กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 21

วิกฤตชายแดน

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอายเย็นเยียบของเหล็กกล้าและโลหิตที่ยังไม่ทันจางหาย คลุ้งตลบอบอวลอยู่ภายในตำหนักบูรพาอันเงียบสงบ มหาอำนาจแห่งราชสำนักกำลังสั่นคลอนด้วยกระดาษแผ่นเดียวที่ถูกประทับตราด้วยหยกมังกรทอง ซูเหม่ยหลินยืนนิ่งสนิท ดวงตาดอกท้อคู่งดงามกวาดมองแผ่นพระราชโองการสีชาดในมือของขันทีเฒ่าด้วยแววตานิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงลึก นางอยู่ในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์บินวาดลวดลายด้วยดิ้นทองคำขาว ท่วงท่าสง่างามดั่งภาพวาดโบราณ แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะบีบคั้นจนแทบขาดใจก็ตาม "มหาอำนาจหลี่ช่างรอบคอบยิ่งนัก... ใช้คำว่า 'ซ่องสุมกำลัง' เพื่อบดบังความจริงที่ว่า กองทัพพยัคฆ์ประจิมกำลังต้านทานกองทัพทมิฬของแคว้นเป่ยตู้ที่ชายแดนบูรพาอย่างสุดชีวิตสินะเพคะ" น้ำเสียงหวานใสดุจไข่มุกกระทบถาดหยกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของนางมิได้บ่งบอกถึงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย หากแต่แฝงไว้ด้วยประกายคมกริบดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักผ้าแพร ขันทีเฒ่าผู้ส่งสารสะท้านเฮือกยามสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น เขารีบก้มหน้าหลบสายตาอย่างหวาดหวั่น "ฮูหยินโปรดระวังวาจา... พระราชโองการนี้ประกาศิตก้องหล้า ผู้ใดฝ่าฝืนถือเป็นกบฏ..." "กบฏงั้นหรือ?" เสียงทุ้มต่ำดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังแทรกขึ้นจากเบื้องหลัง หลวนเฟยอ๋องก้าวพระบาทออกมายืนเคียงข้างกายภรรួสูงศักดิ์ ร่างสูงใหญ่ในฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายสีเงินยวดยิ่งขับเน้นให้พระพักตร์หล่อเหลาดุดันคมคายนั้นเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปี พระเนตรคมกลาบกวาดมองขันทีและราชองครักษ์หลวงที่กรูเข้ามาล้อมตำหนักด้วยรอยยิ้มหยัน ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความดุร้ายที่พร้อมฉีกกระชากผู้ที่บังอาจล้ำเส้นให้แหลکคามือ "เปิ่นหวาง (เรา) ออกศึกปกป้องแผ่นดินมาครึ่งค่อนชีวิต เลือดเนื้อรดแผ่นดินชายแดนจนหญ้าไม่ขึ้น กลับมีพวกหนอนบ่อนไส้ในราชสำนักใช้ 'ก้านธูป' ดอกเดียวมาตัดสินความจงรักภักดีของเปิ่นหวางอย่างนั้นรึ" หลวนเฟยอ๋องแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำบาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟังจนขันทีเฒ่าเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ซูเหม่ยหลินเอื้อมมือเรียวขาวดุจหยกเนื้อดีไปแตะเบาๆ ที่แขนเสื้อผ้าไหมปักดิ้นเงินของสวามี สัมผัสเพียงแผ่วเบานั้นเปรียบเสมือนสายน้ำเย็นที่ไหลผ่านชะล้างเพลิงโทสะในใจของอสุรกายทมิฬ นางเงยหน้าสบตาเขา ส่งสัญญาณเตือนให้สุขุม นางรู้ดีว่าเบื้องหลังของศึกชายแดนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่ฝีมือของมหาอำนาจหลี่ผู้แก่กล้าแต่เพียงผู้เดียว เงาสีดำที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง... คือคนที่นางจำได้แม่นยำแม้จะผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง "ท่านอ๋องอย่าเพิ่งกริ้วไปเลยเพคะ" ซูเหม่ยหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นก้องกังวาน "ในเมื่อพวกเขาต้องการให้ท่านไปเยือนกรมยุติธรรมนัก เราก็ควรไปเป็นแขกผู้ทรงเกียรติของพวกเขาสักครา... ไปดูให้เห็นกับตาว่า 'สุนัขรับใช้' ตัวใดที่กล้าชักศึกเข้าบ้านและร่วมมือกับศัตรูต่างแคว้น" นางหันไปเผชิญหน้ากับราชองครักษ์หลวงที่ถือดาบรอคำสั่ง