"ผมบอกแล้วว่าสายไฟชุดนี้ต้องร้อยท่อร้อยผนัง ไม่ใช่ปล่อยเดินลอยตีลังกาโชว์ความมักง่ายแบบนี้... ขวัญข้าว คุณเอาสมองส่วนไหนคิด หรือใช้แค่ความรู้สึกอินดี้ๆ ของคุณตัดสินงานโครงสร้างฮะ"
เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดของธันวาตวัดขึ้นตัดเสียงคำรามของฟ้าผ่าด้านนอกอย่างไม่ไว้หน้า สถาปนิกหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้มแต่บัดนี้ไร้เนกไท ยืนกอดอกพิงเสาปูนเปลือย สายตาคมกริบมองผลงานการจัดสวนแนวตั้งที่ถูกพ่วงต่อระบบน้ำและไฟชั่วคราวอย่างขัดหูขัดตา
ฝนห่าใหญ่ที่กระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานีตั้งแต่ช่วงบ่ายคลานเคลื่อนเข้าสู่ชั่วโมงเร่งด่วน ทำให้ไซต์งานก่อสร้างรีสอร์ทกลางเขาโปรเจกต์ใหญ่ กลายเป็นเกาะร้างย่อมๆ ที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ และที่แย่ไปกว่านั้น... รถยนต์ของทั้งคู่ที่จอดไว้ตรงลานดินด้านหน้า ต่างพร้อมใจกันสำลักน้ำตายสนิทไปตั้งแต่นาทีแรกที่พายุโหมกระหน่ำ
"แล้วคุณเอาสมองส่วนไหนมาคิดว่าฉันจะใช้แค่ความรู้สึกทำงานคะ... เอ๊ย หมายถึง... ฉันคำนวณสเปกกันน้ำมาตรฐาน IP65 ไว้เรียบร้อยแล้วค่ะคุณสถาปนิกผู้ดีเก่า!" ขวัญข้าวตอกกลับทันควัน ดวงตากลมโตฉายแววพยศ เธอสะบัดหน้าใส่ร่างสูงที่สูงกว่าเธอเกือบหนึ่งช่วงตัว มือเรียวปลดถุงมือทำสวนออกแล้วปาลงบนโต๊ะไม้ลังอย่างเหลืออด "ถ้าคุณจะกรุณาใช้สายตาอันมีค่าของคุณก้มลงมองเอกสารสเปกแผ่นนั้นสักนิด ไม่ใช่เอาแต่ยืนกอดอกทำหน้ายักษ์ใส่ฉันเหมือนคนท้องผูกมาสามวัน คุณก็จะเห็นว่ามันปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ!"
"ปากดี" ธันวาเค้นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาประชิดตัวนักออกแบบสาวจนเธอต้องผอยหลังโดยอัตโนมัติ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยแตะจมูกสถาปนิกหนุ่ม แม้ในสถานการณ์ที่น่าหงุดหงิดที่สุด เขาก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้หญิงตรงหน้ามีพลังบางอย่างที่ทำให้หัวใจที่มักจะเต้นเป็นจังหวะสมบูรณ์แบบของเขาเกิดรวนเร "แล้วไอ้เรื่องความปลอดภัยเนี่ย... ไว้ใจได้แค่ไหนล่ะ หรือต้องรอให้ไฟชอร์ตแล้วคุณมานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง ผมถึงจะต้องเป็นคนรับผิดชอบเคลียร์โปรเจกต์นี้คนเดียว"
"คุณธันวา!" ขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นเถียง ขยับเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ความโกรธทำให้พวงแก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่ามอง "ฉันไม่ใช่เด็กฝึกงานนะ! และถึงฉันจะชอบทำงานด้วยอารมณ์ แต่มันก็อยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ... อุ๊ย!"
