"ถ้าคุณยังยืนกรานจะใช้ซอสมะขามเปียกสูตรโบราณดั้งเดิมกับเนื้อแกะย่างมีเดียมแรร์ชิ้นนี้ เชิญเอาออกจากเมนูโปรเจกต์ใหม่ได้เลยค่ะ เชฟธันวา เพราะมันจะทำลายความพรีเมียมของวัตถุดิบจนไม่เหลือชิ้นดี"
เสียงใสๆ แต่เฉียบคมราวกับใบมีดของรินรดาตวัดก้องไปทั่วห้องครัวสแตนเลสสตีลที่เงียบกริบ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยแรงกดดันชนิดที่ว่าใครเดินผ่านก็ต้องหายใจไม่ทั่วท้อง ทว่าวันนี้มันมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างซ่อนอยู่ ความเปลี่ยนแปลงที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่กล้าคาดคิด
ธันวาหยุดมือจากการหั่นแครอทในเขียงไม้ราคาแพง เขายืดตัวตรงช้าๆ แล้วหันกลับมามองหน้าเธอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าคมคายฉายแววพิจารณาอย่างล้ำลึก ไม่ใช่แววตาดดูถูกเหยียดหยามเหมือนทุกครั้ง แต่เป็นสายตาของนักล่าที่กำลังประเมิน "คู่ต่อสู้" ที่คู่ควร
"แล้วที่คุณปากเก่งวิจารณ์มาเป็นชุดนี่... มีอะไรที่ดีกว่าซอสมะขามสูตรตระกูลผมล่ะครับ... อ๊ะ ขอโทษทีค่ะ ฉันหมายถึง มีอะไรที่ดีกว่าที่คุณคิดไว้บ้างไหมล่ะ คุณนักวิจารณ์ไร้ชื่อ" ธันวาจงใจเน้นเสียงเย้าแหย่ พร้อมกับก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะเตรียมอาหารทีละก้าวอย่างคุกคาม
รินรดาไม่ถอยหลังหนีแม้แต่เซนติเมตรเดียว เธอยืดอกขึ้นเชิดหน้าสู้ สายตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของเชฟหนุ่มผู้หยิ่งทะนง "ถ้าคุณยอมเปิดกว้างและใช้สมองคิดนอกกรอบสักส้าววินาที ฉันจะแสดงให้ดูว่า 'ซอสแยมเบอร์ريผสมพริกแห้งรมควัน' มันจะยกระดับเนื้อแกะตัวนี้ให้กลายเป็นงานศิลปะบนจานอาหารได้ยังไง ไม่ใช่แค่เมนูตามกระแสที่ทำตามๆ กันมาเพื่อเอาใจนักชิมกระเป๋าหนักอย่างที่คุณทำอยู่ทุกวัน!"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ราวกับออกซิเจนในห้องลดฮวบลงครึ่งหนึ่ง ธันวาชะงักไปเล็กน้อย คำว่า 'งานศิลปะ' และ 'พริกแห้งรมควัน' สะกิดใจบางอย่างที่เขาพยายามกดทับมันไว้ภายใต้กรอบมาตรฐานอันเข้มงวดของตระกูล ปมในใจที่ต้องแบกรับความคาดหวังและชื่อเสียงของห้องอาหารระดับมิชลินทำให้เขาไม่เคยกล้าเสี่ยง... แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับกล้าท้าทายกำแพงนั้นอย่างไร้ความเกรงกลัว
ปลายนิ้วเรียวของเชฟหนุ่มเคาะลงบนขอบโต๊ะสแตนเลสเบาๆ เป็นจังหวะ เขาก้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบ กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นอายเครื่องเทศจางๆ จากตัวเขาลอยมาแตะจมูกจนรินรดาต้องแอบกลั้นหายใจ หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นรัวผิดจังหวะจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"กล้าดีนี่..." ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านแก้มเนียนของเธอ "กล้าสั่งสอนเชฟใหญ่ถึงในครัว... ถ้าวัตถุดิบที่คุณว่ามันออกมาห่วยแตกขึ้นมา คุณรู้ใช่ไหมครับว่าจะต้องชดใช้ด้วยอะไร"
"ถ้ามันไม่อร่อยอย่างที่ฉันพูด ฉันยอมให้คุณสลักคำว่า 'นักวิจารณ์ลิ้นจระเข้' ไว้บนหน้าผากเลยค่ะ เชฟธันวา!" รินรดาตอกกลับทันควันโดยไม่ยอมแพ้ประกายท้าทายในดวงตาคู่สวย
