กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 18

เลือดที่ต้องชำระ

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
"ท... ทูลไทเฮา... กองกำลังทหารรักษาพระราชวังนอกเมือง... ถูกกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของท่านอ๋องเข้ายึดครองทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงรายงานที่สั่นเทาจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ของขันทีเฒ่าดังสะท้อนก้องท้องพระโรงใหญ่อันโอ่อ่า ประหนึ่งอสุนีบาตฟาดผ่าลงกลางฤดูร้อน บรรยากาศภายในห้องโถงที่เคยคลาคล่ำไปด้วยขุนนางผู้เรืองอำนาจ บัดนี้กลับเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ติดขัดและความหวาดกลัวที่เกาะกุมขั้วหัวใจของทุกผู้คน ซูเหม่ยหลินยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าเสาหยกสลักลายมังกร อาภรณ์ไหมต่วนสีจันทร์ปักลายเหมันต์เหมยด้วยดิ้นเงินสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม นางไม่ได้ขยับกายแม้แต่น้อย ทว่ารัศมีแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาจากความนิ่งสงบนั้น กลับทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่นนาย ปิ่นหยกขาวบนมวยผมสูงขยับไหวตามจังหวะการหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองร่างที่คุกเข่าสั่นเทิ้มเบื้องล่างด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความปรานี นี่ไม่ใช่ความฝัน... แต่มันคือความเป็นจริงที่นางเฝ้ารอมานานนับแรมปี ย้อนกลับไปในชาติภพก่อน ร่างกายของนางต้องแปดเปื้อนไปด้วยหยาดเลือดแห่งความอยุติธรรม ถูกตราหน้าว่าเป็นกุนซือกบฏผู้ขายชาติ และต้องจบชีวิตลงด้วยยาพิษสลายกระดูกในห้องขังมืดอันหนาวเหน็บ ทว่าสวรรค์ยังคงเมตตา ส่งให้นางฟื้นคืนกลับมาในร่างเดิม พร้อมกับความทรงจำที่คมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ ทุกบัญชีแค้น ทุกรอยยิ้มเยาะเย้ยของพวกขุนนางกังฉิน นางจดจำไว้หมดสิ้น และวันนี้... คือค่ำคืนแห่งการชำระสะงักบัญชีเลือดนั้นเป็นครั้งแรก "บังAอาจนัก!" เสียงตวาดด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากบัลลังก์สูง ไทเฮาผู้ทรงอำนาจทรงผุดลุกขึ้นด้วยพระพักตร์ที่ซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกจนแทบตรัสไม่ออก "หลวนเฟยอ๋อง... มันกล้าดีอย่างไร ถึงนำกำลังทหารบุกรุกเขตพระราชฐาน นี่มันข้อหาก่อกบฏชัดๆ!" "กบฏอย่างนั้นหรือเพคะ ไทเฮา" ซูเหม่ยหลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ และกังวานใสราวกับเสียงกระดิ่งหยกกระทบกันในคืนฤดูหนาว ทว่ากลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนาวยะเยือกถึงไขสันหลัง นางก้าวเท้าเดินช้าๆ ออกมาเบื้องหน้า เสียงรองเท้าผ้าปักลายกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังชีวิตของพวกมัน "คำว่า 'กบฏ' นี้ เกรงว่าคงต้องมอบให้แก่เสนาบดีจ้าวและพวกพ้องของพระองค์เสียมากกว่านะเพคะ" นางปรายตามองไปยังร่างของเสนาบดีจ้าวซื่อเจี๋ย ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าอวบออ่นด้วยความสุขสบายมาเนิ่นนาน บัดนี้ใบหน้านั้นกลับชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ มือที่กุมป้ายคำสั่งสั่นเทาราวกับคนเป็นไข้ป่า "เจ้า... เจ้าสามหาว! นังสารเลว เจ้าเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาไร้หัวนอนปลายเท้า มีสิทธิ์อันใดมากล่าวหาข้าหน้าท้องพระโรงเช่นนี้!" เสนาบดีจ้าวแผדเสียงคำรามกลบเกลื่อนความกลัว พยายามรักษาศักดิ์ศรีของขุนนางเฒ่าผู้เคยชี้เป็นชี้ตายผู้คนไว้ ทว่าดวงตาที่ล็อกแลกไม่กล้าสบตากับซูเหม่ยหลินนั้น ฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังจนมุม "สิทธิ์หรือ?" ซูเหม่ยหลินยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรงที่พร้อมปลิดชีพคนได้ในพริบตา นางหยิบม้วนฎีกาฉบับหนึ่งออกจากแขนเสื้อกว้าง ม้วนฎีกานี้ทำจากผ้าไหมปักดิ้นทองอย่างประณีต แต่สิ่งที่จารึกอยู่ข้างในคือรายชื่อการทุจริต ยักยอกเสบียงคลังหลวง สมคบคิดกับชนเผ่าต่างแดน และหลักฐานการสังหารขุนนางตงฉินเมื่อเจ็ดปีก่อน ซึ่งเป็นฝีมือของตระกูลจ้าวทั้งสิ้น "นี่คือบัญชีหนังหมาที่ท่านใช้สูบเลือดสูบเนื้อราษฎรมาตลอดสิบปี" ซูเหม่ยหลินสะบัดข้อมือเล็กน้อย ม้วนฎีกายาวเหยียดถูกปล่อยให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องหน้าเสนาบดีจ้าว ราวกับโซ่ตรวนที่พร้อมจะล่ามคอเขาลงสู่นรกอเวจี "และนี่คือพระราชโองการลับที่ท่านปลอมแปลงขึ้นเพื่อฮุบที่ดินทำกินทางตอนใต้ ข้าว่า... ท่านควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการละลึกชาติก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้พูดอะไรอีกจะดีกว่านะเพคะ" "จับตัวมันไว้!" เสนาบดีจ้าวแผดเสียงสั่งองครักษ์ประจำพระองค์ที่ยืนอยู่รอบท้องพระโรงด้วยความตื่นตระหนก ทว่า... ไม่มีองครักษ์ผู้ใดขยับเขยื้อນกายเลยสักคน ทุกคนต่างก้มหน้ามองพื้น ราวกับว่าพวกเขาได้กลายเป็นหุ่นปูนปั้นไปเสียแล้ว ตึง! ตึง! ตึง! เสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับพายุุคลั่งดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากเบื้องนอก ประตูไม้แกะสลักบานยักษ์ของท้องพระโรงถูกผลักเปิดออกด้วยพลังมหาศาล แสงจันทร์ยามค่ำคืนสาดส่องเข้ามาอาบไล้ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเหล็กดำสนิท ประดับลวดลายพยัคฆ์ทมิฬคำราม ท่วงท่าสง่างามดั่งเทพสงครามผู้ลงมาจุติเพื่อพิพากษาโลกหล้า หลวนเฟยอ๋องเสด็จเข้ามาแล้ว บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นอสุรกายทมิฬแห่งแดนเหนือ พระพักตร์คมคายราวกับสลักจากหินผา นัยน์ตาดำขลับล้ำลึกดึงดูดและอันตรายในคราเดียวกัน รัศมีแห่งความเยือกเย็นและดุดันแผ่ซ่านออกมารอบกาย จนทำให้แม้แต่องครักษ์หลวงยังต้องถอยร่นโดยอัตโนมัติ พระองค์ทรงพระดำเนินเคียงคู่เข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง กลิ่นอายสงครามและกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทว่าสายพระเนตรที่ทอดมองมายังซูเหม่ยหลินกลับอ่อนแสงลงวูบหนึ่งอย่างที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ "เสด็จพี่... พระองค์ทรงทำสิ่งใดลงไป!" ไทเฮาตรรัสถามด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือ ทรงก้าวถอยหลังไปจนชิดบัลลังก์ เมื่อเห็นพระราชโอรสบุญธรรมผู้ดุดันก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า "หม่อมฉันเพียงแค่กำจัดขยะที่รกแผ่นดิน เพื่อถวายความสงบสุขแด่เสด็จแม่ก็เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ" หลวนเฟยอ๋องตรรัสตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงใดๆ พระองค์ทรงปรายพระเนตรมองเสนาบดีจ้าวที่ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหมดเรี่ยวแรง ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง ซูเหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้ร่างของเสนาบดีจ้าวที่กำลังสั่นเทา