ค่ำคืนนี้... ตำหนักอวี้หลานอาบไล้ด้วยแสงสีชาดจากโคมผ้าไหมปักลายหงส์คู่สวรรค์ กลิ่นอายความตายลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นหอมหวานของสุราดอกท้อหมักร้อยปีที่ถูกรินลงในจอกมรกตอย่างประณีต บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่เงียบงันจนได้ยินเสียงน้ำมันตะเกียงปะทุ แววตาของขุนนางนับร้อยคู่ต่างเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ประโยคกึกก้องเมื่อครู่ยังคงวนเวียนราiblมีดดาบกรีดแทงโสตประสาท *“ฝ่าบาท... ทรงถูกปลงพระชนม์แล้วเมื่อครู่! และในพระราชโองการฉบับสุดท้าย... ระบุว่าผู้กบฏที่ลอบสังหารฮ่องเต้ คือ กุนซือซูเหม่ยหลินพ่ะย่ะค่ะ!”*
ความโกลาหลระเบิดขึ้นในชั่วพริบตา เสียงซุบซิบดังระงมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
ข้า—ซูเหม่ยหลิน ยืนนิ่งสงอยู่ ณ ใจกลางพายุหมุนแห่งข้อกล่าวหา อาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองลายเมฆาคลื่นซัดสีชาดสะท้อนกับแสงไฟจนดูราวกับอาบไปด้วยโลหิตสมชื่อตอนที่พวกเขายัดเยียดให้ ข้ามิได้สะดุ้งสะเทือน มิได้หลั่งน้ำตาตื่นตระหนก ตรงกันข้าม... มุมปากของข้ากลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา เย็นเยียบ และทรงพลังพอกที่จะทำให้หัวใจของผู้อยู่เบื้องหลังแผนการนี้กระตุกวูบ
"ซูเหม่ยหลิน! เจ้ากล้าอาจหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ! สังหารพระองค์แล้วยังกล้ามานั่งยิ้มระรื่นในงานเลี้ยงต้อนรับที่พวกเราจัดให้เจ้าอีก!" เสียงหวีดแหลมของสนมเอกจางดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ นางก้าวออกมาจากแถวพร้อมกับชี้หน้าข้า ปลายนิ้วสั่นเทาด้วยความสะใจที่พยายามปิดไม่มิด นางคงคิดว่าตาข่ายแห่งความตายที่ถักทอร่วมกับตระกูลอัครเสนาบดีได้รัดกุมจนไม่มีทางดิ้นหลุดแล้วสินะคะ
ข้าค่อย ๆ ยกจอกสุราขึ้นจิบช้า ๆ อย่างผู้มีชัยเหนือเกม กวาดสายตามองใบหน้าตื่นตระหนกแกมสะใจของเหล่าขุนนางและสนมในห้องโถง ก่อนจะปรายตามองไปยังร่างสูงสง่าที่ประทับอยู่ ณ เก้าอี้ประธาน—หลวนเฟยอ๋อง
บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นอสุรกายทมิฬ ใบหน้าหล่อเหลาดุดันราวน้ำแข็งพันปี แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหิวโซคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความตกใจแม้แต่น้อย เขานั่งไขว่ห้าง มือใหญ่กุมจอกสุรานิ่งสนิท บรรยากาศรอบกายของเขากดดันจนผู้คนรอบข้างไม่กล้าหายใจแรง พระองค์ทรงจ้องมองข้า... สายตานั้นทั้งลึกล้ำ ดุดัน และอ่านไม่ออก ราวกับกำลังเดิมพันทุกสิ่งบนแผ่นดินนี้ร่วมกับข้า
"สนมจางใจร้อนเกินไปแล้วกระมังคะ" ข้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ กังวานใส กวาดสายตามองนางด้วยแววตาสมเพชระคนเวทนา "พระราชโองการประกาศก้องว่าข้าเป็นผู้ลงมือ แต่กระดาษแผ่นนั้น... หมึกยังไม่ทันแห้งสนิทดีด้วยซ้ำ พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าอักษรบนนั้นคือความจริง มิใช่รอยหมึกที่ถูกป้ายสีโดยพวกสุนัขลอบกัดบางกลุ่ม?"
