"ท... ทูลไทเฮา... กองกำลังทหารรักษาพระราชวังนอกเมือง... ถูกกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของท่านอ๋องเข้ายึดครองทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงรายงานที่สั่นเทาจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ของขันทีเฒ่าดังสะท้อนก้องท้องพระโรงใหญ่อันโอ่อ่า ประหนึ่งอสุนีบาตฟาดผ่าลงกลางฤดูร้อน บรรยากาศภายในห้องโถงที่เคยคลาคล่ำไปด้วยขุนนางผู้เรืองอำนาจ บัดนี้กลับเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ติดขัดและความหวาดกลัวที่เกาะกุมขั้วหัวใจของทุกผู้คน
ซูเหม่ยหลินยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าเสาหยกสลักลายมังกร อาภรณ์ไหมต่วนสีจันทร์ปักลายเหมันต์เหมยด้วยดิ้นเงินสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม นางไม่ได้ขยับกายแม้แต่น้อย ทว่ารัศมีแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาจากความนิ่งสงบนั้น กลับทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่นนาย ปิ่นหยกขาวบนมวยผมสูงขยับไหวตามจังหวะการหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองร่างที่คุกเข่าสั่นเทิ้มเบื้องล่างด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความปรานี
นี่ไม่ใช่ความฝัน... แต่มันคือความเป็นจริงที่นางเฝ้ารอมานานนับแรมปี
ย้อนกลับไปในชาติภพก่อน ร่างกายของนางต้องแปดเปื้อนไปด้วยหยาดเลือดแห่งความอยุติธรรม ถูกตราหน้าว่าเป็นกุนซือกบฏผู้ขายชาติ และต้องจบชีวิตลงด้วยยาพิษสลายกระดูกในห้องขังมืดอันหนาวเหน็บ ทว่าสวรรค์ยังคงเมตตา ส่งให้นางฟื้นคืนกลับมาในร่างเดิม พร้อมกับความทรงจำที่คมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ ทุกบัญชีแค้น ทุกรอยยิ้มเยาะเย้ยของพวกขุนนางกังฉิน นางจดจำไว้หมดสิ้น และวันนี้... คือค่ำคืนแห่งการชำระสะงักบัญชีเลือดนั้นเป็นครั้งแรก
"บังAอาจนัก!" เสียงตวาดด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากบัลลังก์สูง ไทเฮาผู้ทรงอำนาจทรงผุดลุกขึ้นด้วยพระพักตร์ที่ซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกจนแทบตรัสไม่ออก "หลวนเฟยอ๋อง... มันกล้าดีอย่างไร ถึงนำกำลังทหารบุกรุกเขตพระราชฐาน นี่มันข้อหาก่อกบฏชัดๆ!"
"กบฏอย่างนั้นหรือเพคะ ไทเฮา"
ซูเหม่ยหลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ และกังวานใสราวกับเสียงกระดิ่งหยกกระทบกันในคืนฤดูหนาว ทว่ากลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนาวยะเยือกถึงไขสันหลัง นางก้าวเท้าเดินช้าๆ ออกมาเบื้องหน้า เสียงรองเท้าผ้าปักลายกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังชีวิตของพวกมัน
"คำว่า 'กบฏ' นี้ เกรงว่าคงต้องมอบให้แก่เสนาบดีจ้าวและพวกพ้องของพระองค์เสียมากกว่านะเพคะ" นางปรายตามองไปยังร่างของเสนาบดีจ้าวซื่อเจี๋ย ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าอวบออ่นด้วยความสุขสบายมาเนิ่นนาน บัดนี้ใบหน้านั้นกลับชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ มือที่กุมป้ายคำสั่งสั่นเทาราวกับคนเป็นไข้ป่า
"เจ้า... เจ้าสามหาว! นังสารเลว เจ้าเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาไร้หัวนอนปลายเท้า มีสิทธิ์อันใดมากล่าวหาข้าหน้าท้องพระโรงเช่นนี้!" เสนาบดีจ้าวแผדเสียงคำรามกลบเกลื่อนความกลัว พยายามรักษาศักดิ์ศรีของขุนนางเฒ่าผู้เคยชี้เป็นชี้ตายผู้คนไว้ ทว่าดวงตาที่ล็อกแลกไม่กล้าสบตากับซูเหม่ยหลินนั้น ฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังจนมุม
