กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 15

พิธีล่าสัตว์แห่งโชคชะตา

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
เสียงสายธนูดีดสะท้านอากาศกังวานดุจเสียงกรีดร้องแห่งความตาย ลูกศรขนนกกระเรียนปักเข้ากลางลำตัวกวางป่าสีทองอย่างแม่นยำ มันทรุดกายลงบนพรมหญ้าสีเขียวขจี ทิ้งคราบเลือดสีแดงฉานตัดกับความงามของธรรมชาติอย่างไร้ความปรานี ซูเหม่ยหลินก้าวลงจากหลังอาชาสีหมอก สวมชุดขี่ม้าผ้าไหมปักดิ้นทองลายเมฆมงคล รัดกุมแต่ทว่าสง่างาม หมวกปีกกว้างประดับขนนกปักด้วยอัญมณีสีนิลช่วยบังแสงแดดที่สาดส่องลงมาในผืนป่าล่าสัตว์หลวง นางปรายตามองซากสัตว์เบื้องหน้าด้วยแววตาราบเรียบ ดุจผิวน้ำในบึงลึกที่ไม่มีวันสะท้อนเงาของสิ่งใด "ฝีมือการยิงธนูของเจ้ายังเฉียบคมไม่เปลี่ยน... แม่นางซู" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเสียงกีบเท้าม้าที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ หลวนเฟยอ๋องประทับบนหลังอาชาสีดำสนิทราวกับมรกตทมิฬ ฉลองพระองค์ชุดนักล่าผ้าต่วนสีนิลปักลายพยัคฆ์ทะยานเมฆาด้วยดิ้นเงินเข้ม ขลิบขอบด้วยขนจิ้งจอกหิมะสีขาวบริสุทธิ์ขับเน้นพระพักตร์คมคายดุจเทพสลักให้ดูดุดันและเยือกเย็นยิ่งขึ้น พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวป่าทอดมองนางด้วยประกายความนัยที่อ่านไม่ออก "ฝ่าบาททรงล้อเล่นแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่เล็งไปยังจุดที่สมควรจะปลิดชีพ เพื่อไม่ให้มันต้องทรมานเยี่ยงนี้ก็เท่านั้น" เหม่ยหลินตอบกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง นางเหลือบสายตาขึ้นมองบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพ ท่ามกลางบรรยากาศรอบกายที่เริ่มคุกรุ่นด้วยกลิ่นอายของการแข่งขันและการเมือง พิธีล่าสัตว์แห่งโชคชะตาประจำปีหาใช่เพียงการผ่อนคลายอิริยาบถของราชสำนักไม่ หากแต่เป็นสังเวียนนองเลือดที่ซ่อนเร้นภายใต้หน้ากากของความบันเทิง ขุนนางฝ่ายอัครเสนาบดีหลี่และกลุ่มก๊กขุนนางเก่าแก่ต่างพากันรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เพื่อรอเวลาสะกัด1ขัดขาและทดสอบความภักดีของฝ่ายองค์ชายอ๋อง "เจ้าคิดว่าวันนี้ ใครจะเป็นเหยื่อรายแรกที่เดินเข้ามาติดกับดักที่เราวางไว้?" หลวนเฟยอ๋องโน้มพระวรกายลงต่ำ กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นสนป่าจางๆ ลอยปะทะนาสิกของนางในระยะประชิด "ไม่ต้องรอให้พวกมันเดินมาหรอกเพคะ... เพราะตอนนี้ สุนัขล่าเนื้อบางตัวเริ่มวิ่งพล่านหาทางเอาตัวรอดกันแล้ว" เหม่ยหลินแย้มรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางฤดูหนาว ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าหลายสิบตัวก็ควบทะยานแหวกพงหีบเข้ามาอย่างเร่งรีบ ผู้นำขบวนคือใต้เท้าจาง ขุนนางผู้ใหญ่ผู้แปรพักตร์ไปซบฝั่งอัครเสนาบดีหลี่ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเหงื่อกาฬที่ไหลซึมเต็มกรอบหน้า แม้จะพยายามรักษาท่าทีให้สงบเยือกเย็นเพียงใดก็ตาม "ถวายบังคมหลวนเฟยอ๋อง... และท่านกุนซือซู" ใต้เท้าจางลงจากหลังม้าคุกเข่าลงเบื้องหน้าทั้งสอง