"ถ้าคุณจะเข้ามาพูดจาไร้สาระเพื่อทำลายบรรยากาศการทำงาน เชิญไสหัวออกไปทางประตูที่คุณเพิ่งเดินเข้ามาดีกว่าครับ คุณพศิน"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดอย่างชัดเจนของธันวา ดังแทรกขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอให้แขกผู้ไม่ได้รับเชิญเอ่ยปากประโยคที่สอง ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอกขยับตัวยืนบังหน้าจอแท็บเล็ตขนาดใหญ่ในมือของขวัญข้าวเอาไว้โดยสัญชาตญาณ แว่นตาไร้กรอบสะท้อนแสงไฟนีออนในห้องประชุมชั่วคราว รังสีความเยือกเย็นและความไม่พอใจแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
พศินยักไหล่ด้วยท่าทีกวนประสาท รอยยิ้มมุมปากที่เคลือบด้วยความเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาไม่ได้สะทกสะท้านต่อสายตาราวกับใบมีดโกนที่ธันวาส่งให้เลยแม้แต่น้อย กลับกัน สายตานั้นกวาดมองข้ามไหล่กว้างของสถาปนิกหนุ่ม ไปหยุดอยู่ที่ร่างบางของนักออกแบบสาวที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
"แหม ใจร้อนเป็นไฟสมกับเป็นคุณธันวาคนเก่งเลยนะครับ..." พศินลากเสียงยาว จงใจก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกสองก้าว จนกลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะทะจมูก "ผมก็แค่หวังดีกลัวว่า 'สถาปนิกคนเก่ง' จะทำงานเหนื่อยเปล่า เพราะไอ้งบประมาณก้อนโตที่บริษัทแม่เพิ่งอนุมัติลงมาเนี่ย มันถูกหั่นทิ้งไปเกินครึ่งตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วล่ะครับ... โดยที่คุณธันวาผู้รักความสมบูรณ์แบบ อาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ!"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันตาเห็น แม้แต่เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยคำรามเบาๆ ยังฟังดูราวกับหายลับไปจากโสตประสาท
ขวัญข้าวที่ยืนอึ้งอยู่หลังแผ่นหลังกว้างของธันวา รู้สึกได้ถึงสันหลังที่เย็นวาบ คำพูดของพศินไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น สายตาเจ้าเล่ห์คู่นั้นจริงจังเกินกว่าจะปั้นน้ำเป็นตัว และที่สำคัญที่สุด... มันสอดคล้องกับความรู้สึกผิดปกติบางอย่างที่เธอเพิ่งสังเกตเห็นในตัวเลขงบประมาณเมื่อครู่พอดี
มือบางเอื้อมออกไปแตะเบาๆ ที่ชายเสื้อเชิ้ตของธันวา สัมผัสได้ทันทีว่ากล้ามเนื้อแผ่นหลังของสถาปนิกหนุ่มเกร็งแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ธันวาไม่ได้หันกลับมามองเธอ แต่สันจมูกโด่งเป็นสันนั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย กรามขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน แสดงถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังปะทุ
"เรื่องงบประมาณภายในของบริษัทผม จะถูกจัดการอย่างไร มันไม่ใช่ธุระก่ายะอะไรของคุณพศินครับ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังคู่แข่งทางธุรกิจ "เชิญออกไปได้แล้วครับ ก่อนที่ผมจะเรียก รปภ. มาเชิญคุณออกไปจริงๆ"
"ระวังหน่อยนะครับคุณธันวา ความลับไม่มีในโลกหรอกครับ... โดยเฉพาะความลับที่ซ่อนอยู่ในแบบร่างที่สี่" พศินทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปจากห้องประชุมชั่วคราวด้วยท่าทางอารมณ์ดี ทิ้งให้ความเงียบงันอันหนักอึ้งโรยตัวลงมาปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง
ประตูกระจกปิดสนิทลงแล้ว แต่คลื่นความตึงเครียดยังคงกระเพื่อมไหวอยู่ในอากาศ ขวัญข้าวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะตัดสินใจก้าวออกมาจากด้านหลังของธันวา ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่สถาปนิกหนุ่มคุ้นเคย
"ธันวา..." เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย "ที่คุณพศินพูดเมื่อกี้... หมายความว่ายังไงคะ?"
ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด เขาขยับแว่นตาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาคู่คมที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยความถือดี บัดนี้กลับฉายแววความเหนื่อยล้าที่พยายามปกปิดไว้อย่างมิดชิด แต่มันรอดพ้นสายตาของขวัญข้าวไปไม่ได้
"ไม่มีอะไรครับ ขวัญอย่าไปสนใจคนประเภทนั้นเลย เขาแค่ต้องการปั่นหัวเราให้ไขว้เข่วเรื่องงานออกแบบเท่านั้น" ธันวาตอบเสียงเรียบ พยายามเบี่ยงเบนความสนใจโดยการหันกลับไปหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะขึ้นมา "เรามาดูแปลนสวนตรงโซนระเบียงต่อกันดีกว่าครับ เวลาเหลือน้อยแล้ว"
"เดี๋ยวก่อนค่ะธันวา!" ขวัญข้าวเอื้อมมือไปคว้าข้อมือหนาเอาไว้โดยสัญชาตญาณ แรงดึงนั้นทำให้ธันวาต้องชะงักและก้มลงมองมือบางที่กุมข้อมือเขาไว้ สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วของเธอส่งผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตเข้ามาจนใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้
ขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาของเธอจริงจังและเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่หลังท่าทีดื้อรั้น "คุณโกหกไม่เก่งเลยนะคะ ธันวา... ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่คุณคอยเลี่ยงเรื่องงบประมาณวัสดุเกรดพรีเมียมที่คุณเลือกใช้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง... ทุนสร้างมันเกินโควตาที่บริษัทกำหนดไว้เกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ!"
ธันวาชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง เขาไม่คิดว่านักออกแบบสวนสาวตรงหน้าจะมีความละเอียดรอบคอบจนสามารถมองทะลุผ่านตัวเลขการเงินที่เขาพยายามจัดสรรให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดได้
"คุณ... รู้ได้อย่างไรครับ?" ธันวาถามเสียงแผ่ว ความเย่อหยิ่งทระงนตนก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตกตะลึง
"ฉันไม่ได้ตาบอดนะคะธันวา" ขวัญข้าวผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้นแต่หนักแน่น "ในฐานะคนที่ต้องเอาต้นไม้พวกนี้ไปลงดิน ฉันย่อมรู้ดีว่าต้นไม้ชนิดไหนราคาเท่าไหร่ และค่าบำรุงรักษามันสูงแค่ไหน... ที่สำคัญที่สุด ฉันอ่าน 'แบบร่างที่สี่' ที่คุณนั่งแก้จนถึงตีสามเมื่อคืนนี้แล้วค่ะ"
ธันวานิ่งเงียบ กรามหนาขบเข้าหากันอีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ถูกจับได้ว่าทำความผิด และคนที่จับได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นผู้หญิงปากเก่งที่ชอบต่อปากต่อคำกับเขาในทุกๆ เรื่องคนนี้นี่เอง
"แบบร่างที่สี่..." ธันวาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "แบบร่างที่คุณไม่มีวันยอมรับมันง่ายๆ แน่"
"ทำไมฉันจะยอมรับไม่ได้ล่ะคะ?" ขวัญข้าวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนระยะห่างระหว่างกันลดลงเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอผสมผสานกับกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์ ทำเอาสมองที่ประมวลผลเรื่องสถาปัตยกรรมมาทั้งคืนของธันวาเริ่มรวนเร "ถ้าคุณยอมบอกความจริงแต่แรก... ถ้าคุณยอมลดอีโก้แล้วบอกฉันว่า งบประมาณมันถูกตัดทอนลงจนคุณต้องควักเนื้อตัวเองมาโปะค่าวัสดุพวกนี้ เพื่อให้งานมันออกมาสมบูรณ์แบบตามที่คุณฝันไว้..."
