กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้ลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นคาวสนิมจางๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหรูหราของตำหนักบูรพา
ซูเหม่ยหลิน ในชุดคลุมปักลายหงส์คู่ด้ายทองคำบริสุทธิ์ทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีหมอกบางเบา ทอดสายตามองเงาของตนเองในกระจกทองเหลืองขัดเงาอย่างเชื่องช้า ปิ่นปักผมมุกราตรีสั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะการหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ นางไม่ได้มีความหวาดกลัวระคนอยู่บนดวงหน้าแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก—รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้พิษที่กำลังแย้มกลีบต้อนรับยามวิกาล
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่บานประตูไม้แกะสลักลายวิจิตรจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องมีเสียงรายงาน หลวนเฟยอ๋อง ก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายสีเงินยวด แววตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองร่างบางที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ประกายความเดือดดาลและห่วงกังวลวาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีตามวิสัยของอสุรกายทมิฬ
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เหม่ยหลิน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กดต่ำจนน่ากลัวดังลอดไรฟัน หลวนเฟยอ๋องสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวนางในสามก้าว มือหนาเอื้อมไปควบกุมเรียวแขนบอบบางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก "การเอาชีวิตของตนเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเพื่อให้สุนัขจนตรอกอย่างไทเฮาเผยหางออกมา... เจ้าคิดว่าชีวิตของเจ้าไม่มีค่าพอที่จะต้องทะนุถนอมเลยหรือไร"
ซูเหม่ยหลินไม่สะดุ้งสะเทือน นางเพียงช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นผู้นี้ รอยยิ้มบนเรียวปากแย้มกว้างขึ้นอีกนิด นางขยับข้อมือเป็นอิสระจากการเกาะกุมอย่างนุ่มนวล ก่อนจะยกมือขึ้นจัดปกเสื้อให้อีกฝ่ายด้วยท่าทีเรียบเรื่อย ราวกับภริยากำลังต้อนรับสามีกลับจากราชioการ "ท่านอ๋องโปรดใจเย็นลงก่อนค่ะ หมากตานี้หากไม่ยอมเสียเบี้ยตัวสำคัญ ไยเลยจะรุกฆาตขุนพลฝั่งตรงข้ามได้"
"ข้าไม่สนใจหมากกระดานใดๆ ทั้งสิ้น หากเบี้ยตัวนั้นคือเจ้า!" หลวนเฟยอ๋องคำรามในลำคอ มือใหญ่อีกข้างเชยคางนางขึ้นบังคับให้สบตา "นางงูพิษแซ่โจวเตรียมยาพิษไร้ลักษณ์ไว้ในถ้วยชาที่จะนำมาให้เจ้าในงานเลี้ยงค่ำนี้ ข้ารู้เรื่องนี้แล้ว... ให้คนของเราบุกเข้าไปจับกุมนางเสีย ไม่เห็นจะต้องเอาร่างกายของเจ้าไปรับฤทธิ์พิษนั้นจริงๆ!"
