ยอดดวงใจหมอเทวดา: ขอถอนหมั้นท่านอ๋องผู้เย็นชา•ตอนที่ 14

เมื่ออสูรกลายเป็นโบ้

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
เสียงกราวของถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ห่านที่ถูกกระแทกเบาๆ บนโต๊ะไม้จันทน์แดง สะท้อนก้องความเงียบงันภายในห้องทรงอักษร "เหลวไหลสิ้นดี..." เซียวจ้านแค่นเสียงลอดไรฟัน ดวงเนตรคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดมองมหาดเล็กคนสนิทที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง รายงานที่เพิ่งได้รับเมื่อครู่ระบุชัดเจนว่า ขบวนสินค้าล้ำค่าจากแคว้นทางใต้ที่ตั้งใจจะนำไปประมูลในงานมหกรรมประจำปี ถูกบุรุษผู้หนึ่งกว้านซื้อเรียบวุธในคราเดียวก่อนที่ราชสำนักจะทันได้ลงนามเสียอีก ทว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้ใดบังอาจตัดหน้าคลังสมบัติของบูรพกษัตริย์ แต่อยู่ที่ว่า... บุรุษผู้นั้นใช้นามแฝงว่าอย่างไร *“คุณชายหลี่”*... นามสกุลเดียวกับสตรีที่กำลังนั่งพลิกตำราสมุนไพรอยู่ริมหน้าต่างอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว "ท่านอ๋อง จะให้กระหม่อมส่งองครักษ์เงาไป..." มหาดเล็กผู้ภักดีเอ่ยเสียงสั่น พยายามประเมินพายุที่กำลังก่อตัวในดวงตาของนายเหนือหัว "ส่งไปทำไม?" เสียงทุ้มต่ำตวาดขัดขึ้นทันควัน แววตาดุดันที่เคยเหี้ยมเกรียมแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนอกอ่อนใจในชั่วพริบตา "นางอยากได้เรือนสมุนไพรเคลื่อนที่เจ็ดหลังนั่นนักใช่หรือไม่? ถ้าเช่นนั้นก็ไปจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแถบภูเขาหยุนหลัวให้นางเสีย ข้าไม่ต้องการให้ภรรยาของข้าต้องเหนื่อยเดินทางไปตรวจบัญชีด้วยตนเอง" มหาดเล็กอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลุดออกจากเบ้า นี่คือ *“อชินีทมิฬ”* แม่ทัพผู้เหี้ยมโหดไร้ความปรานีผู้เป็นที่หวาดผวาไปทั่วหล้าจริงหรือ? เหตุใดเมื่อเป็นเรื่องของ “คุณชายหลี่” หรือก็คือคุณหนูหลี่มู่เหยา พระองค์จึงกล ายเป็นสุนัขรับใช้ผู้ยอมจำนนแม้กระทั่งเงาของนางเช่นนี้! ริมฝีปากบางเฉียบของหลี่มู่เหยาที่กำลังจิบชาดอกเหมยเงยขึ้นเล็กน้อย นางเหลือบมองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นด้วยหางตา แววตาคู่คมฉายแววรู้ทันระคนขบขัน "ท่านอ๋องเซียว... เงินในท้องพระคลังของท่านดูจะงอกเงยเร็วกว่าหญ้าคาในฤดูฝนกระมัง ถึงได้เที่ยวได้เปย์เรือนสมุนไพรราคาสูงลิบลิ่วให้ข้าเล่นเช่นนี้" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยี่หั่น วางถ้วยแผ่วเบาลงบนโต๊ะ เซียวจ้านถอนหายใจยาวพรืด ความดุดันน่าเกรงขามเมื่อครู่มลายหายสิ้น เขาสลัดมาดท่านอ๋องผู้เยือกเย็นทิ้งอย่างไม่ไยดี ก้าวฉับๆ เข้าไปทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าเก้าอี้ที่นางนั่งอยู่ เงยหน้าขึ้นสบตานางด้วยแววตาเวცออนวอนที่หากขุนนางคนอื่นมาเห็นคงต้องใช้เข็มเงิน100เล่มจี้จุดสติ "เหยาเอ๋อร์... ของแค่นั้นเทียบกับรอยยิ้มของเจ้าไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเจือความออดอ้อนอย่างหน้าไม่อาย "หากเจ้าอยากได้ดวงจันทร์บนฟ้า ข้าก็จะสั่งให้กองทัพทหารม้าเหล็กปีนขึ้นไปควักมันลงมาให้เจ้าในคืนนี้" มู่เหยาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ นางเอื้อมปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวขึ้นแตะคางหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยเคราคริ้มจางๆ ของเขา บังคับให้เงยขึ้นสบตาตรงๆ "ปากหวานเช่นนี้ ไปฝึกมาจากสำนักนางโลมแห่งใดอีกเล่าเพคะ? หรือว่าท่านอ๋องทรงลืมไปแล้วว่า เมื่อสามวันก่อน ใครกันที่บอกว่าข้าใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินฐานะ?" "วันนั้นกับวันนี้ย่อมไม่เหมือนกัน" เซียวจ้านรีบแก้ตัว น้ำเสียงจริงจังราวกับกำลังถวายฎีกาสำคัญ "วันนั้นข้ายังไม่รู้ซึ้งว่า หากข้าไม่ตามใจเจ้า