กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 16

เสียงกระซิบจากอดีต

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นกำยานมดยอบและไม้กฤษณาเผาไหม้จนเจือจางเหลือเพียงควันสีเทาจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เบื้องหน้าม่านมุกโปร่งแสง กลิ่นอายอันคุ้นเคยนี้... เป็นกลิ่นเดียวกับที่เคยคละคลุ้งอยู่ในห้องทรงอักษรลับ ณ ตำหนักบูรพาเมื่อสามปีก่อน ซูเหม่ยหลินชะงักปลายพู่กันขนหมาป่าในมือ น้ำหมึกสีดำสนิทที่กำลังจรดลงบนกระดาษสาเนื้อดีจึงหยดลงเป็นจุดด่างพร้อย ทำลายความสมบูรณ์แบบของตัวอักษรจีนที่นางตั้งใจเขียนขึ้นทีละขีดอย่างประณีต นางมิได้ขยับกายเพื่อปัดเป่าความเสียหายนั้น ดวงตาคู่หงส์ที่มักสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึกกลับไหววับชั่วขณะ แพขนตางอนหนาทอดเงาลึกลงบนพวงแก้มเนียนนุ่ม ยามเมื่อหูของนางแว่วเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้เรือนรับรองส่วนตัวทีละน้อย... เป็นจังหวะก้าวที่นางจดจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงหัวใจของตนเอง ประตูไม้แกะสลักลวดลายเมฆมงคลถูกผลักเปิดออกด้วยมือหนาของบุรุษผู้หนึ่ง หลวนเฟยอ๋องก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในอาภรณ์คลุมผ้าต่วนสีนิลปักดิ้นเงินลายมังกรห้ากรงเล็บ ชายเสื้อยาวลากพื้นกวาดผ่านกระเบื้องเคลือบสีมุกอย่างเงียบเชียบ ทว่ารังสีความเยือกเย็นและดุดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่กลับทำให้บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงหลายองศาในพริบตา พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬกวาดมองสำรวจทั่วห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างบางของสตรีในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ "ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ เหตุใดกุนซือซูจึงยังไม่พักผ่อน เลือดลมในกายเจ้าเพิ่งจะสงบลงได้ไม่นาน ยามนี้ลมหนาวนอกหน้าต่างเริ่มแรงขึ้นแล้ว" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่มั่นคง แฝงความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูเหม่ยหลินต้องแอบกำด้ามพู่กันในมือแน่นขึ้น คือประกายแสงในพระเนตรคู่นั้น... ประกายแสงที่มิได้ว่างเปล่าดั่งเช่นวันแรกที่พบกัน แต่มันมีความทรงจำที่กำลังปะทุขึ้นราวกับเปลวไฟใต้เถ้าถ่าน นางค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินฝนหมึกอย่างเชื่องช้า แล้วหมุนตัวกลับมาประสานมือคำนับตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ "ทูลท่านอ๋อง หม่อมฉันมีเรื่องให้ต้องขบคิดจนล่วงเลยเวลา ราตรีนี้ลมหนาวพัดแรงก็จริง แต่หาได้หนาวยะเยือกเท่าความจริงในราชสำนักไม่เพคะ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในแพรไหม หลวนเฟยอ๋องสาวพระบาทเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยโชยเข้าปะทะนาสิกของซูเหม่ยหลิน ยิ่งพระองค์เข้ามาใกล้เท่าใด ความทรงจำที่นางพยายามฝังกลบไว้ในห้วงลึกแห่งอดีตก็ยิ่งตื่นตัวขึ้นมาร่ำร้องราวกับมีชีวิต *ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในโสตประสาท...* ในคืนที่ตำหนักบูรพาเพลิงลุกท่วม ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งโลหิต ซูเหม่ยหลินในชุดกุนซือชุ่มโชกไปด้วยเลือดและหยาดน้ำตา นางกำลังจะสิ้นลมอยู่ท่ามกลางกองซากปรักหักพัง ทว่าในวินาทีสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบ นางจำได้ว่ามีอ้อมแขนที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าคู่นี้เข้ามารวบร่างของนางไว้แนบอก เสียงทุ้มต่ำที่สั่นเครืออย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนกระซิบอยู่ข้างใบหู... *‘เจ้าต้องมีชีวิตรอด... เหม่ยหลิน... ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินล้างบางทรชนทั่วหล้า เปิ่นหวางก็จะหาตัวเจ้าให้พบ’* ซูเหม่ยหลินกะพริบตาถี่เพื่อขับไล่ภาพมายาเหล่านั้นออกไป นางเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์คมคายที่อยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ ทว่ายามนี้ นางสังเกตเห็นร่องรอยความเจ็บปวดบางอย่างที่ฉายชัดขึ้นในพระเนตรของหลวนเฟยอ๋อง พระองค์มิได้มองนางเป็นเพียงแค่กุนซือผู้ปราดเปรื่องหรือหมากตัวสำคัญในการโค่นล้มตระกูลอัครมหาเสนาบดีอีกต่อไปแล้ว พระหัตถ์หนายื่นออกมาช้าๆ ปลายนิ้วสอบสัมผัสลงบนเส้นผมสีดำสนิทที่ปล่อยสยายเคลียพระอังสาของนางอย่างแผ่วเบາ ราวกับเกรงว่าหากใช้แรงเพียงนิดเดียว ภาพตรงหน้าจะสลายกลายเป็นควันหมอก "เจ้าจำได้แล้วใช่หรือไม่..." หลวนเฟยอ๋องตรัสกระซิบแผ่วเบา ชิดริมพระโอษฐ์เกือบจะแนบกับใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างแก้มทำให้ซูเหม่ยหลินขนลุกชันไปทั่วร่าง "แววตาของเจ้าในยามนี้... มิได้มองเปิ่นหวางด้วยความหวาดระแวงหรือเยชาชาดั่งวันแรกอีกต่อไปแล้ว" ซูเหม่ยหลินนิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาตั้งแต่ฟื้นคืนชีพในร่างใหม่นี้ นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ฉลาดล้ำเลิศเพียงใด การซ่อนเร้นความแค้นและตัวตนภายใต้หน้ากากกุนซือไร้ใจของนางอาจหลอกคนทั้งโลกได้ แต่ไม่สามารถหลอกสายตาของพญามารผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ผู้นี้ได้ตลอดรอดฝั่ง "หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ท่านอ๋องตรัสเพคะ..." นางเอ่ยเสียงเบา พยายามถอยหลังหลีกเลี่ยงการสัมผัสอันตรายนั้น ทว่าเอวบางกลับถูกพระหัตถ์แกร่งรวบเข้าหาพระoniอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ดึงร่างของนางเข้าไปแนบชิดกับแผงพระอุระที่กำยำ "เจ้าดื้อด้านมาตลอด ซูเหม่ยหลิน" หลวนเฟยอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงที่เจือแววตัดพ้อเล็กน้อย ทว่าแววตากลับลẫกลึกและร้อนแรงดั่งถ่านไฟเก่าที่ถูกลมพัดโหม "เจ้าคิดว่าการเปลี่ยนชื่อแซ่ สวมรอยเป็นสตรีอัปลักษณ์ในหุบเขาโอสถ แล้วใช้สติปัญญาอันเฉียบคมมาวางแผนล้างแค้นด้วยตนเอง จะทำให้เปิ่นหวางจดจำสตรีในดวงใจของตนไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ?" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจซูเหม่ยหลิน นางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ความลับที่นางปกปิดไว้ด้วยชีวิต... บัดนี้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างหมดเปลือกต่อหน้าบุรุษผู้เป็นทั้งคู่คิดและศัตรูทางการเมืองคนนี้แล้ว! ทว่า ก่อนที่ซูเหม่ยหลินจะได้เอ่ยปากแก้ต่างหรือถอยร่นป้องกันตัว เสียงฝีเท้ารat-a-tat ขององครักษ์เงาก็พุ่งทะยานเข้ามาหยุดคุกเข่าอยู่หน้าประตูเรือนด้วยความร้อนรน "ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของหัวหน้าองครักษ์เงาสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "ราชยโองการด่วนจากห้องเครื่องหลวง... พระสนมเอกกุ้ยเฟยถูกพบสิ้นพระชนม์ในตำหนักเย็น สภาพศพ... ถูกวางยาพิษชนิดเดียวกับที่ใช้ปลิดชีพฮองเฮาเมื่อสามปีก่อนพ่ะย่ะค่ะ!" หลวนเฟยอ๋องชะงัก พระเนตรที่ทอดมองซูเหม่ยหลินเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมดั่งอสุรกายทมิฬในพริบตาเดียว พระหัตถ์ที่โอบเอวบางอยู่ค่อยๆ คลายออกช้าๆ ทว่าสายพระเนตรยังคงจับจ้องที่นางไม่วางตา ซูเหม่ยหลินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ความตกใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยประกายตาดุดันและเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม นางรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การลอบสังหารธรรมดา แต่มันคือ ‘การประกาศสงคราม’ จากเงาดำในวังหลังที่เชื่อมโยงกับเบื้องหลังความตายของนางในอดีต! หลวนเฟยอ๋องหันไปมองหน้าประตู ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูซูเหม่ยหลินด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจนน่ากลัว "ดูเหมือนว่า... หมากกระดานนี้จะมีคนร้อนรนอยากตายเร็วกว่ากำหนดเสียแล้วกระมัง กุนซือซู..." -------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งการแก้แค้นนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%