"แล้วหลักฐานเล่าเพคะ?" ซูเหม่ยหลินย้อนถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราชมีดโกน "หากท่านอ๋องบุกจับกุมโดยไร้หลักฐานมัดตัวแน่นหนา ตระกูลโจวและขุนนางฝ่ายเหนือจะแก้ต่างอย่างไร พวกมันจะอ้างว่าท่านใช้อำนาจตามอำเภอใจ ใส่ร้ายป้ายสีตระกูลขุนนางเก่าแก่ แคว้นจะปั่นป่วน ราษฎร์จะเสื่อมศรัทธา... ท่านอยากให้บัลลังก์ที่ท่านอุตส่าห์ปกป้องมาต้องแปดเปื้อนด้วยข้อหาสาม ภัยการเมืองเช่นนี้หรือ"
หลวนเฟยอ๋องนิ่งงัน กรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น ความจริงข้อนี้เขารู้ดีที่สุด แต่วิธีการของสตรีตรงหน้ากลับเดิมพันด้วยลมหายใจของนางเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่มีวันยอมรับได้
"ข้ามี 'ไข่มุกสกัดวิญญาณ' ที่ท่านหมอเทวดามอบให้" ซูเหม่ยหลินกล่าวต่อ น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดันนั้น นางเอื้อมมือไปแตะหลังมือหนาที่กำแน่น "มันสามารถต้านทานพิษไร้ลักษณ์ได้ถึงเจ็ดส่วน แม้ข้าจะต้องเจ็บปวดทรมานจากการขับพิษอยู่บ้าง แต่นั่นแลกมากับการที่ไทเฮาจะจำนนด้วยหลักฐานคาตา ทรงลงพระนามในราชโองการสารภาพความผิดด้วยพระองค์เอง... คุ้มค่ามิใช่หรือคะ"
"เจ้าใจร้ายนัก ซูเหม่ยหลิน" หลวนเฟยอ๋องดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอกแน่น ศีรษะได้รูปซบลงกับลาดไหล่ของนาง สูดดِمความหอมจากเรือนผมของนางราวกับคนใกล้ตาย "เจ้าใจร้ายกับข้าเสมอ... เจ้าไม่เคยรู้เลยหรือว่า ทุกครั้งที่เจ้าเจ็บปวด หัวใจของข้าเหมือนถูกฉีกทิ้งเป็นชิ้นๆ"
ซูเหม่ยหลินนิ่งไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชามาตลอดหลายปีจากการล้างแค้น เกิดรอยร้าวอันอบอุ่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางยกมือขึ้นโอบกอดแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้แข็งกร้าวต่อคนทั้งโลก แต่กลับอ่อนโยนจนน่าใจหายกับนางเพียงคนเดียว
"ข้าแค้นฝังกระดูกเพคะท่านอ๋อง" นางกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของเขา "ความตายของคนสกุลซูทั้งร้อยชีวิตในกองเพลิงวันนั้น ยังคงกรีดร้องอยู่ในความฝันของข้าทุกค่ำคืน หากข้าไม่ลากคอผู้บงการเบื้องหลังมาลงทัณฑ์ด้วยมือตนเอง ข้าก็ไม่มีวันเป็นอิสระ... และความรักที่ท่านมอบให้ ข้าก็คงไม่มีสิทธิ์2รับมันอย่างเต็มภาคภูมิเช่นกัน"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน ก่อนที่หลวนเฟยอ๋องจะผละออก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความเยือกเย็นกลับคืนมา แววตาดุดันฉายประกายอำมหิตขึ้นอีกครั้ง "ดี... ในเมื่อเจ้าเลือกทางนี้ ข้าจะเป็นผู้ปิดล้อมทุกเส้นทางหนีของพวกมันเอง ไม่มีใครหน้าไหนรอดไปได้แม้แต่คนเดียว"
เวลาล่วงเลยจนถึงยามอิ๊ด (21.00 - 22.50 น.)
