กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบกายในยามวิกาลนี้ตึงเครียดเสียจนแทบหยุดหายใจ พระราชโองการฉบับที่เพิ่งร่วงหล่นลงบนพื้นยังคงนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับเป็นสักขีพยานถึงความเป็นความตายที่ถูกกำหนดไว้ด้วยปลายพู่กันของโอรสสวรรค์ ข้า—ซูเหม่ยหลิน ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่ง ปล่อยให้ชายกระโปรงผ้าไหมปักลายหงส์เหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ทอดตัวแนบไปกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ดวงตาคู่คมกวาดมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นอสุรกายทมิฬแห่งค่ายพิทักษ์บูรพา หลวนเฟยอ๋อง ไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อแรงกดดันมหาศาลที่เขาจงใจแผ่ซ่านออกมาแม้แต่น้อย
"เจ้ากล้าดียังไงถึงยิ้มออกมาในสถานการณ์เช่นนี้, คุณหนูซู?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่หมุนกลับมาเผชิญหน้า ชายหนุ่มอยู่ในฉลองพระองค์สีดำสนิทปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทะยานเมฆ อาภรณ์ชั้นนอกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพสลักแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันไร้ความปรานี ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองมาที่ข้า ราวกับต้องการจะเฉือนเนื้อหนังเพื่อค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น
ข้าค่อยๆ ช้อนสายตากลับขึ้นไปสบประสาน ไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย มือเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างประสานกันไว้ที่หน้าท้องอย่างสำรวม กิริยาท่าทางงดงามราวกับคุณ小姐จากตระกูลสูงศักดิ์ผู้ไม่เคยสะท้านต่อลมฝน "หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... พระราชโองการสมรสพระราชทานที่ฝ่าบาททรงมีรับสั่งลงมาเมื่อครู่ ช่างเป็นหมากตาสมบูรณ์แบบที่ท่านอ๋องทรงคาดไม่ถึงต่างหากเล่าเพคะ"
หลวนเฟยอ๋องแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นชาจนน่าขนลุก เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว ย่างก้าวของเขาน่าเกรงขามดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อ กลิ่นอายสงครามและกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กจากสนามรบโชยปะทะนาสิก "หมากตานี้กำลังจะส่งเจ้าและข้าไปสู่ลานประหาร หากเราทำพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ราชสำนักกำลังรอเหยียบย่ำตระกูลซูและกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของข้าให้จมดิน เจ้ากลับมองว่าเป็นความสนุกสนานอย่างนั้นหรือ?"
"ความสนุกสนานย่อมไม่ใช่... แต่เป็น 'โอกาส' ต่างหากเพคะ" ข้าเอ่ยสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างที่เหมาะสม ทว่ากลับไม่มีแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย "ท่านอ๋องทรงกุมอำนาจทหารในมือถึงสามในสี่ส่วนของแคว้น ทว่ากลับถูกฮ่องเต้และเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นระแวงแคลงใจมาโดยตลอด การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างท่านกับ 'สตรีไร้ค่า' อย่างหม่อมฉัน ซึ่งเป็นบุตรสาวสายรองที่ถูกตระกูลเดิมทอดทิ้ง ย่อมเป็นภาพสะท้อนว่าท่านอ๋องทรงไร้ซึ่งกำลังสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ นี่คือสิ่งที่เบื้องบนต้องการไม่ใช่หรือเพคะ? การทำให้ท่านกลายเป็นพยัคฆ์ไร้เขี้ยวเล็บในสายตาของบัลลังก์มังกร"
ดวงตาของหลวนเฟยอ๋องหรี่แคบลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตรอบตัวพลพลันชะงักงันไปชั่วขณะ ความประหลาดใจฉายชัดขึ้นในแววตาคู่คมนั้นเป็นครั้งแรก บุรุษผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชนและผ่านการชิงดีชิงเด่นในราชสำนักมานับไม่ถ้วน ย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่ข้าพูดนั้นคือความจริงอันโหดร้าย แต่การที่สตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่งสามารถวิเคราะห์เกมการเมืองอันซับซ้อนนี้ทะลุปรุโปร่งได้ภายในเวลาเพียงชั่วลมหายใจ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
