"ถ้าคุณยังบังคับให้ท่อนฮุกของผมต้องเลื้อยไปตามสเกลเมเจอร์สเปคจัดๆ แบบนั้น ผมขอเอาหัวโขกแป้นเปียโนตรงนี้ให้ดูจริงๆ ด้วยนะครับคุณโปรดิวเซอร์"
เสียงทุ้มห้าวที่เจือความหงุดหงิดระคนเหนื่อยหน่ายดังขึ้นก้องสตูดิโอขนาดกลาง แสงไฟนีออนสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟดีไซน์มินิมอลสาดกระทบกรอบหน้าคมคายของคณิน โปรดิวเซอร์หนุ่มผู้ไม่เคยยอมประนีประนอมกับความเพอร์เฟกต์แม้แต่มิลลิเมตรเดียว นิ้วเรียวยาวภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนเรียบร้อยกำลังเคาะโต๊ะมิกซ์เสียงเป็นจังหวะกระชั้นชิด ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตาคมกริบมองร่างบางที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม เรย์รินในยามนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากลูกแมวป่าที่พร้อมจะตะปบมือใครก็ตามที่ยื่นเข้ามาลูบขนผิดทาง
"ถ้าคุณคิดว่าสเกลเมเจอร์ที่ผมเลือกมันเชย สะบัดหูฟังออกแล้วฟังเสียงหัวใจตัวเองดูใหม่ดีไหมครับเรย์ริน" คณินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เจือกระแสท้าทายที่ทำเอาคนฟังอยากจะปาโน้ตเพลงใส่หน้าสักตั้ง "ดนตรีมันมีโครงสร้างของมัน ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่คุณจะนึกอยากปีนป่ายไปทางไหนก็ได้ตามแต่อารมณ์ศิลปินชั่ววูบของคุณ"
"ดนตรีของผมมันคือชีวิตครับคุณคณิน!" เรย์รินดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความดื้อรั้น เส้นผมสีน้ำเข้มยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการที่เจ้าตัวใช้มือขยุ้งมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเครียด "คุณใช้สมองคำนวณโน้ตทุกตัวราวกับมันเป็นงบดุลบริษัท แต่ผมใช้ความรู้สึก... เลือดเนื้อ และวิญญาณใส่ลงไปในนั้น คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าความอิสระมันหอมหวานแค่ไหน เพราะคุณมันพวกยึดติดกับกรอบเฮงซวยพวกนั้น!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องควบคุมเสียงชั่วขณะ มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ จากเครื่องปรับอากาศที่ทำหน้าที่อย่างไร้ความรู้สึก คณินไม่ได้โต้ตอบทันที ชายหนุ่มถอดแว่นสายตาออกช้าๆ วางมันลงบนโต๊ะทำงานก่อนจะใช้ปลายนิ้วมือนวดคลึงหว่างคิ้วของตนเองเบาๆ ท่าทีที่เปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดมาเป็นความนิ่งสงบแบบนี้แหละที่มักจะทำให้เรย์รินรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
"เสร็จหรือยังครับกับการพ่นวาทกรรมศิลปินผู้ถูกกดขี่" คณินเงยหน้าขึ้นสบตา เลนส์แว่นสะท้อนแสงไฟวับวาบ "ถ้าพ่นจบแล้ว รบกวนหยิบกีตาร์ตัวโปรดของคุณแล้วเดินมานั่งตรงนี้... นั่งลงข้างๆ ผมนี่ครับ"
เรย์รินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความระแวง "คุณจะเล่นตลกอะไรอีก"
"ผมไม่ได้เล่นตลก" คณินถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะขยับเก้าอี้หมุนให้ถอยหลังออกเล็กน้อย เปิดพื้นที่ว่างข้างกายบนเก้าอี้ตัวใหญ่ "ผมแค่อยากพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า 'ตรรกะ' ของผม กับ 'วิญญาณ' ของคุณ มันสามารถเต้นรำไปพร้อมกันได้โดยที่หูไม่หนวกเสียก่อน... มานี่ครับเรย์ริน อย่าให้ผมต้องเดินไปลากคุณมา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความเด็ดขาดแต่นุ่มนวลในเวลาเดียวกันทำให้เรย์รินชะงัก ฝ่าเท้าเรียวที่ตั้งท่าจะก้าวเดินหนีกลับหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติ หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างชั่งใจ ก่อนจะคว้ากีตาร์โปร่งคู่ใจแล้วเดินดุ่มๆ เข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน แรงยวบของเบาะทำให้ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนแทบแนบชิด ไออุ่นจากร่างกายของโปรดิวเซอร์หนุ่มแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าจนเรย์รินต้องขยับตัวถอยหลังหนีเล็กน้อย
"จะใกล้เกินไปแล้วนะครับ" เรย์รินบ่นอุบ พยายามเบี่ยงหน้าหนีกลิ่นน้ำหอมจางๆ แนวซีตรัสดินๆ ที่ลอยมาแตะจมูก
"ถ้าไม่ใกล้แล้วคุณจะฟังเสียงคอร์ดที่ผมจะเล่นชัดเจนได้ยังไงล่ะครับ" คณินเอ่ยเสียงพร่า มือหนาเอื้อมไปจับคอกีตาร์ในมือของหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ ปลายนิ้วที่ยาวกว่าแตะทับลงบนนิ้วเรียวของเรย์รินเพื่อจัดตำแหน่งการจับคอร์ดใหม่ให้ถูกต้อง "ตรงนี้... กดลงไปให้แน่น อย่าเกร็งข้อมือ ปล่อยให้มันไหลลื่นไปตามธรรมชาติของคุณ"
สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของคณินส่งกระแสความวูบวาบแล่นพล่านขึ้นมาตามแนวแขนของเรย์ริน หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยจนเผลอกลั้นหายใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเมื่อเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมกริบที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนของฝ่ายชายเป่ารดอยู่บริเวณริมแก้มจนผิวเนื้อบริเวณนั้นร้อนผ่าวราวกับถูกเปลวแดดเลีย