นางย่อกายลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับขุนนางโฉดผู้กำลังจะหมดลมหายใจ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นจ้องลึกลงไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวของอีกฝ่าย "จำได้หรือไม่... เมื่อเจ็ดปีก่อน ท่านเคยเหยียบบ่าของข้าในห้องอัศนี แล้วบอกว่าสตรีไร้ค่าเช่นข้าไม่มีวันเอื้อมมือมาถึงตัวท่านได้" ซูเหม่ยหลินเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจจากขุมนรก "แต่วันนี้... ข้ามาอยู่ตรงนี้แล้ว และข้าก็เป็นผู้ถือดาบที่จะปลิดชีพท่านด้วยตัวเอง" "อ... นั่ง... นังปีศาจ!" เสนาบดีจ้าวเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความแค้นเคือง ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ ซูเหม่ยหลินไม่ได้โกรธเคือง นางเพียงแต่แย้มยิ้มอย่างงดงามยิ่งขึ้น ก่อนจะยืดตัวขึ้นตรงแล้วผายมือไปยังราชองครักษ์ด้านหลัง "ราชโองการประกาศิต! เสนาบดีจ้าวซื่อเจี๋ย สมคบคิดกบฏ ทุจริตคดโกง และสังหารขุนนางตงฉิน มีความผิดมหันต์ สมควรประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่แผ่นดิน!" สิ้นคำประกาศิตของนาง ดาบเล่มใหญ่ในมือของเพชฌฆาตก็ถูกเงื้อขึ้นสูง สะท้อนแสงจันทร์วับวามก่อนจะตวัดลงมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ! ฉับ! โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมพื้นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ให้กลายเป็นสีชาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วท้องพระโรง ศีรษะของเสนาบดีจ้าวกลิ้งหลุกๆ ไปหยุดอยู่ที่ปลายฉลองพระบาทของไทเฮาผู้ทรงกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจกลัว ซูเหม่ยหลินยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่สงบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ไร้ซึ่งความลังเล มีเพียงความสะใจอันล้ำลึกที่ค่อยๆ แผ่ซ่านขึ้นมาในอก ชัยชนะครั้งแรกนี้ช่างหอมหวานและงดงามยิ่งนัก หยดเลือดที่กระเด็นมาโดนพวงแก้มเนียนใสทำให้นางดูราวกับเทพเซียนผู้ลงทัณฑ์ มิใช่สตรีอ่อนแอในอดีตอีกต่อไป ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลวนเฟยอ๋องกลับทรงย่างพระบาทเข้ามาใกล้ร่างบางของนาง พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์หนาออกไป ใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบหยดเลือดที่ข้างแก้มของนางออกอย่างเบามือและทะนุถนอม ราวกับกำลังสัมผัสสิ่งล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า "เปื้อนหมดแล้ว คนเก่งของเปิ่นหวาง" พระองค์ตรรัสกระซิบชิดพระ o ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ท่ามกลางกลิ่นอายความตายรอบตัว ทว่า ทันใดนั้นเอง ขันทีอีกคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ด้วยท่าทางที่ตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับชูหีบไม้ลงรักปิดทองประทับตราลัญจกรหงส์ไฟที่ส่งตรงมาจากแดนไกล "ก... ทูลท่านอ๋อง กุนซือซู! มี... มีพระราชสาส์นด่วนที่สุดจากแดนเหนือ... แจ้งว่ากองทัพปริศนาสามแสนนายของ 'องค์ชายแคว้นเป่ย' ได้ข้ามผ่านด่านพรมแดนเข้ามาประชิดเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ซูเหม่ยหลินชะงักงัน รอยยิ้มบนริมฝีปากแข็งค้างไปในทันที นัยน์ตาลึกล้ำไหววับด้วยความตระหนักรู้บางอย่างที่น่ากลัว... แผนการของนางเพิ่งจะเริ่มต้น แต่หมากตานี้กลับถูกพลิกกลับด้วยเงาปริศนาที่รวดเร็วกว่าคาดคิด! --- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันความอยุติธรรมไปพร้อมกับข้าใน40 ตอนนี้ค่ะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%