กลิ่นอายอันลึกล้ำของกำยานมักเว้นจังหวะให้ผู้สูดดมได้ตระหนักถึงพิษร้ายที่แฝงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับจอกสุชาจีนลายครามเนื้อดีในมือของฮูหยินรองเหม่ยอิง ที่ถูกประคองไว้ด้วยเรียวนิ้วสั่นเทาเล็กน้อย ความหวาดระแวงในดวงตาคู่นั้นไม่สามารถปิดบังสายตาของซูเหม่ยหลินที่นั่งอยู่เบื้องขวาได้เลยแม้แต่น้อย
"พี่รอง... ไฉนวันนี้ท่านจึงดูเหม่อลอยนักเล่าเจ้าคะ หรือว่าชาจอกนี้จะไม่ถูกปากท่าน"
เสียงหวานใสที่เอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง แท้จริงแล้วซ่อนประกายคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษไว้ภายใน ซูเหม่ยหลินในอาภรณ์ปักลายหงส์บินสีฟ้าครามเข้ม ตัดกับกระโปรงผ้าแพรต่วนสีเงินยวงทอริ้วลายเมฆมงคล นางชำเลืองมองไปยังถ้วยชาที่ส่งกลิ่นหอมหวานผิดปกติด้วยรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบโดยไร้สาเหตุ
ในชาตินี้... นางหาใช่ซูเหม่ยหลินผู้โง่เขลาเบาปัญญาที่ยอมก้มหัวให้ใครย่ำยีอีกต่อไปแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อชาติภพก่อน ในเรือนหลังอันโอ่อ่าแต่หนเหน็บแห่งนี้ นางเคยถูกอนุภรรยาผู้ต่ำต้อยแต่ทะเยอทะยานอย่างเหม่ยอิง วางยาพิษชนิดไร้สีไร้กลิ่นจนต้องกระอักเลือดตายอย่างโดดเดี่ยวไร้ความเป็นคน แต่สวรรค์ยังคงมีความเมตตา หยิบยื่นโอกาสให้นางได้ฟื้นคืนชีพกลับมาในร่างเดิม ช่วงเวลาก่อนที่แผนการชั่วช้าจะสัมฤทธิผล
"น้องหญิงหลินหลินพูดจาเหลวไหลอันใดกัน เจ้าค่ะ... ข้าเพียงแค่กังวลเรื่องงานเลี้ยงรับรองท่านอ๋องในค่ำคืนนี้ต่างหากเล่า" เหม่ยอิงฝืนยิ้มเกร็ง พยายามซ่อนพิรุธด้วยการยกจอกชาขึ้นจรดริมฝีปาก ทว่าย่อมไม่รอดพ้นสายตาดั่งเหยี่ยวของกุนซือสาวผู้ผ่านสมรภูมิการเมืองมาโกโชน
ซูเหม่ยหลินไม่รอช้า นางแสร้งทำเป็นเอื้อมมือไปหยิบกาชาเคลือบมุกเพื่อจะรินเพิ่มให้อีกฝ่าย ทว่าจังหวะนั้นเอง นางกลับจงใจสะดุดชายผ้าแพรของตนเองเล็กน้อยจนน้ำชาในกาหกสาดกระเซ็นลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม เกิดเป็นเสียงอุทานตกใจจากสาวใช้รอบกาย
"ว้าย! ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ ข้าช่างซุ่มซ่ามยิ่งนัก..."
ซูเหม่ยหลินเอ่ยเสียงนุ่มนวล แต่ในจังหวะที่มือปัดป่ายนั้น นางกลับแสร้งปัดถูกจอกชาในมือของเหม่ยอิงอย่างแรง จนของเหลวสีอำพันเข้มพุ่งกระฉอกลงบนพื้นหินอ่อนสีขาวนวลทันที
*เพล้ง!*
เสียงจอกชาเนื้อดีแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ กลิ่นฉุนรุนแรงของสมุนไพรบางชนิดโชยตลบอบอวลขึ้นมาแทนที่กลิ่นหอมของชาชั้นยอด
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเงียบสงบลงชั่วขณะ สาวใช้และบ่าวไพร่ต่างพากันคุกเข่าลงด้วยความตื่นตระหนก เหม่ยอิงหน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริกจนแทบไร้สีเลือด นางถอยหลังกรูดไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
"นี่มัน... นี่มันอันใดกัน!" เหม่ยอิงเสียงหลง พยายามกลบเกลื่อนความผิดปกติ
ซูเหม่ยหลินค่อยๆ ย่อกายลงช้าๆ ใช้ปลายนิ้วแตะหยดน้ำชาที่นองอยู่บนพื้นขึ้นมาดมเล็กน้อย ดวงตาคู่หงส์หรี่ลงอย่างเยียบเย็น นางไม่ได้โกรธเกรี้ยว แต่น้ำเสียงที่เอמהออกมาช่างกดดันจนผู้ฟังแทบหยุดหายใจ
"พิษ 'ม่านทبارสุริยัน'... ยาพิษหายากจากดินแดนทางเหนือ ที่หากผู้ใดดื่มเข้าไปจะไม่ตายทันที แต่จะค่อยๆ ไหลซึมเข้าสู่หัวใจ ทำให้สูญเสียสติปัญญาและสิ้นใจอย่างทรมานภายในเจ็ดวัน ช่างเป็นวิธีที่ 'งดงาม' และแนบเนียนเสียจริงนะเจ้าคะ พี่รอง"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเหม่ยอิง นางทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง "เจ้า... เจ้ากล่าวหาข้า! ข้าไม่รู้เรื่องอันใดทั้งสิ้น!"
