"มือของคุณควรจะเอาไปจับกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้มากกว่าจะมาวุ่นวายกับงานออกแบบสถาปัตยกรรมระดับร้อยล้านนะครับ คุณขวัญข้าว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเยعยินและรำคาญใจดังขึ้นทันทีที่ขวัญข้าวเคลื่อนตัวด้วยความเร็วแสง คว้ากระดาษสเกตช์ภาพในมือของพศินมาหลบไว้ด้านหลังตัวได้ทันหวุดหวิด ปลายเล็บเรียวสวยเกือบจะขีดข่วนโดนปลายนิ้วของพศินที่พุ่งเข้ามาฉวย ปะทะกันด้วยสายตาที่ไม่มีใครยอมใครในระยะประชิด จนธันวาที่นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานต้องรีบผุดลุกขึ้นด้วยใบหน้าตึงเครียด
ดวงตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความหงุดหงิดระคนแปลกใจ เขาไม่คาดคิดว่าผู้หญิงร่างเล็กที่วันๆ คลุกอยู่แต่กับดิน หิน และต้นไม้ จะมีความว่องไวระดับนักกีฬาโอลิมปิกในยามคับขันเช่นนี้
"และปากของคุณก็น่าจะเอาไปเคี้ยวใบกะเพราไล่ความเผ็ดร้อนเสียมารยาทออกไปบ้างนะค่ะ... เอ๊ย หมายถึง นะครับ!" ขวัญข้าวเกือบหลุดสำเนียงประชดประชันแบบผู้หญิงออกไปตามสัญชาตญาณ แต่ก็ดึงสติกลับมาได้ทันเวลาเมื่อเห็นหางตาของธันวากระตุกวูบด้วยความจับผิด เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว พศินที่ชักมือกลับมาจัดเสื้อสูทให้เข้ารูป หัวเราะในลำคอด้วยความขบขันกับท่าทีพยศของเธอ
"โอ๊ะโอ... ดูเหมือนผมจะเข้ามาขัดจังหวะความลับอะไรระหว่างสถาปนิกมือหนึ่งกับนักจัดสวนมือสมัครเล่นเข้าสินะครับ" พศินลากเสียงยาวอย่างจงใจสร้างความรำคาญ สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองกระดาษในมือขวัญข้าวที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง "น่าเสียดายจัง ผมอุตส่าห์แวะเอาแบบแปลนโครงการรีสอร์ทฝั่งเรามาให้คุณธันวาช่วยดูเป็นบุญตาหน่อย เผื่อว่าจะได้รู้ว่าความเหนือชั้นที่แท้จริงมันหน้าตาเป็นอย่างไร"
ธันวาขยับก้าวเข้าไปยืนแทรกกลางระหว่างพศินและขวัญข้าว ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคเข้ารูปแผ่รังสีความกดอากาศต่ำจนอุณหภูมิในห้องประชุมลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด ความเย่อหยิ่งและถือดีของธันวาในยามปกติถูกยกระดับขึ้นเพื่อปกป้องอาณาเขตของตนเอง
"ผมไม่มีความจำเป็นต้องดูขยะกระดาษจากบริษัทคุณหรอกครับ คุณพศิน" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทแต่เฉียบคมดั่งใบมีดโกน "และรบกวนช่วยออกจากห้องทำงานส่วนตัวของผมด้วย ก่อนที่ผมจะเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาเชิญคุณออกไปฐานบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล"
พศินไหวไหล่เบาๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน สายตายังคงเหลือบมองขวัญข้าวที่ยืนกัดริมฝีปากล่างด้วยความคับแค้นใจ "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะครับคุณธันวา โปรเจกต์นี้ไม่ได้วัดกันแค่เสาเขեմหรือคอนกรีต แต่มันวัดกันที่ว่าใครจะคุกเข่าก่อนกัน..." พศินทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มมุมปากก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป พร้อมกับปิดประตูห้องเสียงดังปัง!
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที ขวัญข้าวยังคงยืนหายใจหอบถี่โดยมีกระดาษแผ่นเจ้าปัญหาซ่อนอยู่ข้างหลัง ธันวาหันขวับกลับมามองเธอ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"เอามานี่" ธันวาแบมือขวาออกคำสั่งเสียงเข้ม
"ไม่ค่ะ... ไม่ใช่! ไม่ครับ!" ขวัญข้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งจนสะโพกชนเข้ากับขอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ "นี่มันเป็นงานสเกตช์ส่วนตัวของฉันที่คุณบังเอิญทำตกไว้ต่างหาก คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้ฉันคืนนะ"
"คุณขวัญข้าว!" ธันวาหมดความอดทน เขาก้าวประชิดตัวเธอด้วยความเร็วจนขวัญข้าวไม่มีทางหนี แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับกระจกเย็นเฉียบ ขณะที่ร่างสูงของธันวาโน้มตัวลงมาครอบงำพื้นที่จนเธอแทบไม่มีอากาศหายใจ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟคั่วเข้มพุ่งเข้าปะทะจมูกจนหัวใจดวงน้อยเต้นระรัวผิดจังหวะ
ใกล้เกินไปแล้ว... ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว!