"สิทธิ์หรือ?" ซูเหม่ยหลินยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรงที่พร้อมปลิดชีพคนได้ในพริบตา นางหยิบม้วนฎีกาฉบับหนึ่งออกจากแขนเสื้อกว้าง
ม้วนฎีกานี้ทำจากผ้าไหมปักดิ้นทองอย่างประณีต แต่สิ่งที่จารึกอยู่ข้างในคือรายชื่อการทุจริต ยักยอกเสบียงคลังหลวง สมคบคิดกับชนเผ่าต่างแดน และหลักฐานการสังหารขุนนางตงฉินเมื่อเจ็ดปีก่อน ซึ่งเป็นฝีมือของตระกูลจ้าวทั้งสิ้น
"นี่คือบัญชีหนังหมาที่ท่านใช้สูบเลือดสูบเนื้อราษฎรมาตลอดสิบปี" ซูเหม่ยหลินสะบัดข้อมือเล็กน้อย ม้วนฎีกายาวเหยียดถูกปล่อยให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องหน้าเสนาบดีจ้าว ราวกับโซ่ตรวนที่พร้อมจะล่ามคอเขาลงสู่นรกอเวจี "และนี่คือพระราชโองการลับที่ท่านปลอมแปลงขึ้นเพื่อฮุบที่ดินทำกินทางตอนใต้ ข้าว่า... ท่านควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการละลึกชาติก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้พูดอะไรอีกจะดีกว่านะเพคะ"
"จับตัวมันไว้!" เสนาบดีจ้าวแผดเสียงสั่งองครักษ์ประจำพระองค์ที่ยืนอยู่รอบท้องพระโรงด้วยความตื่นตระหนก ทว่า... ไม่มีองครักษ์ผู้ใดขยับเขยื้อນกายเลยสักคน ทุกคนต่างก้มหน้ามองพื้น ราวกับว่าพวกเขาได้กลายเป็นหุ่นปูนปั้นไปเสียแล้ว
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับพายุุคลั่งดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากเบื้องนอก ประตูไม้แกะสลักบานยักษ์ของท้องพระโรงถูกผลักเปิดออกด้วยพลังมหาศาล แสงจันทร์ยามค่ำคืนสาดส่องเข้ามาอาบไล้ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเหล็กดำสนิท ประดับลวดลายพยัคฆ์ทมิฬคำราม ท่วงท่าสง่างามดั่งเทพสงครามผู้ลงมาจุติเพื่อพิพากษาโลกหล้า
หลวนเฟยอ๋องเสด็จเข้ามาแล้ว
บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นอสุรกายทมิฬแห่งแดนเหนือ พระพักตร์คมคายราวกับสลักจากหินผา นัยน์ตาดำขลับล้ำลึกดึงดูดและอันตรายในคราเดียวกัน รัศมีแห่งความเยือกเย็นและดุดันแผ่ซ่านออกมารอบกาย จนทำให้แม้แต่องครักษ์หลวงยังต้องถอยร่นโดยอัตโนมัติ พระองค์ทรงพระดำเนินเคียงคู่เข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง กลิ่นอายสงครามและกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทว่าสายพระเนตรที่ทอดมองมายังซูเหม่ยหลินกลับอ่อนแสงลงวูบหนึ่งอย่างที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
"เสด็จพี่... พระองค์ทรงทำสิ่งใดลงไป!" ไทเฮาตรรัสถามด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือ ทรงก้าวถอยหลังไปจนชิดบัลลังก์ เมื่อเห็นพระราชโอรสบุญธรรมผู้ดุดันก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า
"หม่อมฉันเพียงแค่กำจัดขยะที่รกแผ่นดิน เพื่อถวายความสงบสุขแด่เสด็จแม่ก็เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ" หลวนเฟยอ๋องตรรัสตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงใดๆ พระองค์ทรงปรายพระเนตรมองเสนาบดีจ้าวที่ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหมดเรี่ยวแรง ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง
ซูเหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้ร่างของเสนาบดีจ้าวที่กำลังสั่นเทา นางย่อกายลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับขุนนางโฉดผู้กำลังจะหมดลมหายใจ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นจ้องลึกลงไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวของอีกฝ่าย
