กลิ่นพริกไทยดำคั่วบดใหม่ๆ ลอยอบอวลจนแสบจมูก ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าความฉุนของเครื่องเทศ กลับเป็นสายตาคู่คมกริบของเชฟหนุ่มที่จ้องมองมายังรินรดา ราวกับเธอนักโทษประหารที่กำลังรอคอยคำพิพากษาบนเขียง
“ถ้าคิดว่าจะมาเดินสวยๆ ถ่ายรูปเช็คอินลงโซเชียลเหมือนตอนไปตระเวนกินตามร้านคาเฟ่ฮิปๆ ล่ะก็... เชิญหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกประตูหลังไปได้เลยค่ะคุณนักวิจารณ์”
ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะชายตามองหน้าเธอ มือหนาในถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวกำลังจัดการกับกระทะทองเหลืองที่ตั้งอยู่บนเตาไฟความร้อนสูง เสียงฉ่าของเนื้อวัวกระทบน้ำมันเดือดดังสนั่นแข่งกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวในอกของรินรดา
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ เธอไม่ได้ก้าวเข้ามาในครัวปิดตายของร้าน ‘Le Ciel’ แห่งนี้เพื่อยอมจำนนให้ผู้ชายปากร้ายคนนี้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีเล่นหรอกนะคะ แต่เพราะคำท้าทายเมื่อคืนมันค้ำคอ และที่สำคัญที่สุด... ศักดิ์ศรีของคนรักอาหารอย่างเธอไม่มีวันยอมแพ้ให้แก่ข้อครหาว่า *“ดีแต่ติ แต่ทำอะไรไม่เป็น”* อย่างเด็ดขาด
“ถ้าฉันทำได้ทุกอย่างตามที่คุณสั่งโดยไม่มีข้อบกพร่อง คุณจะยอมถอนคำพูดที่ดูถูกฝีมือฉันเมื่อวานไหมล่ะคะ เชฟธันวา” รินรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายไม่แพ้กัน เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีดำสนิททับเสื้อเชิ้ตสีขาว รวบผมยาวสลวยเป็นมวยสูงอย่างทะมัดทะแมง เผยให้เห็นลำคอระหงที่ชื้นเหงื่อบางๆ จากไอความร้อนของห้องครัว
ธันวาหยุดมือที่กำลังตักซอสสีเข้มราดลงบนชิ้นสเต็ก เขาหันขวับมามองผู้ช่วยฝึกหัดจำเป็นด้วยมุมปากที่กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นพราวระยับด้วยความท้าทาย
“มั่นใจเกินเบอร์ไปหน่อยมั้งคะคุณรินรดา เอาเป็นว่าถ้าทำเสียของแม้แต่นิดเดียว... เธอจะต้องเป็นคนล้างจานในครัวนี้ทั้งหมดด้วยมือตัวเองคนเดียวเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม... ดีลไหมล่ะ?”
“ดีลค่ะ!” รินรดาตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด ชีวิตนี้เธอลุยมาหมดแล้ว จะกลัวอะไรแค่กองจานชามกับเชฟจอมเผด็จการกันล่ะคะ
“ดีมาก งั้นเริ่มต้นด้วยบททดสอบแรก...” ธันวาโยนผ้าขนหนูผืนเล็กมาให้เธอรับไว้แทบไม่ทัน “หั่นหอมหัวใหญ่สามกิโลกรัมนี้ให้เสร็จภายในสิบนาที ขนาดต้องเท่ากันทุกชิ้น ห้ามมีชิ้นไหนหนาหรือบางเกินไป... เริ่มจับเวลา!”