ขวัญข้าวเว้นจังหวะไปนิด ดวงตากลมโตคู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งเป็นห่วง และ... ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
"...ฉันคงไม่ใจร้ายถึงขนาดปล่อยให้คุณแบกรับมันไว้คนเดียวหรอกค่ะ ธันวา"
ประโยคสุดท้ายนั้นร่วงหล่นลงกลางใจของสถาปนิกหนุ่มราวกับค้อนทุบลงบนแผ่นกระจกใสที่เปราะบาง กำแพงความสมบูรณ์แบบที่ธันวาใช้เวลาสร้างมันขึ้นมาตลอดชีวิต เพื่อปกป้องปมด้อยในใจเรื่องครอบครัวและความคาดหวัง พังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงความอบอุ่นสายหนึ่งที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ธันวานิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เขาจ้องมองใบหน้าเนียนใสของหญิงสาวที่อยู่ใกล้เสียจนเห็นแพขนตางอนงาม และประกายความจริงใจในดวงตานั้น มันไม่ใช่ความสมเพช ไม่ใช่ความสมน้ำหน้า แต่มันคือความ "เข้าใจ" ในแบบที่เขาไม่เคยได้รับจากใครเลยตลอดสิบปีที่ผ่านมา
มือหนาที่เคยถือดินสอเขียนแบบอย่างไร้ความลังเลค่อยๆ ยกขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับถูกสะกดจิต ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงเบาๆ ที่ข้างแก้มเนียนของขวัญข้าวโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตั้งตัว สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้ขวัญข้าวสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ แต่เธอกลับไม่ได้ถอยหนี
"ขวัญ..." ธันวาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ แววตาที่เคยมองโลกด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับอ่อนยวบลงจนแทบจะละลาย "คุณรู้ตัวไหมครับ ว่าคุณกำลังทำให้ผม... กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ที่อยากเก็บคุณไว้ในเซฟโซนของผมคนเดียวตลอดไป"
ขวัญข้าวหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินเรื่องงบประมาณเสียอีก เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำพูดสวนกลับตามนิสัยปากเก่งเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย แต่ทว่า...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความหวานซึ้งในห้องอย่างไม่รู้กาลเทศะ พร้อมๆ กับบานประตูกระจกที่ถูกผลักเปิดออกโดยฝีมือของใครบางคน
"ขอโทษทีครับคุณธันวา พอดีท่านประธานเรียกพบด่วนเรื่อง... อุ๊ย!"
เสียงของเลขาหนุ่มหน้าห้องขาดหายไปในลำคอทันที เมื่อดวงตาสะดุดเข้ากับภาพตรงหน้า ภาพที่สถาปนิกหนุ่มมาดเนี๊ยบปากคอเราะร้าย กำลังใช้นิ้วประคองแก้มของนักออกแบบสาวคนเก่งเอาไว้ ในระยะประชิดที่แทบจะไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน!
ธันวาขบกรามแน่นด้วยความขัดเคือง เขาค่อยๆ ลดมือลงอย่างเสียดาย แต่สายตายังคงจ้องมองขวัญข้าวที่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขาในตอนนี้
และก่อนที่เลขาหนุ่มจะได้เอ่ยปากแซวอะไรออกมา ประตูลิฟท์ฝั่งตรงข้ามห้องประชุมก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างคุ้นเคยในชุดสูทเนี๊ยบ ที่ก้าวพ้นขอบประตูออกมาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
**ท่านประธานบริษัท... ผู้เป็นพ่อของธันวา ยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับเอกสารในมือที่สั่นเทาด้วยความโกรธ**
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความซึนของพี่ธันวาและน้องขวัญข้าวในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า รับรองว่าแซ่บซี๊ดและชวนจิกหมอนยิ่งกว่าเดิมแน่นอนครับ!
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 10
ความลับในแบบร่างที่ 4
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!