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 20

ศรัทธาที่ก่อร่าง

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
"...เจ้า... เป็นไปได้อย่างไร?" เสียงอุทานที่เล็ดลอดผ่านไรฟันของหลวนเฟยอ๋องไม่ได้บ่งบอกถึงความหวาดกลัว หากแต่เป็นความระคนระหึ่งและประหลาดใจอย่างลึกซึ้ง บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นอสุรกายทมิฬผู้กุมกองทัพพยัคฆ์ประจิม ยามนี้กำลังจ้องมองสตรีเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ไหววับดั่งผิวน้ำยามพายุโหมกระหน่ำ ซูเหม่ยหลินหาได้สะทกสะท้านต่อประกายตาคู่นั้นไม่ นางแย้มสรวลน้อยๆ รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกเหมันต์แรกแย้มท่ามกลางหิมะโปรยปราย ทว่ากลับซ่อนความหนาวยะเยือกไว้ถึงกระดูกดำ นางค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหญ้าคาเลื่อนม้วนแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นหนังแกะบนโต๊ะไม้จันทน์หอมให้กลับคืนสู่ทิศทางที่ถูกต้องอย่างเชื่องช้า ชุดคลุมผ้าต่วนสีนิลปักดิ้นลายหงส์เหินขยับตามจังหวะการเคลื่อนไหว ทุกอากัปกิริยาเต็มไปด้วยความสง่างามและเยือกเย็นราวกับเทพเซียนเดินหมากบนกระดานสวรรค์ "หม่อมฉันเป็นไปได้อย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับว่า... แผนการที่ท่านอ๋องทรงเพียรพยายามตระเตรียมมาตลอดสามปี กำลังจะพังทลายลงในชั่วข้ามคืนด้วยน้ำมือของ 'คนใกล้ตัว' หรอกเพคะ" น้ำเสียงหวานใสดุจไข่มุกกระทบจานหยกเอื้อnเอ่ยออกมาอย่างไม่รีบร้อน แต่มันกลับทำให้บรรยากาศภายในตำหนักลับอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันมหาศาล หลวนเฟยอ๋องหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณดิบเถื่อนของยอดแม่ทัพกร้านศึกบอกเขาว่า สตรีผู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กุนซือผู้ปราดเปรื่อง ทว่านางคือเงาที่สะท้อนความมืดมิดในจิตใจของเขาได้อย่างแม่นยำยิ่งกว่ากระจกบานใด เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือหมากกระดานใหญ่แห่งราชสำนัก แคว้นต้า Fèng ยามนี้เปรียบเสมือนเรือลำใหญ่ที่กำลังจะอับปางลงสู่ก้นบึ้งแห่งความโลภ ขุนนางกังฉินแผ่ขยายอิทธิพลรากฐานหยั่งลึกดั่งต้นไม้พิษ สนมเอกตระกูลหลี่กุมอำนาจในเรือนหลังและชักใยราชสำนักผ่านพระโอษฐ์ของฮ่องเต้อ่อนแอ พระสติปัญญาและความโหดเหี้ยมของตระกูลหลี่หมายมั่นจะกวาดล้างสายสายเลือดอ๋องผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ให้สิ้นซาก และหลวนเฟยอ๋องก็คือเป้าหมายสูงสุดที่พวกมันต้องกำจัด "เจ้ากล้าดียังไง ถึงได้ล่วงล้ำเข้ามาถึงหีบสมบัติลับประจำตระกูลข้า" หลวนเฟยอ๋องก้าวเท้าเข้ามาประชิด ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะอ่อนสีดำสนิทแผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัวออกมาราวกับพญาเสือที่ถูกลูบคม แต่นางกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ นัยน์ตาสีรัตติกาลของนางลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง "หากหม่อมฉันไม่ล่วงล้ำเข้ามา แล้วท่านอ๋องจะทรงตระหนักหรือเพคะ ว่า 'ยาพิษสลายกระดูก' ที่พระชายาเอกประทานให้ในงานเลี้ยงเมื่อคืนก่อน ถูกแอบเปลี่ยนตัวโดยคนสนิทข้างกายของท่านเอง" ซูเหม่ยหลินกล่าวพร้อมกับพลิกฝ่ามือเผยให้เห็นถุงหอมปักลายดอกโบตั๋นสีชาด ซึ่งร่วงหล่นอยู่ใต้ตั่งไม้แกะสลัก "คนสนิทที่ท่านไว้ใจที่สุด... คือสุนัขรับใช้ที่ตระกูลหลี่เลี้ยงไว้เพื่อรอวันขย้ำคอท่านต่างหาก" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลวนเฟยอ๋องชะงักไป ดวงตาคมกริบกวาดมองถุงหอมนั้น ก่อนจะเปลี่ยนมาพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเนียนละเอียดของสตรีตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง กลิ่นอายจางๆ ของดอกเหมยขาวที่ลอยวนอยู่รอบตัวนางคล้ายดั่งมนตราที่ดึงดูดใจเขาให้หลงใหลและระแวดระวังในคราเดียวกัน "เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ซูเหม่ยหลิน?" เสียงทุ้มต่ำเอמהถามอย่างระแวดระวัง ความระaอใจเดิมทีเปลี่ยนเป็นความอยากรู้ระคนนับถือ นางเป็นสตรีผู้ฟื้นคืนจากความตายด้วยความแค้นสุมอก ส่วนเขาคือบุรุษผู้โดดเดี่ยวท่ามกลางป้อมปราการแห่งศัตรู เป้าหมายของพวกเขาย่อมสอดคล้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "หม่อมฉันไม่ได้ต้องการสิ่งใดนอกจาก 'ความยุติธรรม' ที่ถูกพรากไป" ซูเหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวรasลอยแตะนาสิก หลอมละลายความเยียบเย็นในใจของยอดแม่ทัพไร้พ่ายลงทีละน้อย "และเพื่อการนั้น... องค์ชายย่อมรู้ดีว่า ลำพังกำลังทหารของพยัคฆ์ประจิมไม่เพียงพอที่จะโค่นล้มรากฐานอันเน่าเฟะของตระกูลหลี่ได้ ท่านต้องการสมองของหม่อมฉัน เช่นเดียวกับที่หม่อมฉันต้องการคมดาบของท่าน" นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไปเบื้องหน้า เป็นการทาบทามอย่างเปิดเผยและเด็ดเดี่ยว ไม่มีคำออดอ้อน ไม่มีท่าทีหวาดกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่สะท้อนผ่านนัยน์ตาคู่นั้น หลวนเฟยอ๋องจ้องมองมือนั้นเนิ่นนาน ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แท้จริงครั้งแรกในรอบหลายปี รอยยิ้มที่ไม่ได้เปี่ยมด้วยเล่ห์กลหรือความโหดเหี้ยม แต่เป็นรอยยิ้มของพญาเสือที่พบพานคู่ต่อสู้ผู้สมน้ำสมเนื้อ และอาจ... เป็นผู้เดียวในใต้หล้าที่เขาสามารถมอบหัวใจให้ได้อย่างหมดสิ้น เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียวนั้นไว้แน่น ฝ่ามือหนากร้านศึกอบอุ่นและแข็งแกร่งราวกับขุนเขา ห่อหุ้มมือนุ่มนิ่มของนางไว้ราวกับจะประกาศต่อฟ้าดินว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ทั้งสองจะไม่ใช่เพียงแค่ผู้ร่วมมือทางการเมือง แต่คือพันธมิตรทางจิตวิญญาณที่จะร่วมเป็นร่วมตายเคียงบ่าเคียงไหล่ "ดี..." หลวนเฟยอ๋องเอמהด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง ดังก้องกังวานไปทั่วตำหนักลับ "นับแต่วินาทีนี้ เลือดเนื้อ ลมหายใจ และคมดาบของข้า จะอยู่ภายใต้การชี้แนะของกุนซือซู... หากผู้ใดกล้าขวางทางเรา ไม่ว่ามันจะเป็นใครหน้าไหน ข้าจะล้างบางมันให้สิ้นซาก!" ความตกลงอันทรงพลังถูกผนึกด้วยสัมผัสแห่งความเชื่อใจ ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นไปด้วยความลุ่มลึกและมั่นคงนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นที่เบื้องนอกประตูตำหนักลับ ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งรวดตามรหัสลับฉุกเฉิน ขันทีสนิทผู้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยด้านนอกผลักประตูเข้ามาอย่างลนลาน ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เขารีบคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังทึบ "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ... มหาอำมาตย์หลี่ทูลถวายฎีกาด่วนต่อหน้าพระพักตร์ กล่าวหาว่ากองทัพพยัคฆ์ประจิมซ่องสุมกำลังเตรียมก่อกบฏ และเวลานี้..." ขันทีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวประโยคที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงถึงจุดเยือกแข็ง "พระราชโองการด่วนที่สุด สั่งปลดท่านอ๋องจากการเป็นแม่ทัพ และ... ให้คุมตัวส่งกรมยุติธรรมภายในก้านธูปนี้พะยะค่ะ!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางล้างแค้นไปกับความวิจิตรบรรจงนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%