บรรยากาศในครัวเปลี่ยนเป็นความกดดันทันที รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อมองกองหอมหัวใหญ่ตรงหน้า เธอเคยเห็นเชฟในรายการทีวีทำมันอย่างรวดเร็ว แต่พอมาลงมือเองด้วยมีดเชฟด้ามหนักอึ้งนี้ นิ้วเรียวกลับสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความประหม่า
ทว่าความทิฐิมีมากกว่าความกลัว รินรดาสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ตั้งสติ จดจ่ออยู่กับคมมีดและผิวสัมผัสของหัวหอม สัมผัสแรกที่คมมีดกดลงไปคือความชุ่มฉ่ำและกลิ่นฉุนที่ตีรวนขึ้นมาจนแสบตา น้ำตาใสๆ เอ่อคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่ แต่เธอกลับไม่ยอมกะพริบตา ปล่อยให้มันไหลรินลงข้างแก้มขณะที่มือก็สับมีดลงไปอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ทุกการเคลื่อนไหวของเธอตกอยู่ในสายตาของธันวาที่แอบมองผ่านเงาสะท้อนของเครื่องดูดควันสแตนเลส เชฟหนุ่มนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์คุณหนูไฮโซปากเก่ง ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ฝีปากจริงๆ อย่างที่เขาเคยปรามาสไว้ แววตาที่มุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้แม้กระทั่งตอนที่น้ำตาไหลพรั่งพรูเพราะพิษของหอมหัวใหญ่ กลับทำให้หัวใจที่ด้านชาของเชฟหนุ่มกระตุกวูบอย่างประหลาด
“เก้า นาที... กับอีกสี่สิบวินาที” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับร่างสูงที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว
ธันวาก้มลงมองกองหอมหัวใหญ่ที่ถูกหั่นอย่างประณีตบนเขียง ขนาดของแต่ละชิ้นแทบไม่ต่างกันเลยแม้แต่นิลเดียว นิ้วเรียวใหญ่ของเขายื่นเข้าไปหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ใกล้ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวที่ยืนหายใจหอบถี่อยู่ตรงหน้า
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอมันใกล้จนเกินไป ใกล้จนรินรดาได้กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นไอฟรุ๊ตตี้จางๆ จากตัวเขา หัวใจเจ้ากรรมที่เพิ่งสงบลงกลับเต้นรัวระคนตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิมเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบเดียว
“ฝีมือไม่เลวเลยนี่... สำหรับมือสมัครเล่น” เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหางตา ลົມหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดข้างแก้มทำให้ซีกหน้าของรินรดาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
“บอกแล้วไงคะว่าอย่าดูถูกกัน...” เธอพยายามเบี่ยงตัวถอยหนี แต่ทว่าขอบโต๊ะเตรียมอาหารกลับดันสะโพกเธอไว้จนไร้ทางหนี ธันวาจึงฉวยโอกาสใช้แขนแกร่งข้างหนึ่งค้ำยันขอบโต๊ะไว้ กักตัวเธอให้อยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยปริยาย
ดวงตาสคมเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ยังมีคราบน้ำตาติดอยู่ ปลายจมูกโด่งรั้นอยู่ห่างกันเพียงนิดเดียว บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนหายไปเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่ดังประสานกันในความเงียบของมุมห้องครัว
“ถ้ารอบแรกเธอชนะ... งั้นเรามาต่อรอบสองกันไหมล่ะคะคุณผู้ช่วย” น้ำเสียงทุ้มพร่าของเขาเต็มไปด้วยความเย้ายวนที่ชวนให้ใจสั่นไหว
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เธอรู้ดีว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในหลุมพรางที่เขาขุดล่อไว้ แต่ทว่าความรู้สึกบางอย่างข้างในกลับบอกว่าเธอกำลังยินยอมพร้อมใจที่จะก้าวลงไปในดินแดนพริกไทยแห่งนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว
*กริ๊งงงงง!*
เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ดังลั่นขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงฝีเท้าเร่งรีบและน้ำเสียงตื่นตระหนกของเด็กเสิร์ฟที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในครัว ทำให้ธันวาและรินรดาต้องผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต
“เชฟคะ! แย่แล้วค่ะ! ลูกค้าวีไอพีโต๊ะริมกระจก... ลูกค้าคนนั้น... เขาปฏิเสธไม่ยอมรับจานอาหาร แถมยังอาละวาดบอกว่ารสชาติอาหารวันนี้มันแย่จนกินไม่ได้ พร้อมจะฟ้องร้องร้านเราแล้วค่ะ!”
ธันวาหน้าตึงเครียดขึ้นทันที แววตาที่พราวระยับเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็ง มือหนากำหมัดแน่นโดยอัตโนมัติก่อนจะหันขวับไปมองหน้าผู้ช่วยฝึกหัดสาว
“ดูเหมือนงานแรกในดินแดนพริกไทยของเธอ จะไม่ได้จบแค่การหั่นหอมซะแล้วล่ะค่ะคุณรินรดา...” ธันวาเหยียดยิ้มเย็นเยียบ “ตามฉันมา... เราไปดูกกันว่าใครกันแน่ที่กล้ามาบอกว่าอาหารฝีมือ ‘Le Ciel’ มันกินไม่ได้!”
***
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกำลังใจให้กันนะคะ หวังว่าจะฟินและลุ้นไปกับบททดสอบแรกของยัยปากเก่งกับเชฟซึนคนนี้ แล้วมาติดตามตอนต่อไปด้วยกันนะคะ!)* — **ดาวตกคืนคริสต์มาส**
เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ•ตอนที่ 4
วันแรกในดินแดนพริกไทย
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับยัยนักวิจารณ์ไร้ชื่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!