รอยยิ้มที่ประดับบนริมฝีปากอิ่มสีชาดช่างงดงามยวนตา แต่กลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนีบหน่วงที่ต้นคอราวกับยมทูตกำลังทาบมีดโกนลงบนผิวเนื้อ "นำทางสิคะ พวกเราพร้อมแล้ว" การเดินทางสู่กรมยุติธรรมท่ามกลางสายฝนโปรยปรายยามค่ำคืนไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่ควรจะเป็น ขบวนรถม้าหุ้มเหล็กของหลวนเฟยอ๋องเคลื่อนตัวผ่านท้องถนนสายหลักที่เงียบสงัด ประชาชนต่างปิดประตูหน้าต่างสนิทด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่แผ่ซ่าน ทว่าภายในรถม้า กลับอบอวลไปด้วยไออุ่นจากเตาถ่านทองแดงขนาดเล็ก และกลิ่นหอมจางๆ ของชาดอกเหมยที่ซูเหม่ยหลินเป็นผู้ชงด้วยตนเอง หลวนเฟยอ๋องประทับนั่งพิงผนังรถม้า พระเนตรคมกลาบจับจ้องร่างระหงที่กำลังบรรจงรินน้ำร้อนลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าอ่อนอย่างประณีต มือเรียวของนางไม่มีแม้แต่รอยสั่นเทา "เจ้าไม่กลัวเลยหรือ... หลินเอ๋อร์" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอמהถามแผ่วเบา ขณะที่พระaniเอื้อมไปกุมมือเรียวนั้นไว้แน่น ฝ่ามือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบอบอุ่นและเต็มไปด้วยความมั่นคง ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนดวงหน้างดงาม "หม่อมฉันจะกลัวอะไรในเมื่อความตาย หม่อมฉันก็เคยลิ้มลองมาแล้วครั้งหนึ่งเพคะ... อีกอย่าง หากพวกมันกล้าเล่นเกมใหญ่ถึงขั้นเอาความมั่นคงของแผ่นดินมาเดิมพันเพื่อกำจัดท่านอ๋อง พวกมันย่อมต้องมี 'จุดอ่อน' ที่ใหญ่หลวงไม่แพ้กันรอให้เราไปขุดคุ้ย" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อทอประกายล้ำลึกราวกับมองทะลุผ่านกาลเวลา "ศึกภายนอกที่ชายแดนบูรพา แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกสั่งการจากแม่ทัพแคว้นเป่ยตู้หรอกเพคะ... แต่แผนผังค่ายกลคูเมืองที่ถูกส่งให้ข้าศึก เป็นฝีมือของคนใกล้ตัวคนหนึ่ง... คนที่เคยดื่มสุราสาบานตนในจวนมหาอำนาจเมื่อสามปีก่อน" หลวนเฟยอ๋องหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกาย "เจ้าหมายถึง... แม่ทัพรองเฉิน ผู้ที่เปิ่นหวางเคยช่วยชีวิตไว้จากสนามรบงั้นรึ" "เพคะ... คนผู้นี้คือน้องชายร่วมสาบานของหลี่ฮào และยังเป็นคนสนิทที่กุมความลับเรื่องเสบียงกรังของกองทัพพยัคฆ์ประจิม" ซูเหม่ยหลินวางถ้วยแชลลงบนโต๊ะไม้แกะสลัก เสียงกระทบเบาๆ ดังก้องกังวานท่ามกลางเสียงฝนภายนอก "หากเราถูกคุมตัวเข้ากรมยุติธรรม พวกมันย่อมคิดว่าแผนการสำเร็จและตายใจ... นั่นคือเวลาที่เราจะตลบหลังพวกมันอย่างไร้ความปรานี" รถม้าหยุดลงสนิท ณ เบื้องหน้าประตูใหญ่ของกรมยุติธรรมที่ปิดทึบ บรรยากาศรอบด้านวังเวงและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการสังหาร ราชองครักษ์หลวงกรูเข้ามาล้อมรอบรถม้าพร้อมอาวุธครบมือ ทว่า... ก่อนที่ประตูรถม้าจะถูกกระชากเปิดออกโดยทหารยาม ขันทีหน้าหยกผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบฝ่าสายฝนเข้ามา พร้อมกับชูแผ่นป้ายทองคำฝังมรกตเปล่งแสงเรืองรองท่ามกลางความมืดมิด "หยุดมือ! มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากฮ่องเต้! สั่งระงับการคุมตัวท่านอ๋องชั่วคราว!" เสียงตะโกนนั้นทำให้ทุกคนชะงักงัน ซูเหม่ยหลินและหลวนเฟยอ๋องสบตากันชั่วพริบตาเดียว รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นพร้อมกันที่มุมปากของทั้งคู่ เกมกระดานตานี้... เพิ่งจะเริ่มต้นอย่างแท้จริง ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งการแก้แค้นนี้มาด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%