"จำได้หรือไม่... เมื่อเจ็ดปีก่อน ท่านเคยเหยียบบ่าของข้าในห้องอัศนี แล้วบอกว่าสตรีไร้ค่าเช่นข้าไม่มีวันเอื้อมมือมาถึงตัวท่านได้" ซูเหม่ยหลินเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจจากขุมนรก "แต่วันนี้... ข้ามาอยู่ตรงนี้แล้ว และข้าก็เป็นผู้ถือดาบที่จะปลิดชีพท่านด้วยตัวเอง"
"อ... นั่ง... นังปีศาจ!" เสนาบดีจ้าวเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความแค้นเคือง ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์
ซูเหม่ยหลินไม่ได้โกรธเคือง นางเพียงแต่แย้มยิ้มอย่างงดงามยิ่งขึ้น ก่อนจะยืดตัวขึ้นตรงแล้วผายมือไปยังราชองครักษ์ด้านหลัง
"ราชโองการประกาศิต! เสนาบดีจ้าวซื่อเจี๋ย สมคบคิดกบฏ ทุจริตคดโกง และสังหารขุนนางตงฉิน มีความผิดมหันต์ สมควรประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่แผ่นดิน!"
สิ้นคำประกาศิตของนาง ดาบเล่มใหญ่ในมือของเพชฌฆาตก็ถูกเงื้อขึ้นสูง สะท้อนแสงจันทร์วับวามก่อนจะตวัดลงมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ!
ฉับ!
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมพื้นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ให้กลายเป็นสีชาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วท้องพระโรง ศีรษะของเสนาบดีจ้าวกลิ้งหลุกๆ ไปหยุดอยู่ที่ปลายฉลองพระบาทของไทเฮาผู้ทรงกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจกลัว
ซูเหม่ยหลินยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่สงบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ไร้ซึ่งความลังเล มีเพียงความสะใจอันล้ำลึกที่ค่อยๆ แผ่ซ่านขึ้นมาในอก ชัยชนะครั้งแรกนี้ช่างหอมหวานและงดงามยิ่งนัก หยดเลือดที่กระเด็นมาโดนพวงแก้มเนียนใสทำให้นางดูราวกับเทพเซียนผู้ลงทัณฑ์ มิใช่สตรีอ่อนแอในอดีตอีกต่อไป
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลวนเฟยอ๋องกลับทรงย่างพระบาทเข้ามาใกล้ร่างบางของนาง พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์หนาออกไป ใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบหยดเลือดที่ข้างแก้มของนางออกอย่างเบามือและทะนุถนอม ราวกับกำลังสัมผัสสิ่งล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า
"เปื้อนหมดแล้ว คนเก่งของเปิ่นหวาง" พระองค์ตรรัสกระซิบชิดพระ o
ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ท่ามกลางกลิ่นอายความตายรอบตัว
ทว่า ทันใดนั้นเอง ขันทีอีกคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ด้วยท่าทางที่ตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับชูหีบไม้ลงรักปิดทองประทับตราลัญจกรหงส์ไฟที่ส่งตรงมาจากแดนไกล
"ก... ทูลท่านอ๋อง กุนซือซู! มี... มีพระราชสาส์นด่วนที่สุดจากแดนเหนือ... แจ้งว่ากองทัพปริศนาสามแสนนายของ 'องค์ชายแคว้นเป่ย' ได้ข้ามผ่านด่านพรมแดนเข้ามาประชิดเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ซูเหม่ยหลินชะงักงัน รอยยิ้มบนริมฝีปากแข็งค้างไปในทันที นัยน์ตาลึกล้ำไหววับด้วยความตระหนักรู้บางอย่างที่น่ากลัว... แผนการของนางเพิ่งจะเริ่มต้น แต่หมากตานี้กลับถูกพลิกกลับด้วยเงาปริศนาที่รวดเร็วกว่าคาดคิด!
---
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันความอยุติธรรมไปพร้อมกับข้าใน40 ตอนนี้ค่ะ!
กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 18
เลือดที่ต้องชำระ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!