เสียงปลดล็อกสลักเดซิเบลจากมิกเซอร์หลักดัง "คลิก" เบาๆ แต่ในความรับรู้ของคณิน มันดังราวกับเสียงระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังสู่วินาศกรรมทางโสตประสาท
"คุณจะดึงเสียงย่านความถี่ต่ำขึ้นไปทำไมสبعةเดซิเบลครับ เรย์ริน? นั่นมันเสียงร้องสดของคุณนะ ไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ป่าในสารคดีแอฟริกา"
นิ้วเรียวยาวดั่งนักเปียโนของโปรดิวเซอร์หนุ่มพุ่งเข้าคว้าปุ่มปรับสไลด์ทันที ทว่าเรย์รินไวเท่าความคิด มือเล็กๆ ของเธอปัดป้องและตวัดคว้าก้านฟีดเดอร์ตัวเดิมกลับมาในตำแหน่งเดิมอย่างไม่ยอมลดละ แรงปะทะของปลายนิ้วทั้งสองทำให้แผงควบคุมเสียงสั่นสะเทือนเล็กน้อย สัญชาตญาณความเป็นเจ้าพ่อเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ปะทะเข้ากับความดั้นด้นแบบศิลปินอารมณ์ติสต์จนเกิดประกายไฟแลบแปล๊บในห้องบันทึกเสียงแคบๆ แห่งนี้
"เพราะฉันต้องการให้มันมีมิติไงคะ... อ๊ะ! ไม่ใช่สิ ฉันหมายถึง ฉันต้องการให้มันมีความดิบ ความเรียลที่สะท้อนก้นบึ้งของความเจ็บปวด ไม่ใช่เสียงกลั่นกรองสังเคราะห์แบบหุ่นยนต์ในห้องทดลองของคุณ!" เรย์รินเผลอยกเสียงสูงด้วยความฮึดฮัด ดวงตากลมโตฉายแวววาวดجดื้อรั้นจนน่าหมั่นไส้ในสายตาของคนมอง
"ความเรียลที่หูคนฟังเลือดซาดน่ะเหรอครับที่คุณต้องการ?" คณินแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าคมคายขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกันเมื่อต่างฝ่ายต่างพยายามยื้อแย่งการควบคุมแผงคอนโซลเครื่องเสียง "ฟังให้ดีนะเรย์ริน ผมเป็นโปรดิวเซอร์ หน้าที่ของผมคือทำให้คุณ 'ฟังดูดี' ในแบบที่ตลาดเพลงระดับมาสเตอร์พีซเขาทำกัน ไม่ใช่ปล่อยให้คุณระบายอารมณ์ดิบเถื่อนใส่ไมค์แล้วเรียกมันว่าศิลปะ"
"ถ้าคุณอยากได้แค่ความเป๊ะแบบหุ่นยนต์ ทำไมไม่ไปจ้าง AI ร้องแทนล่ะคะคุณคณิน!"
เรย์รินก้าวเท้าพรวดเข้าประชิดเพื่อจะแย่งสิทธิ์ขาดในการกดปุ่มบันทึกเทคสุดท้าย ทว่าจังหวะนั้นเอง ปลายส้นรองเท้าผ้าใบของเธอเกิดสะดุดเข้ากับสายเคเบิลมอนิเตอร์ที่พันกันยุ่งเหยิงบนพื้นพรมอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างเพรียวบางเซถลาไปข้างหน้าตามแรงโน้มถ่วงแบบไร้จุดตั้งหลัก
"เฮ้ย!"
คณินอุทานด้วยความตกใจ สัญชาตญาณดิบของสุภาพบุรุษ (แม้จะปากร้ายไปนิด) ทำงานเร็วกว่าสมอง สองแขนแข็งแกร่งพุ่งพรวดเข้าคว้าเอวบางของเธอไว้แน่นแล้วดึงเข้าหาตัวเพื่อรับแรงกระแทก แต่ด้วยความแรงและมุมที่ไม่ได้ตั้งตัว ทำให้ร่างของทั้งคู่เสียการทรงตัวล้มพับลงไปบนโซฟาหนังแท้ตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้องบันทึกเสียงพอดี
ตุบ!
