"คุณไม่เข้าใจหรอ... ว่าบางทีความสมบูรณ์แบบที่คุณพยายามไขว่คว้า มันไม่ใช่เซฟโซน แต่มันคือห้องขัง!"
เสียงของขวัญข้าวตอกกลับไปอย่างเฉียบคม ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมห้องทำงานสถาปนิกในยามวิกาล แฟ้มเอกสารคดีเก่าและแบบแปลนโปรเจกต์ที่กระจัดกระจายบนโต๊ะทำงานไม้สักทองกลายเป็นสักขีพยานของบทสนทนาที่เดินทางมาถึงจุดเดือด ธันวานิ่งค้าง ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอกชะงักมือที่กำลังจะคว้าปากกา ดวงตาคมกริบที่มักใช้มองโลกอย่างจับผิดและเย้ยหยันไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะถูกกำแพงความเย็นชาถมทับกลับมาอย่างรวดเร็ว
"คุณรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตผมบ้าง ขวัญข้าว" ธันวาเค้นเสียงต่ำ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเคยตัว แต่ดวงตากลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย "ดีแต่มองโลกด้วยความรู้สึกเพ้อเจ้อ แล้วก็เอามาตรฐานตื้นๆ มาตัดสินคนที่เขาต้องรับผิดชอบอะไรมากกว่าคุณ"
"ตื้นเหรอคะ... เอ๊ย! ตื้นเหรอครับ!" ขวัญข้าวเผลอหลุดปากใช้สรรพนามตามความคุ้นเคยก่อนจะรีบแก้ด้วยความโมโห หญิงสาวก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน มือเรียวตบลงบนพื้นไม้เสียงดังสนั่น "คนที่ตื้นเขินมันคือคุณต่างหาก! คนที่กลัวความผิดพลาดจนไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มต้นใหม่กับใคร คนที่สร้างโปรเจกต์ร้อยล้านได้แต่กลับสร้างความสัมพันธ์ยืนยาวกับใครไม่ได้เลยสักคน... แบบนี้เขาเรียกคนขี้ขลาดต่างหากล่ะครับ!"
คำว่า 'ขี้ขลาด' ราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นที่ธันวาพยายามปกปิดมาตลอดชีวิต
บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบลงทันที ธันวาไม่ตอกกลับด้วยคำพูดจิกกัดเหมือนทุกที ดวงตาคู่คมจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยประกายไฟที่กรุ่นโกรธ แต่ลึก
"ถ้าคุณคิดว่าผมมันขี้ขลาดนัก แล้วทำไม..." ธันวาก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวขวัญข้าวอย่างรวดเร็ว จนหญิงสาวต้องถอยหลังไปชนกับชั้นวางหนังสือด้านหลัง แผ่นหลังชนเข้ากับความแข็งกระด้าง แต่สายตาของธันวาที่โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกันกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวระรัวยิ่งกว่า "ทำไมคุณถึงยังยืนอยู่ตรงนี้ล่ะ ขวัญข้าว"
ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ใกล้ผิวแก้มทำให้ขวัญข้าวเผลอกลั้นหายใจ เคมีและความตึงเครียดระหว่างคนทั้งคู่พุ่งสูงจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แม้จะปากเก่งแค่ไหน แต่ในระยะประชิดแบบนี้ สมองเธอก็พาลจะรวนเรไปหมด
"เพราะ... เพราะฉันไม่อยากเห็นสถาปนิกฝีมือดีต้องมาพังอนาคตตัวเองกับอีโก้บ้าๆ ของคุณไงล่ะครับ" ขวัญข้าวเงยหน้าสบตา สรรพนามที่ประชดประชันถูกงัดมาใช้เพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในอก
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้น "อีโก้งั้นเหรอ... คุณเคยรู้ไหมว่าทำไมผมถึงเกลียดเส้นสายที่บิดเบี้ยว ทำไมผมถึงยอมไม่ได้ถ้าแปลนบ้านสักหลังมันไม่ได้ฉากตามทฤษฎีเป๊ะๆ"
ขวัญข้าวชะงัก มองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มและพบกับร่องรอยของอดีตที่เขาไม่เคยบอกใคร
"เพราะพ่อของผม... คือสถาปนิกที่ล้มเหลวที่สุดในชีวิตจริง" ธันวาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นน้อยๆ แบบที่ขวัญข้าวไม่เคยได้ยินมาก่อน ร่างสูงผละถอยหลังออกไปนิดหนึ่งเพื่อเว้นระยะห่าง แต่สายตายังคงตรึงเธอไว้ "วันที่ผมอายุสิบขวบ ครอบครัวเราพังทลายลงก็เพราะความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่พ่อละเลย ความประมาทที่พ่อบอกว่า 'หยวนๆ กันไปได้' สุดท้ายมันพรากบ้านหลังนั้น พรากแม่ และพรากทุกอย่างไปจากชีวิตผม"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบเพื่อหาเรื่องปะทะคารม แต่เป็นความเงียบที่แบกรับน้ำหนักของอดีตอันแสนเจ็บปวด
