เสียงกัมปนาทของตะหลิวสเตนเลสที่กระทบกับขอบกระทะเหล็กหล้าดังสนั่นก้องห้องครัวปิดทึบ ราวกับมันกำลังระบายความหงุดหงิดแทนเจ้าของ กลิ่นหอมฉุนของพริกแห้งและกระเทียมเจียวคั่วจนได้ที่ลอยตลบอบอวล ปะปนกับไอความร้อนระอุที่แผ่ซ่านจนบรรยากาศในครัวอึดอัดแทบหายใจไม่ออก
ธันวาไม่แม้แต่จะชายตาแลร่างบางที่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์หินอ่อนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองเมตร ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วขมวดมุ่นจดจ้องอยู่เพียงแค่เนื้อแกะย่างมีเดียมแรร์ในกระทะ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและถือดีที่พร้อมจะระเบิดใส่ใครก็ได้ที่กล้าเข้ามาขัดจังหวะ
"ถ้าคุณยังทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแล้วระบายอารมณ์กับกระทะแบบนั้น เกรงว่าเมนู ‘ซิกเนเจอร์’ ของเชฟเทวดาคงกลายเป็น ‘แกะเผาถ่าน’ สมชื่อร้านไปเสียก่อนนะคะ"
รินรดากระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เอ่ยแซะด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมพอที่จะทำให้คนที่กำลังหัวเสียอยู่แล้วหันมาค้อนขวับ ปากอิ่มสีระเรื่อเชิดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว เธอยังจำบทวิจารณ์ล่าสุดที่เกือบทำให้ร้านนี้พังไม่เป็นท่าได้แม่น และดูเหมือนว่าเชฟหนุ่มจอมซึนคนนี้จะยังฝังใจกับมันไม่หาย
ธันวาปิดเตาแก๊สดังพรึบ เสียงโลหะกระทบกันเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจฟัดvฟืดของเขาที่ดังชัดเจน เชฟหนุ่มถอดผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทออกอย่างไร้ความปรานี ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้ามาประชิดตัวรินรดาจนเธอต้องผถอยหลังไปชนขอบเคาน์เตอร์โดยอัตโนมัติ
กลิ่นอายความเป็นผู้ชายผสมกับกลิ่นเครื่องเทศจางๆ ลอยเข้ามารุกزผัส รินรดาชะงักไปนิด แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะ เธอยืดตัวขึ้นสู้สายตา ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้อีกฝ่ายได้ใจเด็ดขาด
"ปากเก่งนักนะ รินรดา" ธันวาโน้มใบหน้าลงมาจนระยะห่างเหลือเพียงคืบเดียว เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันอย่างคาดโทษ "ถ้าปากของคุณมันว่างงานมากนัก ทำไมไม่เอาเวลาไปคิดว่าเราจะแก้ปัญหายอดจองที่ตกฮวบลงครึ่งหนึ่งยังไงดี แทนที่จะมายืนลอยหน้าลอยตาแซะผมอยู่ตรงนี้"
"แล้วมันเป็นความผิดของใครล่ะคะ?" รินรดาตอกกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของเขาอย่างไร้ความหวาดหวั่น มือเรียวยกขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาออกห่างเล็กน้อยเพื่อสร้างพื้นที่หายใจ "ถ้าเชฟปากร้ายอย่างคุณไม่ไปไล่ตะردลูกค้าวีไอพีคนนั้นจนเขาลุกหนีกลางคัน ป่านนี้ยอดจองร้านเราคงไม่ดิ่งลงเหวแบบนี้หรอกค่ะ"
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมวาววับด้วยความหยิ่งทะนง "ลูกค้าคนนั้นสั่งสเต็กเนื้อชั้นดีแล้วราดด้วยซอสมะเขือเทศกระป๋อง นั่นมันเป็นการดูถูกศิลปะการทำอาหารของผม! ต่อให้ร้านเจ๊ง ผมก็ไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายมาตรฐานที่ผมสร้างมาหยามเหยียดเล่นหรอก"
"แต่มาตรฐานของคุณมันกินไม่ได้ค่ะ เชฟธันวา!" รินรดาเสียงสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความเหลืออด ความดื้อรั้นของเขาทำให้เธอปวดหัวจนแทบอยากจะทึ้งหัวตัวเอง "ตราบใดที่เรายังต้องจ่ายค่าเช่าตึก ค่าวัตถุดิบ และเงินเดือนพนักงาน คุณจะมาใช้ ‘อุดมการณ์’ เป็นอาหารประทังชีวิตไม่ได้นะคะ โลกความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่าที่คุณคิดเยอะ!"