พระพักตร์ของหลวนเฟยอ๋องยังคงไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ขณะที่เหม่ยหลินเพียงแต่ปรายตามองเขาด้วยหางตา ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง "ใต้เท้าจาง ลมอะไรหอบท่านมาไกลถึงเขตล่าสัตว์ชั้นในเช่นนี้เล่า? หรือว่าเก้งกวางฝั่งพวกท่านจะวิ่งหนีมาตายแถวนี้หมดแล้ว" เหม่ยหลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือแววเยาะหยันอย่างไม่ปิดบัง "กราบทูล... กระผมติดตามร่องรอยของเสือดาวหิมะจนหลงเข้ามาในเขตหวงห้ามพ่ะย่ะค่ะ เห็นทีจะเป็นการรบกวนเวลาสำราญของพระองค์และท่านกุนซือ..." ใต้เท้าจางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย สายตาเหลือบมองซากกวางทองสลับกับเงาของทหารองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้หนาทึบ หลวนเฟยอ๋องไม่ได้ตรัสสิ่งใด ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นแตะด้ามกระบี่ข้างพระoreณอย่างเกียจคร้าน ทว่ากิริยานั้นกลับสร้างความกดดันมหาศาลจนใต้เท้าจางต้องก้มหน้าชิดติดพื้นดิน ดินป่าชื้นแฉะเปรอะเปื้อนอาภรณ์หรูหราของขุนนางใหญ่ แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว "เสือดาวหิมะรึ?" เหม่ยหลินทวนคำ น้ำเสียงกังวานใสแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่คุกเข่าอยู่ช้าๆ เสียงรองเท้าหนังเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งกรอบดังกรอบแกรบดั่งเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังเดินถอยหลัง "น่าแปลกเสียจริง ใต้เท้าจาง... ป่าผืนนี้ไม่มีเสือดาวหิมะมานานกว่าสิบปีแล้ว มีแต่สุนัขรับใช้ที่คิดจะแอบลัก1ลอบส่งข่าวให้พวกกบฏต่างหากเล่า" ร่างของใต้เท้าจางสะท้านเฮือก สีหน้าซีดเผือดลงในพริบตา "ท่านกุนซือ... พระองค์ตรัสล้อเล่นกระผมกระมัง กระผมมีความจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์มาโดยตลอด..." "ความจงรักภักดีงั้นหรือ?" หลวนเฟยอ๋องตรัสขึ้นด้วยพระสุรเสียงเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก พระเนตรคมกราบจ้องมองขุนนางผู้นั้นราวกับจะฉีกร่างให้เป็นชิ้นๆ "จดหมายลับที่เจ้าส่งให้คนของตระกูลหลี่เมื่อคืนก่อน... บันทึกการเคลื่อนพลของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่เจ้าแอบคัดลอก... สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานของความจงรักภักดีที่เจ้ามอบให้เราใช่หรือไม่!" สิ้นพระสุรเสียง เอกสารแผ่นหนาที่ประทับตราลับถูกโยนลงตรงหน้าของใต้เท้าจาง ข้อมูลทุกบรรทัด รายละเอียดทุกตัวอักษรที่เขาเคยคิดว่าทำลายทิ้งอย่างสะอาดหมดจด บัดนี้กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าในสภาพที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ใต้เท้าจางเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เขาล้มพับลงไปกองกับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนพูดไม่ออก "นี่... นี่มัน..." "เจ้าคิดว่าแผนการลับในห้องหนังสือของอัครเสนาบดีหลี่ จะรอดพ้นจากสายตาของตาข่ายข่าวกรองที่เราโปรยไว้ทั่วเมืองหลวงได้อย่างนั้นหรือ?" เหม่ยหลินโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเขา น้ำเสียงแผ่วเบาดั่งเสียงกระซิบของปีศาจ ทว่าชัดเจนแจ่มแจ้งในความเงียบงันของผืนป่า "พวกเจ้าเล่นเกมการเมืองสกปรกกันมามากพอแล้ว... ถึงเวลาที่หมากตัวนี้จะต้องถูกเขี่ยทิ้งเสียที" "ฆ่า..." หลวนเฟยอ๋องเอ่ยคำบัญชาสั้นๆ ออกจากพระโอษฐ์อย่างไร้ความลังเล ก่อนที่ใต้เท้าจางจะได้เปล่งเสียงร้องขอชีวิต คมดาบขององครักษ์เงาก็พาดผ่านลำคอของเขาในเสี้ยววินาที เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นลงบนพื้นหญ้าสีเขียวขจี กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปกับกลิ่นอายสนป่า หลวนเฟยอ๋องทอดพระเนตรภาพนั้นด้วยพระพักตร์เรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกเวทนาใดๆ ดั่งเช่นที่เคยเป็นมาตลอดชีวิตนักรบของพระองค์ เหม่ยหลินยืนมองร่างไร้ลมหายใจด้วยแววตาสงบนิ่ง มือเรียวบางภายใต้ถุงมือหนังยกขึ้นจัดปีกหมวกของตนให้เข้าที่อย่างประณีต นางหันกลับมาสบพระเนตรกับหลวนเฟยอ๋อง ทั้งสองสอดประสานสายตากันในความเงียบงัน ท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวเลือดที่เริ่มดึงดูดฝูงกาป่าให้บินว่อนเหนือยอดไม้ "ดูเหมือนว่า... ขุนนางฝ่ายนั้นคงจะเริ่มนั่งไม่ติดกันแล้วกระมังเพคะ" เหม่ยหลินเอ่ยขึ้น รอยยิ้มเย้ายวนปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างผู้กำชัยชนะ "ปล่อยให้พวกมันดิ้นรนไปก่อนเถอะซูเหม่ยหลิน..." หลวนเฟยอ๋องยื่นพระหัตถ์หนามาจับบังเหียนม้าของนางให้เข้ามาใกล้ พระเนตรคมกริบทอดมองนางด้วยความลึกซึ้งที่อ่านยาก "เพราะเหยื่อตัวจริง... ยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้ามาในเขตสังเวียนนี้ด้วยซ้ำ" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าของม้ารวดเร็วผิดปกติก็ดังแทรกเข้ามาจากแนวป่าลึกทางทิศเหนือ ฝุ่นตลบอบอวลพร้อมกับธนูเพลิงดอกหนึ่งที่พุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งเข้ามาปักลงบนต้นไม้ใหญ่ข้างกายของทั้งสองอย่างเฉียดฉิว! ไปรษณีย์ลับจากเมืองหลวง... ม้วนผ้าไหมสีชาดสะท้อนแสงไฟเพลิง ส่งตรงถึงพระหัตถ์ของหลวนเฟยอ๋องโดยองครักษ์หน้าตาตื่นตระหนก ทรงคลี่มันออกเพียงนิดเดียว... ก่อนที่พระพักตร์ที่เคยเยือกเย็นดุจหินผาจะแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมนดั่งพายุฝนทมิฬ พระเนตรเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างที่เหม่ยหลินไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายปี! "...มีพระราชโองการด่วนจากห้องบรรทม..." หลวนเฟยอ๋องตรasด้วยพระสุรเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย "พระชายาเอก... ถูกลอบปลิดชีพในตำหนักในแล้ว!" ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ในเส้นทางแห่งกลยุทธ์และการล้างแค้นอันเข้มข้นนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ! -- เงียบแต่ฟาดเรียบ --
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%