"คุณ... คุณตั้งใจจะสอนดนตรี หรือตั้งใจจะหาเรื่องแกล้งผมกันแน่ครับ" เรย์รินกระซิบเสียงลอดไรฟัน พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นไหว
"ผมจริงจังที่สุดในชีวิตแล้วครับเรย์ริน" คณินตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลงกว่าเดิม นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีแววเยาะ ÿเย้ยถากถางหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและประกายแสงบางอย่างที่สะท้อนภาพเงาของเธออยู่ภายในนั้น "ลองดีดคอร์ดนี้ดูสิครับ... คอร์ดที่คุณบอกว่าผมพยายามจะทำลายมัน"
เรย์รินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยอมละสายตาจากใบหน้าคมคายนั้นแล้วก้มมองลงที่สายกีตาร์ นิ้วมือของเธอกดลงตามตำแหน่งที่คณินเพิ่งจัดให้ ขณะที่มือหนาของฝ่ายชายยังคงประคองข้อมือของเธอไว้หลวมๆ เพื่อคุมน้ำหนัก
แกร๊ง... โน้ตดนตรีตัวแรกดีดดังขึ้น กังวานใส ทว่ามีความหนักแน่นและดุดันผสมผสานอยู่ในคราวเดียวกัน คณินไม่รอช้า นิ้วมืออีกข้างของเขาเริ่มบรรเลงเปียโนประกอบจังหวะเบาๆ จากคีย์บอร์ดตัวเล็กข้างตัว เสียงดนตรีที่เกิดจากการประสานกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างกีตาร์โปร่งและเสียงเปียโนนุ่มลึก ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นท่วงทำนองที่เต็มไปด้วยพลังและอารมณ์ความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ มันไม่ใช่ความเป๊ะปังแบบหุ่นยนต์ และไม่ใช่ความฟุ้งซ่านอย่างไร้ทิศทาง แต่มันคือการผสมผสานที่ลงตัวราวกับดนตรีทั้งสองชิ้นถูกสร้างมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน
เรย์รินเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง ความโกรธเคืองเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นอย่างไร้ร่องรอย เธอมองหน้าคณินสลับกับนิ้วมือที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วของเขา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวผิดจังหวะ ยิ่งกว่าตอนที่เธอยืนร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่เสียอีก
"เห็นไหมครับ?" คณินกระซิบแผ่วเบາริมใบหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้ขนอ่อนลุกชันไปทั่วร่าง "ตรรกะไม่ได้ทำลายศิลปะ... แต่มันช่วยปกป้องศิลปะต่างหาก ให้มันมีพื้นที่ยืนอย่างมั่นคงโดยที่ไม่ต้องแหลกสลายไปซะก่อน"
เรย์รินนิ่งอึ้ง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ คำพูดโต้เถียงนับร้อยที่เตรียมไว้ในใจมลายหายไปจนหมดสิ้น หญิงสาวค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้ชายคนนี้อย่างราบคาบเป็นครั้งแรก
"คุณนี่มัน..." เรย์รินพึมพำเสียงแผ่ว ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด "ปากร้ายเป็นบ้าเลย... แต่ก็... ยอมรับก็ได้ว่าเข้าท่าดี"
คณินระบายยิ้มบางๆ ออกมาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่ไม่ได้เป็นการยิ้มเยาะ แต่เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจจนเรย์รินเกือบลืมหายใจ มือหนาที่ยังคงกุมข้อมือเธออยู่ค่อยๆ เลื่อนมาประสานปลายนิ้วเข้าหากันอย่างแนบแน่น ระยะห่างระหว่างใบหน้าของคนทั้งคู่ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย สัมผัสอุ่นซ่านแผ่ขยายจากฝ่ามือลามเลียไปถึงหัวใจ ความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดกำลังโอบล้อมคนทั้งคู่เอาไว้ในพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่มีใครแทรก
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนลงอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา ตามด้วยเสียงเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ
"คุณคณินครับ! แผ่นเสียงล็อตใหม่จากโรงงานส่งมาถึงแล้ว... เอえ... ขอโทษครับ ผมขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย!"
คณินชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก ใบหน้าเรียบตึงกลับคืนสู่โหมดโปรดิวเซอร์หนุ่มมาดขรึมในเสี้ยววินาที ส่วนเรย์รินรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนจากโซฟา ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาเตาไฟมาจ่อใกล้ๆ เธอถลึงตาใส่ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ที่ยืนหน้าเหวออยู่หน้าประตูด้วยความโมโห ก่อนจะหันขวับกลับมามองคณินที่กำลังส่งยิ้มมุมปากให้เธออย่างมีความหมาย
—--------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานชิ้นนี้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยพลังสุริยัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซฟโซนสุดขั้วกับนายโปรดิวเซอร์สายเนี้ยบ•ตอนที่ 8
กำแพงที่ค่อยๆ พัง
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดขั้วกับนายโปรดิวเซอร์สายเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!