เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 4

กลิ่นกาแฟและสงครามย่อมๆ

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กบนโต๊ะไม้สักตัวยาวดังสนั่นพอจะปลุกคนหูหนวกให้สะดุ้งตื่นได้สบายๆ แต่ธันวา—สถาปนิกหนุ่มเจ้าของเนกไทผูกเนี๊ยบเฉียบคม—กลับเพียงแค่ปรายตามองมันด้วยหางตา ก่อนจะตวัดปลายปากกาหมึกซึมในมือเซ็นชื่อลงบนกระดาษแปลนงานโครงสร้างด้วยความเร็วและแม่นยำราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาอย่างดี “ถ้าข้อเสนอ ‘ล้างตา’ ของคุณขวัญข้าว มีค่าเท่ากับการเอากระดาษรีไซเคิลมาพับจรวดแล้วปาใส่หน้าผมล่ะก็... ผมแนะนำให้เดินกลับออกไปทางประตูเดิมแล้วเอาเวลาไปรดน้ำต้นไม้ที่สวนหลังบ้านจะดีกว่านะครับ” ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง เสียงทุ้มต่ำติดจะเยือกเย็นและกวนประสาทในคราวเดียวกันทำเอาอุณหภูมิในห้องประชุมชั่วคราวบนไซต์งานโปรเจกต์รีสอร์ตหรูลดฮวบลงทันที ขวัญข้าว ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสฉายแววความดื้อรั้นและท้าทาย เธอไม่ได้สะทกสะท้านกับท่าทีเย่อหยิ่งของสถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... รอยยิ้มมุมปากของเธอกลับยิ่งทำให้ธันวาอยากจะโยนแปลนโครงการนี้ทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด “ถ้าฉันมัวแต่ไปรดน้ำต้นไม้ ป่านนี้โครงการมิลลิยอนรีสอร์ตคงกลายเป็นป่าช้าต้นไม้ตายซากไปแล้วล่ะค่ะ... เอ้ย... ครับ!” ขวัญข้าวแกล้งกระแอมเปลี่ยนสรรพนามเมื่อเห็นคิ้วเข้มของธันวาขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบ “ฉันหมายถึง... คุณธันวาต่างหากล่ะคะที่กำลังจะทำลายโปรเจกต์นี้ด้วยอีโก้ค้ำคอของคุณเอง” ธันวาชะงักปลายปากกา เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาคมกริบหลังเลนส์แว่นสายตากวาดสำรวจหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อเชิ้ตลินินสีเขียวพาสเทลพับแขนขึ้นลวกๆ กับกางเกงสแลคสีครีมเลอะคราบดินจางๆ นั่นช่างขัดหูขัดตาสถาปนิกผู้บูชาความสมบูรณ์แบบอย่างเขาเสียเหลือเกิน “อีโก้เหรอครับ?” ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เขาวางปากกาลงแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างเกียจคร้าน “คนที่เสนอให้นำต้นไม้ใหญ่มาปลูกบังช่องลมทะเลโดยไม่คำนึงถึงแรงปะทะของพายุไซโคลนแถบนี้ คือใครกันแน่นะครับ ขวัญข้าว... นักออกแบบสวนผู้รักธรรมชาติยิ่งกว่าชีวิต แต่เกือบทำให้โครงสร้างฐานรากของผมพังไม่เป็นท่าเมื่อสัปดาห์ก่อน” “นั่นมันเพราะคุณไม่ยอมฟังฉันอธิบายฟังก์ชันการทำงานของรากแก้วต่างหากเล่า!” ขวัญข้าวดีดตัวออกจากขอบโต๊ะ ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนแทบจะโน้มตัวลงมาท้าวแขนจ้องหน้าเขา “คุณมันพวกสถาปนิกหัวโบราณที่มองเห็นแต่คอนกรีตกับเหล็กเส้น! คุณไม่เคยคิดจะเว้นพื้นที่ให้ธรรมชาติหายใจเลยสักนิด!” “เพราะผมไม่อยากให้ตึกที่ผมออกแบบมันพังครืนลงมาทับหัวลูกค้าตอนลมพัดไงครับ” ธันวาโต้กลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมบาดลึก “สถาปัตยกรรมที่ดีไม่ใช่การเอาต้นไม้มาแปะตามใจชอบเพื่อเอาใจรี้ดเด... อ่า... เอาใจลูกค้าสายอีโค่หรอกนะ” บรรยากาศในห้องเงียบลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ แข่งกับเสียงคลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้าฝั่งอยู่ไกลๆ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ในตอนนี้ใกล้เสียจนขวัญข้าวได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นกาแฟคั่วเข้มจากตัวของธันวา มันเป็นกลิ่นที่สะอาดและชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด... หญิงสาวรีบดึงสติแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะโยนแฟ้มเอกสารอีกเล่มลงบนโต๊ะ “พศินติดต่อไปหาคุณแล้วใช่ไหมล่ะคะ?” ชื่อนั้นทำให้ดวงตาของธันวาหรี่แคบลง รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอย่างชัดเจน ความน่ารื่นรมย์ทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา “คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” ธันวาถามเสียงต่ำ “เพราะฉันบังเอิญไปได้ยินตอนที่ ‘เพื่อนรัก’ ของคุณกำลังคุยโทรศัพท์กับผู้รับเหมาเจ้าประจำน่ะสิคะ” ขวัญข้าวหรี่ตามองเขาอย่างรู้ทัน “พศินกำลังจะแทงข้างหลังคุณ... เขากว้านซื้อวัสดุก่อสร้างล็อตเดียวกับที่คุณกำลังจะใช้ในราคาตัดหน้าแถมยังคุณภาพต่ำกว่า เพื่อรอจังหวะให้งานของคุณพังคามือในวันส่งมอบโปรเจกต์” ธันวานิ่งเงัดไป ดวงตาคู่คมไหววับชั่วขณะ แม้เขาจะรู้ว่าพศินเป็นคู่แข่งที่ไร้มนุษยธรรมและเล่นตุกติกอยู่เสมอ แต่การที่อีกฝ่ายเล่นแรงถึงขั้นหวังทำลายชื่อเสียงของบริษัทสถาปัตยกรรมที่เขาสร้างมากับมือ นั่นคือสิ่งที่ธันวาไม่มีวันยอมให้อภัย “แล้วทำไมคุณต้องมาบอกผม เราไม่ได้เป็นพันธมิตรกันสักหน่อย” ธันวาเอ่ยเสียงเรียบพยายามซ่อนความไหววับในแววตา “เพราะถ้าโปรเจกต์นี้พัง สวนที่ฉันตั้งใจออกแบบร่วมกับคุณมันก็จะพังไปด้วยเหมือนกัน!” ขวัญข้าวเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “ฉันเป็นคนรักงานของตัวเองค่ะคุณธันวา... และฉันก็เกลียดพวกเล่นสกปรกที่สุด เพราะฉะนั้น เราสองคนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องร่วมมือกัน ‘ตบหน้า’ นายพศินให้คว่ำคาสนามประลองนี้ซะ!” ธันวาจ้องมองประกายไฟในดวงตากลมโตของหญิงสาว ความดื้อรั้นและไม่ยอมคนนั้นช่าง... น่าหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีเสน่ห์อย่างประหลาด รอยยิ้มมุมปากที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของสถาปนิกหนุ่ม “ปากเก่งเสียจริงนะครับ... ขวัญข้าว” ธันวาเอ่ยเสียงนุ่มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความท้าทายที่ทำเอาคนฟังรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ “แต่การจะรบกับหมาป่าเจ้าเล่ห์อย่างพศิน แค่ความปากดีมันไม่พอหรอกนะ... คุณต้องมีความอดทนมากพอที่จะทนทำงานร่วมกับผมให้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวันด้วยซ้ำ” “24 ชั่วโมง? ฝันไปเถอะค่ะ!” ขวัญข้าวโวยวายทันที “งั้นก็เชิญไปรดน้ำต้นไม้รอความหายนะได้เลยครับ” ธันวาไหล่งอเล็กน้อยอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะดึงแฟ้มโปรเจกต์เข้าหาตัวแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เริ่มงานกันเลยดีกว่าครับ... คุณนักจัดสวน ‘จำเป็น’ ” เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วโมงท่ากองกระดาษแปลนและแก้วกาแฟที่วางระเกะระกะ ความเงียบสงบในห้องทำงานชั่วคราวถูกแทนที่ด้วยเสียงถกเถียงเรื่องการจัดวางแนวต้นไม้กับโครงสร้างเหล็กคานรับน้ำหนัก เคมีที่เคยปะทะกันอย่างดุเดือดเริ่มเปลี่ยนรูปเป็นความเข้าขาอย่างน่าประหลาดใจ ธันวาพบว่าไอเดียเรื่องพื้นที่สีเขียวของขวัญข้าวไม่ได้แย่อย่างที่เขาอคติ ขณะที่ขวัญข้าวเองก็ยอมรับในใจว่าสถาปนิกหนุ่มจอมเนี๊ยบคนนี้มีความอัจฉริยะในการผสมผสานธรรมชาติเข้ากับสถาปัตยกรรมได้อย่างไร้ที่ติ จนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเที่ยงคืนตรง ขวัญข้าวยกมือขึ้นขยี้ตาด้วยความอ่อนล้า ศอกข้างหนึ่งค้ำอยู่กับขอบโต๊ะ เผลอพึมพำเบาๆ กับตัวเอง “ให้ตายสิ... ผู้ชายอะไร ทั้งปากร้าย ทั้งจุกจิก ยิ่งกว่าแม่คนที่สองซะอีก” “ผมได้ยินนะครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามโต๊ะ ธันวาเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอแล็ปท็อป ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกเผยให้เห็นลำคอแกร่งและผิวเนื้อสีเข้มภายใต้แสงไฟสลัว “แล้วก็... ขอบคุณสำหรับคำชมเรื่องความใส่ใจรายละเอียดนะครับ” ขวัญข้าวค้อนควับ “ฉันไม่ได้ชมค่ะ!” ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่นุ่มทุ้มและมีเสน่ห์จนขวัญข้าวต้องหลบสายตา ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ ระยะห่างที่ลดลงทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มมีความกดดันรูปแบบใหม่เข้ามาแทนที่ ความกดดันที่ไม่ได้เกิดจากงาน... แต่เกิดจากหัวใจที่เต้นรัวเกินควบคุมของคนทั้งคู่ ธันวาก้มตัวลงเล็กน้อย มือหนาวางลงบนพนักพิงเก้าอี้ กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างกลายๆ ใบหน้าคมคายโน้มเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นกาแฟเป่ารดอยู่ข้างแก้มเนียน “ไหนๆ เราก็ร่วมหัวจมท้ายกันในสงครามประสาทครั้งนี้แล้ว...” ธันวาเอ่ยกระซิบเสียงพร่า แววตาคมกريบพินิจมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขามาตลอดทั้งวัน “ผมว่า... เรามาพักรบแล้วคุยกันเรื่องอื่นดีกว่าไหมครับ” ขวัญข้าวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน “คุย... คุยเรื่องอะไรคะ?” ธันวายิ้มเจ้าเล่ห์ เป็นรอยยิ้มที่ร้ายกาจแต่น่ามองที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิต เขากำลังจะเอաբาวคำพูดบางอย่างออกมาเพื่อละลายพฤติกรรมกำแพงน้ำแข็งของเธอ... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีมารยาท ก่อนที่บานประตูไม้จะถูกผลักเปิดออกผางโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต ร่างสูงโปรดของ **พศิน** ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก ดวงตากวาดมองท่าทางกึ่งชิดใกล้ของธันวาและขวัญข้าวด้วยแววตาสสมเพชแกมสนุกสนาน “โอ๊ะ... ขอโทษทีครับ ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะเวลา ‘สวีต’ ของคู่รักจำเป็นสถาปนิกกับนักจัดสวนเข้าสินะครับ... พอดีผมมีเอกสารด่วนจากบอร์ดบริหารมาแจ้งให้ทราบ ว่าโปรเจกต์นี้... กำลังจะถูกถอดถอนชื่อคุณออกจากระบบในอีกสิบนาทีข้างหน้า” ธันวายืดตัวตรงทันที แววตาที่พึงมีประกายความอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันราวนักล่า เขายืนบังขวัญข้าวไว้ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะหันไปสบตากับคู่แข่งตัวฉกาจด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่น่ากลัวที่สุด ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับผมเสมอนะครับ — โครโนสทริกเกอร์
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%