ภายในโถงจัดเลี้ยงฝ่ายใน แสงจากโคมไฟกระดาษทาน้ำมันสว่างไสวขับเน้นความงดงามของสตรีสูงศักดิ์ในชุดแพรพรรณหลากสีสัน กลิ่นหอมของสุราดอกท้อลอยฟุ้งเคล้าคลอไปกับเสียงบรรเลงพิณกู่เจิงอันไพเราะ
ซูเหม่ยหลินนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งที่โดดเด่นรองจากไทเฮา ชุดคลุมสีหงส์เพลิงขับเน้นผิวขาวผ่องดั่งหยกอุ่น รอยยิ้มประดับบนดวงหน้าอย่างงดงามไร้ที่ติ ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับกวาดมองความเคลื่อนไหวรอบกายอย่างรวดเร็ว นางเห็นสายตาคู่หนึ่งที่มองมาด้วยความริษยาและอำมหิต—ไทเฮาโจวซื่อ พระพันปีผู้กุมอำนาจในฝ่ายใน กำลังแย้มพระ oสรวลอย่างอ่อนโยนให้แก่ขันชราผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังประคองถาดกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามบรรจุจอกชาอุ่นๆ เดินตรงมาทางนาง
"กุนซือซู วันนี้เจ้าเหน็ดเหนื่อยกับการจัดการราชกิจในวังหลวงมาทั้งวันแล้ว" ไทเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเมตตาปรานี ทว่าแววตากลับซ่อนความเยียบเย็นไว้มิดชิด "นี่คือชาสมุนไพรบำรุงโลหิตสูตรพิเศษที่ข้าให้ห้องเครื่องต้มเคี่ยวเป็นพิเศษ ดื่มเสียหน่อยเถิด จะได้นอนหลับสนิท"
นางกำนัลขันทีคุกเข่าลง ประคองถาดชาถวายตรงหน้า ซูเหม่ยหลินกวาดสายตามองไอน้ำที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากถ้วยชาจอกนั้น กลิ่นอายของมันเจือจางเสียจนคนทั่วไปไม่อาจแยกแยะได้ แต่นางผู้เคยผ่านความตายมาแล้วย่อมรู้ดีว่า นั่นคือพิษ 'ไร้ลักษณ์' ที่จะทำให้โลหิตไหลย้อนกลับภายในสามชั่วยาม
นางยื่นมือออกไปรับถ้วยชาด้วยท่าทีสงبงาม ไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย สายตาทุกคู่ในห้องโถงต่างจับจ้องมาที่นาง บ้างสมน้ำหน้า บ้างเย้ยหยัน บ้างระแวดระวัง
ซูเหม่ยหลินยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก
*ติ๊ด...* เสียงหยดน้ำจากระเบื้องเคลือบกระทบพื้นดังสะท้อนในโสตประสาท
ในจังหวะที่ริมฝีปากบางกำลังจะแตะขอบจอกชา และไทเฮากำลังจะแย้มพระสรวลอย่างผู้ชนะนั้นเอง—
*โครม!!*
ประตูบานใหญ่ของโถงจัดเลี้ยงถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพลังภายในอันมหาศาล เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวตามด้วยเสียงร้องตะโกนก้องขององครักษ์เกราะดำนับร้อยที่กรูเข้ามาปิดล้อมทุกทางเข้าออก
"บังอาจ!" ไทเฮาลุกขึ้นตบโต๊ะทรงพระสรวลด้วยความกริ้ว "ใครบังอาจสามห่ามบุกเข้ามาในตำหนักในยามวิกาล!"
เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬเต็มยศก้าวเข้ามาท่ามกลางความตื่นตระหนกของทุกคน หลวนเฟยอ๋องทรงพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ในพระหัตถ์ ดวงตาดุดันกวาดมองเหล่าขุนนางและนางกำนัลที่หมอบกราบด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่พระเนตรคมกริบจะพุ่งตรงมาที่ถ้วยชาในมือของซูเหม่ยหลิน และหยุดอยู่ที่ใบหน้าซีดเผือดของไทเฮา
"ทูลไทเฮา..." หลวนเฟยอ๋องแย้มพระสรวลเย็นเยียบ ทว่าไร้ซึ่งไออุ่นใดๆ "กระหม่อมนำกองกำลังมาอารักขากุนซือซู... และนำ 'ของขวัญ' ชิ้นใหญ่มาถวายพระองค์เช่นกัน"
ซูเหม่ยหลินค่อยๆ ลดถ้วยชาลง วางมันกลับลงบนถาดกระเบื้องช้าๆ อย่างมั่นคง นางเงยหน้าขึ้นสบตากับไทเฮาด้วยรอยยิ้มที่ลึกล้ำและทรงพลังที่สุด
ก่อนที่ขันทีหน้าห้องโถงจะประกาศเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดผวา
"ท... ทูลไทเฮา... กองกำลังทหารรักษาพระราชวังนอกเมือง... ถูกกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของท่านอ๋องเข้ายึดครองทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ผู้ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งการแก้แค้นมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 17
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!