"กล่าวหาหรือเจ้าคะ?" ซูเหม่ยหลินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์ปักดิ้นทองสะท้อนแสงไฟวับวาม นางก้าวเข้าไปหาอนุภรรยาผู้ตกเป็นจำนนทีละก้าวอย่างสง่างาม ดุจพญาหงส์ที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม "บ่าวไพร่ในครัวต่างให้การเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านเป็นผู้สั่งให้เคี่ยวชาถ้วยนี้ด้วยตนเอง และที่สำคัญ..."
นางหยุดยืนเบื้องหน้าเหม่ยอิง ก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เยียบเย็นเข้ากระดูกดำ
"ข้ายังได้เก็บบันทึกการซื้อขายยาพิษชนิดนี้จากร้านขายยาในตลาดมืด ซึ่งมีลายมือของ 'คนสนิท' ของท่านประทับตราไว้อย่างชัดเจน ท่านคิดว่าหลักฐานชิ้นนี้ จะเพียงพอให้ท่านไปอธิบายต่อหน้าท่านอ๋องในคุกมืดหรือไม่เล่าเจ้าคะ?"
เหม่ยอิงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขีดสุด สติสัมปชัญญะหลุดลอย ร่างทั้งร่างสั่นเทานั่งพับเพียบอยู่แทบเท้าของซูเหม่ยหลิน ความพ่ายแพ้ปรากฏชัดเจนในแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ทว่า ในขณะที่ซูเหม่ยหลินกำลังจะเอ่ยปากสั่งให้บ่าวลากตัวงูพิษตนนี้ออกไปรับโทษ เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกลุ่มเรือน พร้อมกับเสียงรายงานจากขันทีคนสนิทที่ทำให้ทุกลมหายใจต้องสะดุด
"ท่านอ๋องเสด็จ—!"
ร่างสูงใหญ่สง่างามในชุดคลุมผ้าไหมสีดำปักลายมังกรทอง 4 กรงเล็บ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยบรรยากาศกดดันดุจพายุหิมะ ดวงคมกราบกวาดมองสภาพห้องที่เสียหายและร่างของเหม่ยอิงที่คุกเข่าร่ำไห้อย่างไร้ความปราณี ก่อนที่นัยน์ลึกล้ำราวน้ำลึกหมื่นลี้คู่นั้นจะหยุดอยู่ที่ร่างระหงของซูเหม่ยหลิน
หลวนเฟยอ๋อง... บุรุษผู้ได้ชื่อว่าอสุรกายทมิฬผู้ไร้หัวใจ ปราบกบฏราบคาบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่อ่านไม่ออก
"ดูท่าทาง... ชายคาเรือนหลังของเปิ่นหวาง (เรา) วันนี้ จะมีเรื่องสนุกให้ชมยิ่งกว่าสนามรบเสียอีกกระมัง พระชายาของข้า"
ซูเหม่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาวูบหนึ่ง นางมิได้หันกลับไปทันที แต่เลือกที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ พร้อมกับที่หลวนเฟยอ๋องก้าวเข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและอันตรายแผ่ซ่านจนแทบหลอมละลายความเยือกเย็นทั้งหมดที่นางสร้างขึ้นมา
และในวินาทีนั้นเอง สายตาของท่านอ๋องก็ก้มลงมองเศษถ้วยชาแตกบนพื้น ก่อนจะเลื่อนขึ้นประสานกับดวงตากลมโตของนางอย่างลึกซึ้ง พร้อมกับประโยคคำสั่งที่ไม่มีใครคาดคิดหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึก
"ในเมื่อเจ้าจัดการคนผู้นี้ได้งดงามนัก... เช่นนั้น คืนนี้ เจ้าก็จงไปร่วมโต๊ะเสวยกับเปิ่นหวาง เพื่อไต่สวนความผิดทั้งหมดด้วยตนเองเสียเถอะ"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามการฟาดฟันในเกมการเมืองอันดุเดือดนี้นะคะ
กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 2
กลลวงเรือนหลัง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!