เจ้าจะแอบผสมผงยาสลายกระดูกลงในชาต้อนรับแขกของข้าอีก... เจ้าคนใจร้าย รังแกสามีได้ลงคอ" ภาพลักษณ์ของบุรุษผู้กุมชะตากรรมคนครึ่งแคว้นในยามนี้ ช่างละม้ายคล้ายสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังออดอ้อนขอความเมตตาจากผู้เป็นนายเสียเหลือเกิน ข่าวลือที่ว่าท่านอ๋องผู้เยือกเย็นยอมก้มหัวให้ว่าที่ชายาแพทย์หญิงในทุกเรื่อง บัดนี้ได้ประจักษ์แก่สายตาของมหาดเล็กและนางกำนัลที่แอบมองอยู่หลังม่าน จนแทบไม่กล้าหายใจ มู่เหยาสدรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านผ่านหัวใจที่ด้านชามานานนับปี แม้ภายนอกนางจะเป็นศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็นที่ใช้เหตุผลนำทางชีวิต แต่ความทุ่มเทอย่างไม่มีเงื่อนไขของบุรุษผู้นี้ ก็เริ่มเซาะกร่อนกำแพงน้ำแข็งในใจนางทีละน้อย "ถ้าเช่นนั้น..." มู่เหยาแกล้งลากเสียงยาว ลุกขึ้นยืนช้าๆ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน "พรุ่งนี้ข้าอยากไปเยี่ยมคุกใต้ดินหลวงสักหน่อย พอดีว่ามีตัวยาใหม่ที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมา อยากจะทดสอบประสิทธิภาพกับนักโทษประหารสักสิบคน ท่านอ๋องจะทรงอนุญาตหรือไม่เล่าเพคะ?" เซียวจ้านไม่แม้แต่จะคิด รีบพยักหน้ารัวๆ ทันที "ตามใจเจ้าทุกอย่าง! อยากได้นักโทษกี่คน หรือแม้แต่ขุนนางกังฉินคนไหนในราชสำนักที่บังอาจขัดใจเจ้า บอกคำเดียว ข้าจะลากคอมันมาให้เจ้าทดลองยาถึงเรือนพักทันที!" ความตามใจอย่างไร้ขีดจำกัดนี้ ทำให้มู่เหยาถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ นางเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า อสูรร้ายแห่งสนามรบผู้ชุ่มโชกด้วยเลือด ได้ถูกนางฝึกให้เชื่องจนกลายเป็นสุนัขรับใช้ผู้คลั่งรักอย่างสมบูรณ์แบบเสียแล้ว ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความหวานล้ำเกินกว่าจะหาใดเปรียบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจขององครักษ์ประจำพระองค์ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบจากนอกประตูห้อง "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เซียวจ้านขมวดคิ้วมุ่น ความหงุดหงิดฉายชัดขึ้นในดวงตาเมื่อถูกขัดจังหวะ "มีเรื่องอันใดไยต้องเอะอะโวยวาย! บอกมา!" องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงตัวสั่นเทา ชูม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามขึ้นเหนือหัวด้วยสองมือ น้ำเสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "พระราชโองการลับจากฮ่องเต้... ทรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องคุมกำลังพลสามหมื่นนายเดินทางไปยังชายแดนตะวันออกทันทีในคืนนี้... และ... และมีรับสั่งแยกต่างหาก..." องครักษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ให้จับกุมตัวคุณหนูหลี่มู่เหยา ในข้อหา... ลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทด้วยพิษโบราณพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นคำประกาศนั้น อุณหภูมิภายในห้องทรงอักษรก็ลดฮวบลงจนติดลบในพริบตาเดียว รังสีสังหารสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของเซียวจ้านราวกับระเบิดเพลิง มู่เหยาหรี่ตาลง รอยยิ้มบนมุมปากหายวับไป เหลือเพียงแววตาดุจปีศาจที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเยียบเย็น และก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว องครักษ์ผู้ส่งสารก็กระอักเลือดออกมาคำโต ล้มฟาดลงกับพื้น... พร้อมกับร่างของเงาดำนับสิบที่พุ่งทะลุกระดาษสาหน้าต่างเข้ามาล้อมกรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในคราเดียว! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับ “ดอกโบตั๋นพันปี” นะคะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดดวงใจหมอเทวดา: ขอถอนหมั้นท่านอ๋องผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%