เสียงหินหยกสีนิลกระทบกระดานไม้จันทน์หอมดัง *‘แกร็ก’* เป็นจังหวะเดียวกับที่หัวใจของบรรดาขุนนางฝ่ายซ้ายต่างกระตุกวูบ
ซูเหม่ยหลินหาได้ใส่ใจเม็ดหมากที่กลิ้งหล่นเมื่อครู่ไม่ ปลายนิ้วเรียวดั่งลำเทียนที่สวมปลอกเล็บทองคำประดับไข่มุกราตรีค่อยๆ บรรจงหยิบหมากตัวใหม่ขึ้นมาคีบอย่างเชื่องช้า ชุดคลุมไหมปักลายหงส์เพลิงสีชาดทับด้วยผ้าโปร่งปักดิ้นเงินสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับแวม ขับเน้นเรือนร่างระหงให้ดูสง่างามเยือกเย็นราวกับเทพเซียนผู้ลงมาทัณฑ์ทัณฑ์มนุษย์
ณ โถงรับรองตำหนักบูรพา ยามนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความกดดันที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าขุนนางฉลาดแกมโกงนับสิบชีวิตยืนตัวเกร็ง เหงื่อกาฬซึมไหลตามไรผม ทว่าเบื้องหน้าพวกเขากลับมีเพียงสตรีร่างบางผู้หนึ่ง และบุรุษในชุดเกราะทมิฬประดับลายพยัคฆ์ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมเกรียมไร้ความปรานี
“ใต้ับเสนาบดีหลี่... ท่านอ้างว่าแผนผังค่ายกลลำน้ำซุนของกองทัพพิทักษ์แผ่นดินเมื่อสามปีก่อน เป็นผลงานการคิดค้นของเสนาบดีฝ่ายขวาผู้ล่วงลับอย่างนั้นหรือคะ?”
น้ำเสียงหวานใสที่เอ่ยถามนั้นราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้คลื่นลม ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนผู้ฟังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ซูเหม่ยหลินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา นางเพียงปรายหางตามองกระดานหมากรุกที่จำลองยุทธการครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งในพงศาวดารฉบับทางการได้บันทึกไว้ว่าเป็นความผิดพลาดของแม่ทัพผู้ล่วงลับ จนทำให้แคว้นต้องสูญเสียไพร่พลไปนับหมื่น
หลี่จงเหวินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมปลาทูที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งจิตใจของนาง “ระ... เรื่องนั้น บันทึกทางราชการก็ระบุไว้ชัดเจน พลเรือตรี... เอ่อ ฝ่ายเสนาบดีกรมทหารเป็นผู้เสนอแผนนี้ขึ้นมา ฝ่าบาททรงมีพระราชสาส์นรับรองแล้ว เหตุใดกุนซือซูจึงกล้ากล่าวหาว่าบันทึกเหล่านั้นเป็นเท็จเล่า!”
“บันทึกทางราชการหรือคะ?” ซูเหม่ยหลินแย้มยิ้ม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยันที่งดงามทว่าบาดลึก นางวางเม็ดหมากในมือลงบนจุดอับสายตาบนกระดาน เสียงกระทบเบาๆ กลับดังสะท้อนก้องในโถงกว้าง “น่าเสียดายนัก... ที่ข้าดันจำได้แม่นยำว่า เมื่อสามปีก่อน ในคืนที่มีการประชุมลับเพื่ออนุมัติแผนผังค่ายกลนี้ เสนาบดีหลี่ผู้เจริญ ท่านมิได้เข้าร่วมประชุมด้วยเหตุผลว่าป่วยหนักล้มหมอนนอนเสื่อ... แล้วเหตุใด ท่านจึงรู้รายละเอียดลึกซึ้งถึงเพียงนี้เล่าว่าผู้ใดเป็นคนเสนอ หรือว่า... ท่านเป็นคนแอบแก้ไขตัวเลขกระแสน้ำในแผนที่ฉบับจริง เพื่อให้กองทัพเดินเข้าสู่หุบเขามรณะด้วยตนเองกันแน่คะ?”