ธันวาหลุดหัวเราะในลำคอ เป็นครั้งแรกที่รินรดาได้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่ไม่ได้มีไว้เพื่อเยาะเย้ย แต่เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและมีเสน่ห์จนน่ากลัว รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของนักวิจารณ์สาวกระตุกวูบอย่างแรง
"โอเค... ผมให้โอกาสคุณพิสูจน์ตัวเองตรงนี้ เดี๋ยวนี้เลย" ธันวาผายมือไปยังเคาน์เตอร์ทำอาหารที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบสดใหม่ "ทำให้ผมดูสิว่า ยัยนักวิจารณ์ปากเก่งคนนี้ จะมีดีแค่ฝอยน้ำลาย หรือมีฝีมือจริงๆ เหมือนที่คุยไว้"
รินรดาไม่รอช้า เธอสลัดมาดนักวิจารณ์ผู้สูงส่งทิ้งไปทันที มือเรียวรวบผมยาวสลวยมرัดเป็นหางม้าอย่างทะมัดทะแมง คว้าผ้ากันเปื้อนสีดำมาสวมทับ เสื้อผ้าและท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันทำให้ธันวาถึงกับกะพริบตาปริบๆ เขายืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ จับตามองทุกย่างก้าวของเธอด้วยความสนใจที่ถูกจุดประกายขึ้นมาอย่างเงียบๆ
บรรยากาศในห้องครัวเปลี่ยนจากสนามรบกลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ กลิ่นหอมของเนยละลายผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศเริ่มฟุ้งกระจาย รินรดาเคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคยกับห้องครัวนี้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่เธอเอื้อมหยิบจับอุปกรณ์ ธันวาจะคอยส่งให้ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากเสียอีก ความเข้าขาอย่างไร้รอยต่อนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีบทสนทนาใดๆ มีเพียงสายตาที่สื่อสารกันผ่านความตั้งใจจริงต่อจานอาหารตรงหน้า
ผ่านไปเกือบชั่วโมง จานเซรามิกสีดำสนิทถูกวางลงตรงหน้าธันวา บนนั้นคือเนื้อแกะย่างสีชมพูระเรื่อชิ้นสวย ราดด้วยซอสสีแดงเข้มประกายเงางาม ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายสอ ผสมผสานความเผ็ดร้อนและหวานอมเปรี้ยวได้อย่างลงตัว
ธันวาหยิบมีดและส้อมขึ้นมาอย่างเงียบๆ เขาหั่นเนื้อชิ้นพอดีคำ นำเข้าปากแล้วเคี้ยวช้าๆ เพื่อซึมซับรสชาติ รินรดายืนลุ้นจนตัวเกร็ง เผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว สายตาจดจ้องปฏิกิริยาของเชฟหนุ่มราวกับรอลุ้นผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีที่ยาวนานราศศตวรรษ ธันวาวางส้อมลง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แววตาคมกริบนั้นไหวระริกด้วยความทึ่งที่ปิดไม่มิด
"เป็นไงคะ..." รินรดาถามเสียงเบาลงกว่าเดิมโดยอัตโนมัติ ความมั่นใจเมื่อครู่หายไปไหนหมดไม่รู้
"รสชาตินี้..." ธันวากล่าวเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเนียนที่เปื้อนเหงื่อบางๆ "มันกล้าหาญ... และบ้าบิ่นมาก แต่แปลกที่มันกลมกล่อมจนผมปฏิเสธไม่ลง"
รินรดายิ้มกว้างออกมาทันที รอยยิ้มที่สดใสเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าไฟฮาโลเจนในห้องครัว จนธันวาเผลอมองค้างไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนหัวใจที่ด้านชามานานนับปีถูกกระชากให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยฝีมือของผู้หญิงคนนี้
"เห็นไหมล่ะคะ บอกแล้วว่าไอเดียฉันมัน..."