"สามหรม! เจ้าบังอาจกล่าวหาเบื้องสูง!" ขุนนางเฒ่าฝ่ายอัครเสนาบดีตบโต๊ะลุกขึ้นตะคอกหน้าดำครึ่งแดง
"เบื้องสูงหรือ?" ข้าแค่นسเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ท่วงท่าการก้าวเท้าเดินออกจากวงล้อมงดงามราวกับการร่ายรำบนกองเลือด "ฮ่องเต้สวรรค์ผู้ทรงพระประชวรเรื้อรังมาแรมปี เหตุใดจึงเพิ่งมาสิ้นพระชนม์ในคืนที่ข้าเดินทางกลับมาเมืองหลวงพอดีเล่า? ช่างเป็นจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะเสียเหลือเกิน ราวกับมีผู้กำหนดฉากล่วงหน้า... ว่าจะต้องให้ซูเหม่ยหลินผู้นี้มารับเคราะห์แทนผู้ใดผู้หนึ่งที่กำลังนั่งสั่นกลัวความจริงอยู่ ณ ที่นี้"
สายตาของข้าคมกริบดั่งคมกระบี่ กวาดมองไปยังกลุ่มขุนนางที่เริ่มหลบตา ท่าทีร้อนรนเหล่านั้นคือหลักฐานชั้นดีว่าพวกมันกำลังร้อนตัว งานเลี้ยงฉลองต้อนรับที่พวกมันจัดขึ้นเพื่อต้อนรับข้า แท้จริงแล้วคือ "งานศพ" ที่พวกมันเตรียมขุดหลุมฝังกลบชื่อเสียงและชีวิตของข้าต่างหากเล่าคะ แต่น่าเสียดาย... หมากตานี้ พวกมันเดินผิดตาไปเสียแล้ว
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง หลวนเฟยอ๋องที่นั่งนิ่งมานานก็ทรงวางจอกสุราลงเสียงดัง *เคร้ง!*
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังก้องไปทั่วตำหนัก "ในเมื่อสนมจางและเหล่าขุนนางยืนยันหนักหนาว่ากุนซือซูคือผู้กบฏ... เช่นนั้น อาภรณ์สีเลือดและข้อหาสั่งประหารเก้าชั่วโคตรนี้ สมควรตัดสินอย่างไรดีเล่า?"
พระองค์ทรงลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินเข้ามาหาข้าทีละก้าว ๆ กลิ่นอายบุรุษเพศอันตรายและกลิ่นอายสงครามลอยอบอวลเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ พระองค์หยุดยืนเบื้องหน้าข้า ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ แววตาดุดันคู่นั้นก้มลงมองสบตาข้าอย่างลึกซึ้ง ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายความดุร้ายและ... ความรักอันหนักหน่วงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
ข้าไม่หลบสายตา เงยหน้าขึ้นสบประสานกับพระองค์ รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนเรียวปาก "ท่านอ๋องผู้ปรีชา... พระองค์ทรงคิดว่าหม่อมฉัน เป็นสตรีโง่เขลาเบาปัญญา ถึงขั้นกล้าลงมือปลงพระชนม์ฮ่องเต้ในเขตพระราชฐานชั้นในด้วยมือเปล่าอย่างนั้นหรือเพคะ?"
หลวนเฟยอ๋องไม่ตอบคำถามของข้าในทันที พระองค์ยกมือขึ้น ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมมาสัมผัสปอยผมที่เคลียแก้มของข้าราวกับจะทะนุถนอม แต่น้ำเสียงที่เอמהออกมานั้นเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "เปิ่นหวางไม่เชื่อว่าเจ้าเป็นคนฆ่า... แต่เปิ่นหวางเชื่อว่า... คืนนี้ หัวของพวกที่บังอาจใส่ร้ายเจ้า จะต้องหลุดออกจากบ่าทั้งหมด!"
สิ้นพระsưusของหลวนเฟยอ๋อง ความโกลาหลระเบิดขึ้นอีกระลอก ทหารองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยนายพรูกรูเข้ามาปิดล้อมตำหนักอวี้หลานไว้ทุกด้าน ชักกระบี่ออกจากฝักจนแสงสะท้อนวาววับบาดตา สนมจางและเหล่าขุนนางหน้าถอดสี กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวเมื่อตระหนักได้ว่า บ่วงที่พวกมันถักทอขึ้นเพื่อรัดคอข้า บัดนี้... กลับถูกตวัดมารัดคอพวกมันเองเสียแล้ว
ข้าแย้มยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด มองดูภาพความพินาศที่ค่อย ๆ คลี่คลายออกทีละน้อย เกมการเมืองเรือนหลังนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และข้า... จะเป็นผู้ฟาดเรียบให้ราบคาบไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก
ทว่า... ในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังอยู่ในกำมือ ข้ารับใช้คนสนิทของหลวนเฟยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าตัวสั่นเทา แทรกตัวผ่านกองทหารเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
"ทะ... ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ข้ารับใช้ละล่ำละลักละลอกรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "กองกำลังทหารรักษาการณ์นอกเมือง... ถูกกองทัพปริศนาเข้าย้อมสีเลือดหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และธงนำทัพที่ปักอยู่หน้ากองกำลังนั้น... เป็นตราประทับลับขององค์ชายรองผู้ล่วงลับไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลวนเฟยอ๋องแข็งค้างในทันที ส่วนข้า... หุบยิ้มลงฉับพลันเมื่อตระหนักได้ว่า เกมนี้ไม่ได้มีแค่พวกเราสองคนที่เป็นผู้เล่น
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางแก้แค้นไปพร้อมกับกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้นะคะ
กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก•ตอนที่ 6
อาภรณ์สีเลือด
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซืออาญาสิทธิ์กับจอมทัพไร้พ่าย: วิถีแก้แค้นในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!