"เจ้ากำลังบอกว่า... การแต่งงานครั้งนี้เป็นทางรอด?" เขาเอ่ยทวนคำ เสียงทุ้มต่ำลงกว่าเดิม
"มิใช่แค่ทางรอดเพคะท่านอ๋อง... แต่มันคือสะพาน" ข้าอมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เผยให้เห็นความเจ้าเล่ห์ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความงดงามอ่อนหวาน "สะพานที่จะนำพาท่านก้าวข้ามข้อครหา และนำพาหม่อมฉันไปทวงคืนทุกสิ่งที่ควรจะเป็นจากคนพวกนั้น สะพานที่เชื่อมระหว่างกองทัพอันไร้พ่ายกับมันสมองที่พร้อมจะพลิกแผ่นดิน"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทรงอักษรอยู่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของเปลวเทียนที่ไหววูบตามสายลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลัก หลวนเฟยอ๋องจ้องมองข้าเนิ่นนาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดทุกคำ ว่ามันคือแผนการล่อลวงของศัตรู หรือคือมือที่ยื่นเข้ามาในยามจมดิ่งจริงๆ ทันใดนั้นริมฝีปากหยักลึกของเขาก็ยกยิ้มขึ้น เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่กลับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตรายอย่างถึงที่สุด
"ดี... ดีมาก ซูเหม่ยหลิน" เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวจนข้าต้องเงยหน้าขึ้นมอง ปลายนิ้วแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าเอื้อมขึ้นมาเชยคางข้าขึ้นเบาๆ แรงบีบที่ปลายคางพพอเหมาะพอเจาะ ไม่เจ็บปวดแต่แสดงถึงการควบคุม "ข้าอยากรู้นักว่า สตรีที่ถูกเล่าลือว่าสติฟั่นเฟือนและอ่อนแอผู้นี้ จะมีปัญญาพลิกกระดานหมากที่กำลังจะฆ่าเราทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อพิธีสมถูกกำหนดไว้ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า"
"เจ็ดวันเพียงพอแล้วเพคะท่านอ๋อง..." ข้าตอบรับโดยไม่หลบสายตา หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นระคนท้าทาย ไม่ใช่เพราะสัมผัสใกล้ชิดของบุรุษตรงหน้า แต่เพราะกระดานหมากแห่งการล้างแค้นได้ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว "หม่อมฉันจะทำให้เห็นว่า เงื่อนไขที่พวกมันยัดเยียดให้เรา จะกลายเป็นโซ่ตรวนที่ย้อนกลับไปรัดคอพวกมันเอง"
หลวนเฟยอ๋องแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมหันหลังกลับไปประทับที่เก้าอี้พยัคฆ์ทองคำ "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะคอยดู... ว่าเจ้าจะเล่นละครฉากนี้ได้แนบเนียนแค่ไหน"
ข้าย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ ก่อนจะหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังประตูออก ทว่าในจังหวะที่มือเรียวกำลังจะผลักบานประตูไม้แกะสลักให้เปิดออก เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมกับเสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
ขันทีสนิทผู้ดูแลตำหนักในวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ/พ่ะยะค่ะ! ข่าวลือเรื่องงานสมรสพระราชทานแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว และ... และตอนนี้มีราชโองการด่วนอีกฉบับจากตำหนักใน แจ้งว่าพระสนมเอกตระกูลหลี่ทรงล้มป่วยกะทันหันหลังจากเสวยพระกระยาหารที่จวนตระกูลซูส่งไปถวาย ฝ่าบาททรงกริ้วมาก มีรับสั่งให้เรียกตัวว่าที่ชายาซูเหม่ยหลินเข้าเฝ้าเป็นการด่วนในคืนนี้พ่ะยะค่ะ!"
ข้าชะงักฝีเท้าลง รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากทันที ดวงตาคู่คมประกายวับวายท่ามกลางความมืดมิด
*หมากตาแรกถูกเดินเร็วกว่าที่คิด... และพวกมันก็ตกลงมาในหลุมพรางที่ขุดรอไว้เองอย่างงดงาม*
---
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินหมากอันเชือดเฉือนนี้นะคะ! ❤️ — เงียบแต่ฟาดเรียบ
กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 8
กลยุทธ์กุนซือหญิง
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!