ขวัญข้าวเบิกตากว้าง ความโกรธเคืองเมื่อครู่วันนี้มลายหายไปสิ้น เปลี่ยนเป็นความตระหนักรู้ที่วิ่งเข้ามาจู่โจมหัวใจ เธอเข้าใจแล้ว... เข้าใจว่าทำไมธันวาถึงต้องกอดความสมบูรณ์แบบเอาไว้แน่นหนาขนาดนั้น เพราะสำหรับเขา ความสมบูรณ์แบบไม่ใช่ความเย่อหยิ่ง แต่มันคือเกราะป้องกันเดียวที่จะไม่ทำให้ชีวิตของเขาพังทลายลงมาซ้ำสอง
"ธันวา..." ขวัญข้าวเปล่งชื่อเขาออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความแข็งกร้าวหายไป เหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจที่ฉายชัดผ่านแววตา
"ทีนี้เข้าใจหรือยังล่ะ ว่าทำไมผมถึงเปิดใจให้ใครไม่ได้" ธันวาหันหลังให้เธอ สองมือเท้าขอบโต๊ะทำงาน แผ่นหลังกว้างนั้นดูโดดเดี่ยวและแบกรับโลกทั้งใบไว้คนเดียว "เพราะทุกครั้งที่มีใครก้าวเข้ามาในชีวิต ผมมีแต่จะคอยคิดว่าพวกเขาจะเข้ามาทำลายความเรียบร้อยที่ผมสร้างไว้ หรือผมจะเป็นคนทำร้ายพวกเขาด้วยความบ้าคลั่งของตัวเองเหมือนพ่อคนนั้น"
ขวัญข้าวเม้มปากแน่น หัวใจดวงน้อยบีบตัวเข้าหากันอย่างเจ็บแปลบ เธอไม่ยอมปล่อยให้เขาสจมอยู่กับความมืดมนนั้นแน่ๆ หญิงสาวตัดสินใจก้าวเข้าไปหาเขาอีกครั้ง ช้าๆ ทว่ามั่นคง ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะที่ลาดไหล่กว้างของชายหนุ่มเบาๆ
ธันวาสะดุ้งเล็กน้อย หันกลับมามองด้วยความตกใจที่จู่ๆ เธอก็สัมผัสเขาในมุมที่เปราะบางที่สุด
"คุณไม่ใช่พ่อของคุณหريكครับ ธันวา" ขวัญข้าวสบตาเขาด้วยแววตาที่จริงจังและเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น "อดีตมันอาจจะสร้างคุณขึ้นมา แต่มันไม่ได้แปลว่าคุณต้องปล่อยให้อดีตมาขังคุณไว้ตลอดไปสักหน่อย... บ้านที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ใช่บ้านที่ไม่มีรอยร้าว แต่มันคือบ้านที่มีคนพร้อมจะซ่อมแซมมันไปด้วยกันต่างหากล่ะ"
คำพูดนั้นราวกับค้อนที่ทุบทำลายกำแพงน้ำแข็งในใจธันวาจนพังทลายลงในพริบตา ดวงตาคู่คมไหวระริก ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับมานานหลายปีทะลักล้นออกมาจนยากจะควบคุม เขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า ราวกับเพิ่งมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นครั้งแรก... ผู้หญิงที่มองทะลุเปลือกนอกอันร้ายกาจของเขา และเข้าใจหัวใจที่แตกสลายข้างใน
ธันวาก้าวเข้าไปหาขวัญข้าวอย่างลืมตัว มือหนายื่นออกไปหมายจะประคองกรอบหน้าเรียวเพื่อบอกความรู้สึกบางอย่างที่อัดอั้นอยู่ในอก...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความหวานซึ้งและเปี่ยมอารมณ์อย่างกะทันหัน พร้อมๆ กับบานประตูห้องทำงานที่ถูกผลักเปิดออกโดยฝีมือของใครบางคนที่ไม่ได้รับเชิญ
"คุณธันวาครับ ผมขอโทษที่รบกวนยามวิกาล แต่พอดีมีเรื่องด่วน..."
ร่างของพศินก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ในมือถือเอกสารสำคัญบางอย่าง ก่อนที่ดวงตาคมกริบของคู่แข่งตัวฉกาจจะชะงักกึก เมื่อเห็นว่าธันวาและขวัญข้าวอยู่ใกล้ชิดกันในระยะประชิดชนิดที่เรียกว่าแทบจะสิงร่างกันได้อยู่แล้ว
ขวัญข้าวสะดุ้งสุดตัว รีบผละถอยหลังออกจากธันวาหน้าแดงก่ำ ขณะที่ธันวาตวัดสายตาดุด่าไปยังพศินด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญที่สุด
และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร พศินก็ยื่นแฟ้มในมือให้พร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่ซ่อนความลับบางอย่างไว้ "ดูเหมือนผมจะมาผิดจังหวะสินะครับ... แต่คิดว่าคุณน่าจะอยากเห็นนี่ก่อน ดีกว่าจะมามัวสวีทกันตอนนี้ เพราะโปรเจกต์หลักของเรากำลังจะถูกยกเลิกแล้วครับ!"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของพวกเขานะครับ
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 18
ความจริงที่แสนเจ็บปวด
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!