เสียงลมหายใจเฮือกใหญ่ปะทะกันกลางอากาศ เรย์รินล้มทับลงไปอยู่บนอกแกร่งของคณินอย่างเหมาะเจาะ ปลายนิ้วของเธอที่ยังคงกำก้านฟีดเดอร์ตัวปัญหาค้างไว้ เผลอกดมันลงจนสุดย่านเสียง ทำให้อุปกรณ์ในห้องส่งเสียงฮัมเบาๆ เป็นแบ็กกราวด์ ทว่าเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามในอกของคนทั้งคู่กลับดังกลบเสียงดนตรีรอบตัวจนสิ้นเชิง
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงกลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์หอมอ่อนๆ จากตัวคณินที่ผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของเรย์ริน ลอยอบอวลปะปนอยู่ในระยะประชิดที่ใกล้จนเกินขอบเขตความเป็นเพื่อนร่วมงาน
เรย์รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอนิ่งค้างไปชั่วขณะเมื่อรู้ว่าตำแหน่งใบหน้าของเธอกับเขานั้นห่างกันไม่ถึงคืบ ปลายจมูกโด่งเป็นสันของคณินอยู่ใกล้จนเกือบจะแตะโดนแก้มเนียนใส ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดรดรินอยู่ข้างริมฝีปากทำให้สมองของเธอนึกคำเถียงไม่ออกเป็นครั้งแรกในรอบวัน
"เอ่อ..." เรย์รินกระพริบตาปริบๆ พยายามจะขยับตัวลุกขึ้น แต่เมื่อขยับ แขนแกร่งที่โอบเอวเธออยู่กลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ ราวกับกลัวว่าเธอจะล้มซ้ำสอง
"ถ้าคุณยังดิ้นและเอาแต่เถียงผมแบบนี้อีกคำเดียว..." เสียงทุ้มต่ำของคณินกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้หัวใจของนักร้องสาวสายติสต์กระตุกวูบอย่างแรง "ผมจะถือว่าคุณกำลังเรียกร้องความสนใจจากโปรดิวเซอร์คนนี้... ในรูปแบบอื่น แทนที่จะเป็นเรื่องไมโครโฟนแล้วนะครับ"
เรย์รินหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ถูกแทนที่ด้วยความประหม่าที่พุ่งพล่านจนปลายนิ้วชาหนึบ เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างขัดเขินแต่ก็ยังไม่วายส่งสายตาค้อนขวับกลับไปให้คนใต้ร่าง
"ใครเรียกร้องความสนใจจากคุณกันคะ ปล่อยได้แล้ว..." เธอพยายามดันอกแกร่งของเขา แต่มือเจ้ากรรมกลับสั่นเทาจนไม่มีแรงแม้แต่จะผลัก
คณินมองใบหน้าเนียนที่ขึ้นสีระเรื่อด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก รอยยิ้มมุมปากที่มักจะใช้เย้าแหย่เธอปรากฏขึ้นจางๆ ดวงตาคมกริบมองสำรวจริมฝีปากเม้มแน่นคู่นั้นด้วยประกายตาวับวาวที่อันตรายยิ่งกว่าย่านเดซิเบลไหนๆ
"ถ้าไม่ปล่อย... คุณจะทำไมล่ะครับ?" เขากระซิบถามเสียงพร่า ทอดมองเธอด้วยสายตาที่ลุ่มลึกเกินกว่าจะถอนตัว
ติ๊งบ่อง!
เสียงกริ่งสัญญาณหน้าประตูห้องควบคุมดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศสีชมพูอมความตึงเครียดลงในเสี้ยววินาที พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังรัวตามด้วยเสียงเปิดผางเข้ามาอย่างไร้มารยาทของใครบางคน
"พี่คณิน! น้องเรย์ริน! ตายแล้ว อยู่กันในนี้ทำไมมืดๆ แล้วทำไมสภาพถึง..."
เสียงแจ๋นของ "มีน" ผู้จัดการส่วนตัวจอมจุ้นจ้านที่ถือวิสาสะผลักประตูเข้ามาหยุดชะงักกึกทันที ดวงตาของเธอเบิกกว้างเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นภาพโปรดิวเซอร์หนุ่มสุดเนี้ยบกำลังนอนกอดเกยตื้นอยู่กับนักร้องสาวซุปตาร์บนโซฟาในท่าทางล่อแหลมสุดขีด
เรย์รินสะดุ้งสุดตัวราวกับโดนไฟช็อต เด้งตัวลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู ขณะที่คณินค่อยๆยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างใจเย็น ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยไร้พิรุธ แม้ว่าในใจจะแอบสบถกับจังหวะเวลาของเจ้ากรรมนายเวรคนนี้ก็ตาม
"มีอะไร มีน?" คณินเอ่ยถามเสียงเรียบ ปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นโปรดิวเซอร์มาFนิ่งได้ภายในเสี้ยววินาที
มีนอ้าปากค้าง สลับมองหน้าคณินที มองหน้าเรย์รินที่ยืนก้มหน้าหลบสายตาอยู่ข้างโซฟา ก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับชูโทรศัพท์มือถือในมือขึ้นสูง
"เอ่อ... คือบอสใหญ่โทรมาสายตรงถึงห้องควบคุมครับ บอกว่ามี 'ข่าวดี' ระดับแผ่นดินไหว ที่จะทำให้เพลงนี้ต้องรื้อทำใหม่หมดตั้งแต่ต้น... และตอนนี้ ท่านกำลังเดินมาที่สตูดิโอแล้วครับ!"
คณินขมวดคิ้วมุ่นทันที ส่วนเรย์รินเงยหน้าขึ้นสบตากันกับเขาโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ แล่นริ้วขึ้นมากลางหลัง ข่าวดีอะไรกันที่จะทำให้ต้องรื้อทำใหม่หมดทั้งอัลบั้ม? และทำไมบอสใหญ่ถึงต้องลงทุนเดินมาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง?
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นไปกับเคมีที่ร้อนแรงนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซฟโซนสุดขั้วกับนายโปรดิวเซอร์สายเนี้ยบ•ตอนที่ 9
ศึกชิงไมโครโฟน
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดขั้วกับนายโปรดิวเซอร์สายเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!