กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 9

ร่องรอยในบันทึกลับ

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณอายุหลายร้อยปีผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ของหมึกชาดจีนแท้ลอยอบอวลอยู่ภายใต้ความมืดสลัวของหอสมุดหลวง ชั้นหนังสือไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายวิจิตรตระการตาทอดยาวราวกับเขาวงกตไร้ทางออก ซูเหม่ยหลินก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบดั่งภูตพราย อาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีนิลสนิทปักดิ้นเงินลายเมฆาคลื่นเหิรแนบไปกับเรือนร่างระหง ปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์บนมวยผมสีหมึกถูกถอดออกเพื่อมิให้สะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันหอมที่เธอถืออยู่ นางเหลือบมองนาฬิกาทองเหลืองโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง—ยามโฉบ (21.00-22.50 น.) เวลาที่เหล่าขันทีและราชสำนักต่างหลับใหล คือช่วงเวลาที่มัจจุราชไต่สวนความจริง ย้อนกลับไปในค่ำคืนก่อน รอยประทับตราครั่งสีแดงชาดบนฎีกาลับที่หลุดรอดมาจากกองเอกสารชำระประวัติศาสตร์ เป็นเบาะแสเดียวที่นำพานางมายังสถานที่แห่งนี้ หอสมุดชั้นในที่แม้แต่ราชองครักษ์ยังต้องได้รับราชioโองการพิเศษจึงจะย่างกรายเข้ามาได้ "เจ้ากำลังหาเศษซากแห่งความพินาศ หรือกำลังขุดหลุมฝังศพให้ตนเองกันแน่, ยอดกุนซือซู?" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ยามราตรีดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลัง ซูเหม่ยหลินสะท้านเฮือก นางไม่แม้แต่จะหันกลับไปทันที ดวงตากลมโตคู่คมกริบหรี่ลงเล็กน้อย มือเรียวบางที่ถือตะเกียงยังคงนิ่งสนิทไร้รอยสั่นไหว นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะชีพจร ก่อนจะหมุนตัวกลับช้าๆ อย่างสง่างาม หลวนเฟยอ๋องประทับยืนพิงเสาไม้จันทน์แดง พระองค์ทรงฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองคำเข้ม เงาของพระองค์ทอดทอดทับร่างของนางจนมิด พระพักตร์คมคายดุจเทพสลักเยียบเย็นไร้ความรู้สึก ทว่านัยน์เนตรสีนิลคู่นั้นกลับลุกโชนด้วยประกายเพลิงที่อ่านไม่ออก "หม่อมฉันเพียงแต่มาหา... บันทึกที่ควรจะถูกเผาไฟไปตั้งแต่เจ็ดปีก่อนเพคะ, ท่านอ๋อง" ซูเหม่ยหลินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว รอยยิ้มบางเบาประดับมุมปากอย่างเย้ยหยัน "หรือว่าสถานที่อับชื้นแห่งนี้ มีกฎห้ามสตรีผู้ต่ำต้อยเข้ามาแสวงหาความยุติธรรมให้แก่ตระกูลซูด้วยเล่าเพคะ?" หลวนเฟยอ๋องแค่นพระสรวลในลำพระศอ เสียงนั้นเย็นเยียบเสียดแทงหัวใจ พระองค์ก้าวพระบาทเข้ามาใกล้ทีละน้อย จนกลิ่นอายบุรุษอันทรงอำนาจและกลิ่นสนมป่าจางๆ ห้อมล้อมร่างของนางไว้ สรรพสิ่งรอบตัวคล้ายหยุดนิ่ง พระหัตถ์หนายื่นออกไปปลายนิ้วแกร่งเชยคางมนขึ้นอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับจะค้นหาความจริงทั้งหมดที่นางซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา "ความยุติธรรม?" หลวนเฟยอ๋องกระซิบชิดริมพระโอษฐ์ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนนุ่มของนาง "ในราชสำนักนี้ มีเพียงอำนาจและเลือดเนื้อ เจ้าเอาอะไรมามั่นใจว่ากระดาษเก่าๆ เหล่านี้ จะล้างมลทินให้ตระกูลซูได้ หรือเจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าใช้หอสมุดหลวงเป็นเครื่องมือแก้แค้นตระกูลอวี้?" "ถ้าหากหม่อมฉันไม่มีหลักฐานที่มัดตัวตระกูลอวี้และเสนาบดีหลี่จนดิ้นไม่หลุด หม่อมฉันคงไม่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกหรอกเพคะ" ซูเหม่ยหลินปัดพระหัตถ์ของพระองค์ออกอย่างไม่เกรงกลัว นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือแถวที่แปด "นี่คือบันทึกการเบิกจ่ายเสบียงและอาวุธของกองทัพพิทักษ์ชายแดนเมื่อเจ็ดปีก่อน ซึ่งถูกปลอมแปลงลายมือ... ลายมือของบิดาหม่อมฉันถูกเลียนแบบอย่างแนบเนียน แต่ประทับตราครั่งด้วย 'ตราหยกพยัคฆ์' ที่มีเพียงองค์ชายรองและเสนาบดีอวี้เท่านั้นที่ถือครอง!" หลวนเฟยอ๋องทอดพระเนตรม้วนคัมภีร์ในมือของนาง พระพักตร์ที่เคยเยียบเย็นกลับปรากฏร่องรอยความคลุมเครือวูบหนึ่ง พระองค์ทรงทราบดีว่าการเมืองในราชสำนักเน่าเฟะเพียงใด แต่หลักฐานชิ้นนี้... ชัดเจนและรัดกุมเกินกว่าที่ฝ่ายตรงข้ามจะปฏิเสธได้ "เจ้าฉลาดมาก, ซูเหม่ยหลิน" หลวนเฟยอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงแฝงไว้ด้วยความดุดัน "แต่เจ้าประเมินความโหดเหี้ยมของพวกมันต่ำเกินไป การที่เจ้าก้าวเข้ามาในหอสมุดหลวงคืนนี้ เท่ากับเจ้าเดินเข้าสู่กรงขังของพวกมันแล้ว" ทันใดนั้น! เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ราวกับคลื่นทะเลคลั่งก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินหินด้านนอก แสงคบเพลิงสว่างวาบสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาเป็นลำๆ เสียงตะโกนก้องกังวานด้วยอำนาจของขันทีผู้ดูแลกฎมณเฑียรบาลดังฝ่าความเงียบเข้ามา "มีผู้บุกรุก! ล้อมหอสมุดหลวงไว้! ห้ามผู้ใดเข้าออกเด็ดขาด!" ซูเหม่ยหลินหน้าถอดสีเล็กน้อย ดวงตาคู่คมตวัดมองไปที่ประตูทางออกทางเดียว รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง "ดูท่า... ข่าวของหม่อมฉันจะรั่วไหลเร็วกว่าที่คาดไว้นะเพคะ" หลวนเฟยอ๋องไม่ตรัสสิ่งใด พระองค์คว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่นด้วยพละกำลังอันมหาศาล ลากนางให้เข้าไปหลบหลังชั้นหนังสือทึบขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่มุมอับสายตา พระวรกายกำยำสูงใหญ่ทาบทับลงมาบังร่างของนางไว้จนมิด กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและอ้อมพระกรที่โอบล้อมรอบตัว ทำให้นางแทบหยุดหายใจ ฝีเท้าของทหารยามและเสียงเกราะกระทบกันดังใกล้เข้ามาทุกที ประตูหอสมุดหลวงถูกผลักเปิดออกด้วยแรงกระแทกอย่างรุนแรง แสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องเข้ามาจนสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ หลวนเฟยอ๋องโน้มพระพักตร์ลงมาจนริมฝีปากหยักลึกเกือบชิดใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนกระซิบแผ่วเบา ทว่าเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยวจนนางต้องสั่นสะท้าน "หากเจ้าอยากรอดออกไปล้างแค้น..." หลวนเฟยอ๋องตรัสด้วยสุ้มเสียงเหี้ยมเกรียม "จงหุบปาก... แล้วดื่มยาพิษถ้วยนี้พร้อมกับข้าซะ" พระหัตถ์อีกข้างหนึ่งของพระองค์ยกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามลายครามขึ้นมา ภายในบรรจุของเหลวสีดำสนิทที่มีกลิ่นหอมหวานเย้ายวนดั่งดอกไม้มรณะ... ถ้วยยาพิษที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะหนังสือของผู้ดูแลหอสมุดเมื่อครู่! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%