ธันวาใช้มือข้างหนึ่งยันขอบหน้าต่างกักขังเธอไว้ตรงกลาง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งยโសบัดนี้อยู่ห่างจากใบหน้าของเธอเพียงแค่คืบ ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องลึกลงมาในดวงตาของเธอ ค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่
"ผมบอกให้เอามา..." เสียงกระซิบของธันวานุ่มทุ้มและแหบพร่าลงอย่างประหลาด มันไม่ใช่เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวแบบเมื่อครู่ แต่มันคือแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ขวัญข้าวรู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้ม
ขวัญข้าวเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน แต่วินาทีนั้นเอง สมองที่หมุนเร็วจี่ของเธอก็ปิ๊งไอเดียเอาตัวรอดขึ้นมาได้ ในเมื่อสถาปนิกผู้เย่อหยิ่งคนนี้คิดว่าตัวเองควบคุมได้ทุกอย่าง งั้นเธอจะใช้ "ธรรมชาติ" สั่งสอนความหยิ่งยโสนี้ให้เข็ดหลาบเสียบ้าง!
"อยากได้เหรอครับ?" ขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เรียวปากอิ่มเอิบแย้มยิ้มท้าทาย "ถ้าอยากได้... ก็ต้องแย่งเอาเองสิคะ... เอ๊ย! นะครับ!"
พูดจบ ขวัญข้าวก็ไม่รอให้ธันวาได้ตั้งตัว มือข้างที่ซ่อนอยู่ด้านหลังคว้ากระถางต้นไม้มินิมอลพันธุ์ "เฟิร์นข้าหลวง" ขนาดกะทัดรัดที่วางประดับอยู่บนขอบหน้าต่างขึ้นมา แล้วฉวยโอกาสที่ธันวาชะงักไปชั่วขณะ ยัดกระถางต้นไม้ใส่มือหนาของเขาแทนกระดาษสเกตช์!
ดินร่วนซุยเล็กน้อยร่วงกราวลงบนเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดของสถาปนิกหนุ่ม ธันวารีบก้มลงมองกระถางต้นไม้ในมือด้วยความงุนงงขีดสุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเตรียมจะเอ่ยปากด่ากราด
แต่ขวัญข้าวไวกว่านั้น เธอฉวยจังหวะที่ธันวาผะผะวะถอยหลังเล็กน้อย หมุนตัวลอดใต้แขนแกร่งของเขาพุ่งไปยังประตูห้องทำงานทันที พร้อมกับชูแผ่นกระดาษสเกตช์ในมือขึ้นโบกเยาะเย้ย
"ขอรับต้นไม้ไปปลูกเพิ่มความชุ่มชื้นในสมองหน่อยนะครับคุณสถาปนิก! ส่วนกระดาษแผ่นนี้ ฉันขอเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าคนปากร้ายอย่างคุณ ก็แอบวาดรูปโรแมนติกเป็นเหมือนกันนะเนี่ย!"
"คุณขวัญข้าว! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" ธันวาคำรามลั่นห้อง ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธปนอับอาย เขารีบวางกระถางเฟิร์นลงบนโต๊ะแล้วสาวเท้าก้าวตามออกไปหมายจะตะครุบตัวเธอไว้
แต่ยังไม่ทันที่ธันวาจะเปิดประตูออกไป เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยบุคคลที่สามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ในเวลานี้
"คุณธันวาคะ... แย่แล้วค่ะ! แบบแปลนโครงสร้างหลักที่เพิ่งส่งตรวจเมื่อเช้า... ถูกยกเลิกโดยคำสั่งของบอร์ดบริหารชุดใหญ่แล้วค่ะ!"
ร่างของเลขาฯ สาววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด หยุดชะงักอยู่ตรงหน้าธันวาที่กำลังยืนอารมณ์ค้าง ขวัญข้าวที่วิ่งไปถึงหน้าประตูก็ต้องชะงักฝีเท้า หันกลับมามองสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างกะทันหัน
ธันวาขมวดคิ้วแน่น ความโกรธเรื่องกระดาษสเกตช์ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดทันทีเมื่อได้ยินคำว่า "บอร์ดบริหาร" ดวงตาคมกริบกวาดมองเลขาฯ สลับกับร่างของใครอีกคนที่ก้าวตามเข้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหลังในเงาสลัวของทางเดิน
ชายสูงวัยในชุดสูทสากลเรียบร้อย ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาทรงอำนาจกวาดสายตามองเข้ามาในห้องทำงาน ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ธันวาด้วยรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
"สวัสดีครับลูกชาย... ไม่ได้เจอกันนานนะ ธันวา"
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความปั่นป่วนหัวใจในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!)
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 6
อย่าคิดว่าฉันจะยอม
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!