*ปัง!*
เสียงผลักประตูห้องครัวเปิดออกอย่างแรงดังขัดจังหวะความหวานซึ้งที่กำลังก่อตัวขึ้น รินรดากับธันวาหันขวับไปพร้อมกัน ร่างสูงโปรดของ 'กรณ์' หุ้นส่วนหนุ่มรูปหล่อของห้องอาหารก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตากวาดมองทั้งสองคนสลับกันไปมาด้วยแววตาไม่พอใจ
"ธันวา นายกำลังทำบ้าอะไรอยู่? ทำไมถึงยอมให้คนนอกเอาเมนูแปลกประหลาดนี่มาปนเปื้อนมาตรฐานร้านเรา!" กรณ์ขึ้นเสียงด้วยความหัวเสีย "แล้วคุณรินรดา... นี่มันเรื่องงานระดับองค์กรนะ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่คุณจะมาเล่นขายของกันตามใจชอบ!"
บรรยากาศในห้องครัวกลับมาเย็นเยียบลงทันที ธันวาขมวดคิ้วมุ่น แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเพื่อนสนิทพูดจาดูถูกหญิงสาวตรงหน้า ร่างสูงก้าวเข้ามาบังหน้าAรินรดาไว้โดยสัญชาตญาณ ปกป้องเธอจากสายตาคุกคามของกรณ์
"กรณ์... ถอนคำพูดซะ" ธันวาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน แววตาดุดันน่ากลัว "นี่คือเมนูใหม่ที่เราจะใช้เปิดตัวโปรเจกต์หน้า และรินรดาคือคนที่ร่วมคิดมันขึ้นมา... ในฐานะเชฟใหญ่ของที่นี่ ฉันตัดสินใจแล้ว"
รินรดาเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจและคาดไม่ถึง เธอมองแผ่นหลังกว้างของธันวาที่ยืนตระหง่านปกป้องเธอจากแรงปะทะ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวแรงยิ่งกว่าตอนทำอาหารเสียอีก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วอกจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างประหลาด
กรณ์หน้าเสียไปเล็กน้อยเมื่อเจอท่าทีจริงจังของเพื่อนรัก แต่เขายังคงดึงดัน "แต่นายกำลังทำลายชื่อเสียงตระกูลตัวเองนะธันวา! ถ้าบอร์ดบริหารรู้เรื่องนี้ นาย..."
"ถ้าบอร์ดบริหารมีปัญหา ให้มาคุยกับฉันโดยตรง" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังแทรกขึ้นจากทางประตูด้านหลังอีกครั้ง ทำให้ทุกคนในห้องต้องสะดุ้งสุดตัว
ร่างชราแต่สง่างามของ 'คุณหญิงมณฑา' ย่าทวดผู้ทรงอิทธิพลและผู้ก่อตั้งอาณาจักรอาหารแห่งนี้ก้าวเข้ามาในครัว พร้อมด้วยรอยยิ้มที่คาดเดาความรู้สึกไม่ได้ สายตาคมกราบกรานมองจานอาหารบนเคาน์เตอร์ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ธันวาและรินรดา
"คุณย่า..." ธันวาอุทานเบาๆ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
คุณหญิงมณฑากวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยแววตานิ่งสงบ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในห้องถึงกับหยุดหายใจ
"ในเมื่อแกมั่นใจนักนะธันวา... งั้นพรุ่งนี้ ฉันจะเป็นคนชิมเมนูนี้ด้วยตัวเอง ถ้ามันดีไม่พอ เตรียมตัวรับผลที่จะตามซะ แต่ถ้ามันดีจริง... ฉันจะยอมรับ 'ผู้หญิงคนนี้' เข้ามาเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการของร้านเรา"
**************************************************
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความอบอุ่นและร่วมลุ้นไปกับความรู้สึกของธันวาและรินรดานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ•ตอนที่ 13
โปรเจกต์เมนูใหม่
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!