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ เสียงเปรี้ยงปร้างของฟ้าผ่าก็ดังสนั่นหวั่นไหวตามมาด้วยเสียง 'พรึบ!' แสงไฟนีออนดวงสุดท้ายในพื้นที่ก่อสร้างดับวูบลงทันที ความมืดมิดเข้ากลืนกินพื้นที่รอบตัวในเสี้ยววินาที มีเพียงแสงวาบจากสายฟ้าด้านนอกที่สาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่างกระจกเปลือย เผยให้เห็นใบหน้าของคนทั้งคู่ที่ยืนประชิดกันในระยะประชิด
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงเม็ดฝนที่โถมซัดสาดกระทบหลังคาเมทัลชีทด้านบนดังสนั่นหู
ในความมืดและแคบ ธันวารับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอ ระยะห่างที่ลดลงจนแทบไม่มีช่องว่างทำให้สถาปนิกหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือหนาที่เดิมทีตั้งใจจะกอดอก กลับเปลี่ยนมาค้ำขอบโต๊ะไม้ด้านหลังของขวัญข้าวไว้โดยสัญชาตญาณ เพื่อไม่ให้ร่างบางล้มลง กลายเป็นการกักขังเธอไว้ในอ้อมแขนกลายๆ
"ม...มืดจัง" ขวัญข้าวพึมพำเสียงแผ่ว ความมั่นใจเมื่อครู่หายวับไปกับตา เมื่อสัมผัสได้ถึงไอSอุ่นจากร่างหนาที่แผ่ซ่านเข้ามาในความเย็นยะเยือกของบรรยากาศรอบตัว เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอเมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้พวกเขากำลังยืนใกล้กันเกินไป มากเกินกว่าที่คนปากไม่ตรงกับใจสองคนควรจะอยู่
"กลัวความมืดเหรอครับ... นักออกแบบคนเก่ง" เสียงกระซิบของธันวาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มทุ้มชวนใจสั่น ดวงตาคู่คมพยายามปรับโฟกัสในความมืดเพื่อมองใบหน้าเนียนที่อยู่ห่างเพียงคืบ
"ใครกลัว... ฉันแค่... อื้อ!"
คำพูดทุ่มเถียงถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อจังหวะนั้นเอง รถบรรทุกของไซต์งานที่จอดทิ้งไว้ด้านนอกเกิดชอร์ตไฟหน้าติดพรึบขึ้นมากะทันหัน แสงไฟสาดส่องทะลุกระจกเข้ามาสว่างวาบ เผยให้เห็นภาพที่สะท้อนในกระจกเงาด้านข้าง—ภาพที่สถาปนิกหนุ่มผู้เนี๊ยบและปากจัด กำลังโน้มใบหน้าลงมาใกล้ริมฝีปากอิ่มของนักจัดสวนสาวจนแทบจะแนบชิด
ธันวาชะงัก เขารู้ตัวว่าเลยเถิด แต่แปลกที่เขากลับไม่อยากถอยหลังออกไปเลยสักนิด ปลายนิ้วเรียวของเขาเผลอยื่นออกไปปัดปอยผมเปียกชื้นที่ปรกหน้าผากเนียนของอีกฝ่ายอย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาจนขวัญข้าวสะท้านเฮือก หัวใจในอกเต้นรัวแรงจนกลกลบเสียงฝนด้านนอก
"ธันวา..." ขวัญข้าวครางชื่อเขาแผ่วเบา ดวงตากลมโตสั่นไหวอย่างมีความหมาย
"หืม..." เขารับคำในลำคอ สายตาจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างประหม่า "เรียกชื่อผมแบบนี้... หมายความว่ายอมรับแล้วใช่ไหมครับ ว่าคุณเถียงผมไม่ชนะ"
"คนฉวยโอกาส..." เธอบ่นอุบ แต่ไม่ได้ผลักอกเขาออกอย่างที่ควรจะเป็น มือเล็กกลับกำชายเสื้อสูทของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
ธันวายิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่อบอุ่นและมีเสน่ห์จนขวัญข้าวต้องหลบตา ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงไปอีกนิด ปลายจมูกโด่งเกือบจะแตะเข้าหากันอยู่แล้ว ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานฉ่ำและหัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง...
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านหน้าที่ดังขึ้นท่ามกลางพายุฝน ทำเอาทั้งคู่ผละออกจากกันราวกับโดนไฟชอร์ต ขวัญข้าวหน้าแดงซ่าน รีบก้าวถอยหลังไปสามก้าว ส่วนธันวาสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะมารยาททราม
ร่างสูงหันขวับไปมองยังต้นเสียง ดวงตาคมหรี่ลงด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนยืนยิ้มแป้นอยู่หลังกระจก ท่ามกลางสายฝนที่สาดกระหน่ำ
ประตูกระจกถูกเลื่อนเปิดออก พร้อมกับร่างของชายหนุ่มในชุดสูทแบรนด์เนมเปียกโชก แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับกวนประสาทสิ้นดี
"อ้าว... ขอโทษทีครับ ขัดจังหวะสวีทกันอยู่หรือเปล่าเอ่ย พอดีผมผ่านมาแถวนี้... ธันวา นึกไม่ถึงเลยนะว่าจะมาติดแหง็กอยู่กับยัยนี่สองต่อสอง" พศินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาในร่มเงาของไซต์งาน โดยมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่บนมุมปาก
ธันวากำหมัดแน่น แววตาส่งประกายความไม่พอใจพุ่งตรงไปยังผู้มาใหม่ทันที เกมที่กำลังจะได้คำตอบถูกพลิกคว่ำลงอย่างไม่เป็นท่า...
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับตัวละครของผมเสมอนะครับ!
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 7
ฝนตกกับรถที่สตาร์ทไม่ติด
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!