รอยยิ้มของพศินเมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาท ราวกับเศษกระจกเงาที่ถูกทิ้งไว้บาดลึกในความรู้สึก ขวัญข้าวยังไม่ทันได้ตั้งตัวกับคำเตือนไร้เสียงที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ก่อนเดินจากไป แรงดึงกระชากที่ข้อมือก็ทำให้เธอต้องหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับต้นเหตุแห่งความวุ่นวายทั้งหมดในวันนี้
ธันวายืนอยู่ตรงนั้น
แววตาของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบไม่ได้ฉายแววหงุดหงิดรำคาญใจอย่างที่เคยเป็น แต่มันเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้จนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน
"คุณยังจะยืนบื้อให้ไอ้พศินมันเป่าหูอยู่อีกนานไหม ขวัญข้าว"
น้ำเสียงนั้นห้วนกระด้าง ไร้ซึ่งความนุ่มนวลใดๆ เจือปน มันคือเสียงที่ถูกกรองผ่านความระแวงและกำแพงหนาทึบที่เขาสร้างขึ้นเพื่อผลักไสทุกคนออกห่าง
ขวัญข้าวยื้อข้อมือกลับทันที แรงปะทะจากการกระทำเมื่อครู่ทำให้ผิวเนื้อเนียนขึ้นรอยแดงจางๆ เธอนวดข้อมือตัวเองเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับเขาด้วยความดื้อรั้นที่ไม่เคยลดน้อยลงเลย
"แล้วมันเรื่องอะไรที่คุณต้องมาเดือดร้อนด้วยล่ะคะ ธันวา? ฉันจะคุยกับใคร จะยืนฟังใครพูด มันก็พื้นที่ส่วนตัวของฉัน ไม่เกี่ยวกับโปรเจกต์ ไม่เกี่ยวกับแบบร่างบ้าๆ ของคุณเลยสักนิด!"
"พื้นที่ส่วนตัวงั้นเหรอ?" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ตลกสิ้นดี... คุณคิดจริงๆ น่ะเหรอว่าที่มันเข้ามาตีสนิทกับคุณ เพราะมันสนใจเรื่องต้นไม้ใบหญ้าไร้สาระของพวกคุณนั่นน่ะเหรอ ขวัญข้าว คุณมันซื่อบื้อจนน่ารำคาญ หรือแกล้งโง่กันแน่ที่ยอมให้คนอื่นเขาใช้เป็นเครื่องมือ?"
เพล้ง!
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนแก้วน้ำที่ถูกปาลงบนพื้นกระเบื้องแกร่ง มันไม่ใช่แค่คำดูถูก แต่เป็นการเหยียบย่ำความตั้งใจและความรู้สึกที่เธอทุ่มเทให้กับงานออกแบบสวนชิ้นนี้
ขวัญข้าวเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตสั่นไหวด้วยความโกรธระคนเสียใจ เธอกัดฟันกรอด พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ปล่อยให้น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ไหลออกมาต่อหน้าผู้ชายปากร้ายคนนี้
"ใช่ส... ฉันมันโง่เองแหละค่ะที่คิดว่าคุณจะมองเห็นคุณค่าอย่างอื่นนอกจากตัวเลขและเส้นกริดแข็งกระด้างในกระดาษไขพวกนั้น!" เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา ปลายนิ้วชี้หน้าอกแกร่งที่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มนั้นกำลังกระกระแทกขึ้นลงตามจังหวะหายใจ "คุณมันก็แค่คนขี้ขลาด... คนขี้ขลาดที่กลัวแม้กระทั่งจะเปิดใจรับความจริง ว่าโลกใบนี้มันยังมีอะไรสวยงามมากกว่าความสมบูรณ์แบบจอมปลอมที่คุณสร้างขึ้นมาขังตัวเองไว้!"
คำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่าๆ ในใจของธันวา
สถาปนิกหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกราบกวาดมองใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธของหญิงสาว ความจริงที่ถูกจี้ใจดำทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่แทนที่จะยอมรับความรู้สึกที่กำลังประเดประดังเข้ามาในอก ธันวากลับเลือกที่จะใช้ความเย็นชาและวาจาเชือดเฉือนเป็นเกราะกำบังที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เขายกยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ดูใจร้ายที่สุดเท่าที่ขวัญข้าวเคยเห็นมา
"ความสวยงามเหรอ? หึ... ตื่นจากฝันลมๆ แล้งๆ ของคุณได้แล้ว ขวัญข้าว" ธันวาโน้มใบหน้าลงมาหาเธอ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน แต่แววตาของเขากลับเยือกเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก "ผมไม่มีเวลามาเล่นขายของกับเด็กกะโปโลอย่างคุณหรอกนะ ที่ผมจ้างคุณมาจัดสวนเนี่ย เพราะผมต้องการผลงาน ไม่ใช่มานั่งฟังคุณเพ้อเจ้อเรื่องธรรมชาติบำบัดบ้าบออะไรนั่น"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้คำพูดแต่ละคำร่วงหล่นลงกลางใจเธอราวกับก้อนหินหนักอึ้ง
"เลิกสำคัญตัวผิดสักที... ไม่มีใครเขาอยากเปิดใจรับคนน่ารำคาญแบบคุณเข้า David หรอก ขวัญข้าว กลับไปซะ แล้วก็เลิกเอาหน้าตาบูดบึ้งกับคำพูดน่าสมเพชพวกนี้มาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีก ถ้ายังไม่อยากโดนไล่ออกทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มงาน"
เงียบ...
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างเขาทั้งสองชั่วขณะ เสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานกว้าง ขวัญข้าวนิ่งอึ้งไปสนิท ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยประกายความสู้คนบัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เธอมองหน้าผู้ชายตรงนี้ ชายผู้ที่เธอเคยคิดว่าภายใต้ท่าทีหยิ่งยโสอาจจะมีมุมที่อ่อนโยนซ่อนอยู่
แต่มันไม่มี... ไม่มีเลยสักนิด
"ค่ะ... เข้าใจแล้วค่ะ" ขวัญข้าวเค้นเสียงสั่นเครือออกมาจนได้ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่ริมฝีปากเธอบ้างเพื่อกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ "ขอบคุณสำหรับความจริงใจนะคะ... คุณธันวา"
เธอหมุนตัวกลับทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรต่อ แผ่นหลังบางที่ตั้งตรงอย่างทรนงเดินพ้นประตูห้องทำงานออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงปิดประตูกระจกที่ดัง 'ปัง' สะท้อนก้องความเจ็บปวดในอก
ธันวายืนนิ่งค้างอยู่กับที่ มือหนาทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด
หัวใจข้างซ้ายกระตุกวาบอย่างรุนแรง ราวกับมีใครเอามือมาบีบเค้นจนแทบหายใจไม่ออก คำพูดที่ร้ายกาจเมื่อครู่... เขาเป็นคนพูดมันออกไปเองแท้ๆ แต่ทำไมไอ้ความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นพล่านขึ้นมาถึงได้ชัดเจนขนาดนี้
*นายไล่เธอไปแล้วนี่... นายทำสำเร็จแล้ว ธันวา* เสียงหนึ่งในหัวกู่ร้องเตือนสติ *นี่แหละคือสิ่งที่นายต้องการไม่ใช่เหรอ? ให้คนอื่นออกไปจากเซฟโซน เพื่อที่นายจะได้ปลอดภัยอยู่ในโลกที่สมบูรณ์แบบของตัวเองคนเดียว*
แต่ทำไม... โลกใบนี้มันถึงได้เคว้งคว้างและหนาวยะเยือกกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า
สถาปนิกหนุ่มหลับตาลงช้าๆ พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อควบคุมความสั่นเทาของร่างกาย ทว่า ก่อนที่เขาจะได้ทันจัดการกับความพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำอยู่ในอก เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าห้องทำงาน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ก่อนที่บานประตูกระจกจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต
ธันวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด เขาลืมตาขึ้นพร้อมจะเอ่ยปากไล่แขกไม่ได้รับเชิญให้ออกไปให้พ้นหน้า แต่ทว่า ภาพบุคคลที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู กลับทำให้ลมหายใจของเขาต้องสะดุดกึก ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นรอยยิ้มเยnชาที่ส่งตรงมาจากคนๆ นั้น
"สวัสดีครับ คุณธันวา... ดูท่าทางคุณกำลังอารมณ์ไม่ดีเลยนะ หรือว่าโปรเจกต์นี้มันจะมีปัญหามากกว่าที่คิด?"
พศินก้าวเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับแฟ้มเอกสารลับในมือที่ทำเอาธันวาต้องหน้าซีดเผือดลงทันที!
---
ฝากเป็นกำลังใจให้คนปากแข็งอย่างคุณธันวาด้วยนะครับ รี้ดเดอร์ทุกคน! – โครโนสทริกเกอร์
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 17
กำแพงในใจธันวา
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!