สิ้นคำกล่าวนี้ บรรยากาศภายในโถงพลันเงียบกริบลงชั่วพริบตา เสนาบดีหลี่หน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทิ้มราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เขาอ้าปากพะงาบๆ ทว่าไม่อาจหาคำแก้ตัวใดมาหักล้างความจริงที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจากหลุมศพแห่งกาลเวลาได้ ความรู้จากอนาคตที่นางถือครอง ไม่ใช่เพียงแค่การคาดการณ์ แต่คือ ‘หลักฐาน’ ที่กาลเวลายังมิอาจลบเลือน
“บังAาญ! เจ้าเป็นเพียงสตรีในเรือนเบื้องหลัง มีสิทธิ์อันใดมากล่าวหาขุนนางขั้นหนึ่ง!” หลี่จงเหวินหมดหนทางจึงใช้เสียงดังเข้าข่ม ขยับกายหมายจะพุ่งเข้าหาโต๊ะหมากรุกเพื่อทำลายหลักฐาน
ทว่า... เร็วกว่าแสงประกายดาบ
*ฉัวะ!*
คมดาบสีนิลกาฬพาดผ่านอากาศด้วยความเร็วสูง ปลายกระบี่เย็นเฉียบหยุดนิ่งอยู่ห่างจากลำคอของเสนาบดีหลี่เพียงมิลลิเมตรเดียว กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลง หลวนเฟยอ๋องผู้ประทับนั่งเงียบๆ อยู่ด้านข้างมาโดยตลอด ค่อยๆ ปรายพระเนตรมองขุนนางผู้ตื่นตระหนกด้วยแววตาดุจพญายมราชผู้พร้อมปลิดชีพ
“เปิ่นหวางยังมิได้อนุญาตให้เจ้าส่งเสียงเห่าหอนในตำหนักนี้” สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงสคำ หลวนเฟยอ๋องขยับพระวรกายเล็กน้อย อาภรณ์ปักดิ้นทองคำรูปมังกรทะยานฟ้าไหวระริกตามจังหวะการหายใจ พระองค์มิได้มองหน้าเสนาบดีผู้หวาดกลัวแม้แต่น้อย หากแต่สายพระเนตรอันล้ำลึกกลับทอดมองไปยังสตรีข้างกายด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก—มีความพึง5อใจ มีความปกป้อง และมีประกายความหลงใหลที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้ความเย็นชาอย่างแนบเนียน
ซูเหม่ยหลินชำเลืองมองเสี้ยวพระพักตร์คมคายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม หัวใจที่ด้านชามาตลอดหลายปีจากการถูกทรยศ ไหววูบลงเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ นางรู้ดีว่าการกระทำของตนในวันนี้เป็นการดึงชนวนระเบิดครั้งใหญ่ เปิดฉากสงครามการเมืองกับกลุ่มอำนาจเก่าอย่างเต็มรูปแบบ และหลวนเฟยอ๋อง... บุรุษผู้พร้อมจะใช้กำลังทหารหนุนหลังนางทุกย่างก้าว คือเกราะคุ้ม1ภัยที่แข็งแกร่งที่สุด
“ท่านอ๋องเพคะ...” ซูเหม่ยหลินเอ่ยเสียงแผ่วเบา ขณะยื่นมือไปแตะชายแขนเสื้อคลุมของอีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณ “คนผู้นี้ยังไม่ใช่ปลาตัวใหญ่ที่สุดที่เราต้องกักขังหรอกค่ะ เบื้องหลังเขายังมีเงาของไทเฮาที่คอยชักใยอยู่”
หลวนเฟยอ๋องแค่นพระsสรวลในลำพระgโอกอย่างเยียบเย็น มือหนาเอื้อมออกไปกุมมือเรียวนุ่มของนางไว้แน่น สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในแผ่นดิน ส่งผ่านความมั่นคงมาสู่นาง “ต่อให้เบื้องหลังมันจะเป็นเงาหัวของใคร หากบังAาญมาขวางทางเจ้า... เปิ่นหวางก็จะสับมันเป็นชิ้นๆ ให้แผ่นดินนี้ไม่มีที่กลบฝัง”
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังระอุไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและแรงใจอันมั่นคงของคนทั้งสอง ขันธ์ทีอาวุโสประจำพระองค์ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในโถงรับรอง รายงานด้วยเสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“ทะ... ท่านอ๋อง! พระราชโองการด่วนจากห้องทรงงานจักรพรรดิพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท... ฝ่าบาททรงถูกปลงพระชนม์แล้วเมื่อครู่! และในพระราชโองการฉบับสุดท้าย... ระบุว่าผู้กบฏที่ลอบสังหารฮ่องเต้ คือ กุนซือซูเหม่ยหลินพ่ะย่ะค่ะ!”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปมปริศนาและฟาดฟันอำนาจมืดไปพร้อมกับข้าพเจ้านะคะ
กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 5
รอยร้าวในพงศาวดาร
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!