คำพูดนั้นราวกับมีเข็มเล่มเล็กๆ พุ่งปักลงกลางใจของธันวา ประโยคที่ว่า *'โลกความเป็นจริงมันโหดร้าย'* สะกิดปมลึกในใจที่เขาพยายามหลบIหนีมาตลอด—ปมความคาดหวังของครอบครัวที่อยากให้เขาบริหารธุรกิจร้านอาหารให้รอด ไม่ใช่แค่เปิดไว้โชว์อีโก้ของตัวเอง
ธันวาชะงักไป ดวงตาที่เคยดุดันและแข็งกร้าวไหววูบลงชั่วขณะ ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ห้องครัวอยู่หลายวินาที มีเพียงเสียงเครื่องดูดควันเบาๆ ที่ยังคงทำงานอยู่
รินรดาเห็นอาการชะงักนั้น ความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่าความเห็นอกเห็นใจแวบเข้ามาในอก เธอผ่อนลมหายใจยาว หลบสายตาคมที่มองมาทางเธอด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้น ก่อนจะเป็นฝ่ายยอมลดโทนเสียงลง น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเจือความอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"โอเค... เรามาเลิกเถียงกันเรื่องไร้สาระแล้วตั้งสติกันดีกว่าค่ะ" รินรดาพูดเบาๆ มือที่เคยดันอกเขาเปลี่ยนมาจับชายเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขาแทนอย่างไม่รู้ตัว "ฉันรู้ว่าคุณรักอาหารของคุณมากแค่ไหน และฉันก็รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้างกับบทความวิจารณ์บ้าๆ นั่น... ถ้าเรายังอยากให้ร้านนี้รอด เราต้องร่วมมือกันค่ะ"
ธันวาก้มมองมือเรียวที่กำชายเสื้อของเขาอยู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาว ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการประชดประชัน เหลือเพียงความจริงจังที่สะท้อนอยู่ในแววตาของคนทั้งคู่
"คุณหมายความว่ายังไง?" เสียงทุ้มเอถามอย่างระแวดระวัง
"ฉันจะช่วยปรับภาพลักษณ์ร้านของคุณ ปรับเมนูบางตัวให้เข้าถึงง่ายขึ้นโดยไม่เสียตัวตนของคุณ... ส่วนคุณ ก็ต้องหยุดทำหน้ายักษ์ไล่แขกสักที ตกลงตามนี้ไหมคะ?" รินรดาเสนอข้อแลกเปลี่ยน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างรอคอยคำตอบ
ธันวามองรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของหญิงสาว หัวใจที่เคยปิดตายและเต็มไปด้วยกำแพงน้ำแข็งเริ่มมีรอยร้าว ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาในอก ชายหนุ่มเม้มปากแน่นครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ อย่างจำนนต่อเหตุผล
"ก็ได้... ข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว" ธันวาเอמהเสียงลอดไรฟัน แต่แววตาคู่นั้นกลับประกายระยิบระยับขึ้นอย่างปิดไม่มิด "แต่ถ้าแผนของคุณมันแป้ก รินรดา คุณจะต้องเป็นคนล้างจานในครัวนี้ไปตลอดชีวิต"
"คิดเหรอว่าคนอย่างฉันจะยอมแพ้ง่ายๆ เชฟ?" รินรดายิ้มหยันอย่างมั่นใจ
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะผ่อนคลายลงและทั้งคู่กำลังจะถอยคนละก้าวเพื่อเริ่มต้นใหม่นั้นเอง...
*กริ๊ง!*
เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ถูกผลักเปิดออกกะทันหันดังขึ้นทำลายความเงียบ ร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบก้าวเข้ามาพร้อมกับช่อดอกไม้ช่อใหญ่ในมือ ใบหน้าคมคายคุ้นตาปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะกวาดสายตามองเข้ามาในครัว
"สวัสดีครับคนสวย... ผมมารับคุณไปทานมื้อค่ำตามสัญญาแล้วนะ ริน"
ธันวาหันขวับไปมองผู้มาใหม่ทันที สันจَมูกคมสันกระตุกเกร็งด้วยความไม่พอใจ ส่วนรินรดาถึงกับหน้าถอดสีเมื่อรู้ว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความอบอุ่นและร่วมลุ้นไปกับความรู้สึกของธันวาและรินรดานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ•ตอนที่ 12
ข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!