กลิ่นอายของสุราไป๋จิ่วชั้นเลิศผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วงในตำหนักไท่เหอช่างอบอวลจนน่าเวียนหัว แสงจากคบเพลิงนับร้อยสะท้อนระยิบระยับบนเครื่องเรือนสำริดและอาภรณ์ปักดิ้นทองของเหล่าขุนนาง ทว่าบรรยากาศเบื้องหน้ากลับเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์
หลี่มู่เหยายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่ง อาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายมังกรห้าเล็บสะท้อนอำนาจอันล้นพ้น แต่นางมิได้สนใจสายตาดดูหมิ่นหรือหวาดหวงจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่มองมาเลยแม้แต่น้อย สมาธิทั้งหมดของศัลยแพทย์สาวถูกตรึงไว้ที่จังหวะการหายใจอันสม่ำเสมอของ ‘เซียวจ้าน’ ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งผู้นี้
“ฮ่องเต้ทรงพระเกษมสำราญ หม่อมฉันเซียวจ้าน ขอถวายพระพร”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมคมกริบที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกผู้คนในท้องพระโรงแห่งนี้ ความตึงเครียดแผ่ซ่านราวกับสายกีตาร์ที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ เมื่อขันทีเฒ่าเริ่มรินสุราลงจอกหยกขาวบริสุทธิ์ ยื่นถวายแด่ท่านอ๋องผู้กุมชะตาแดนเหนือ
มู่เหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณแพทย์แผนปัจจุบันที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนกรีดร้องเตือนภัยในทันที กลิ่นอายจางๆ ที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากผิวน้ำสุราสีอำพันนั้น… มิใช่กลิ่นของสุราหมักร้อยปี แต่มันคือกลิ่นฉุนบางเบาของ ‘อู๋จือ’ พิษร้ายแรงจากแดนใต้ที่ออกฤทธิ์กัดกร่อนเส้นประสาทภายในสามลมหายใจ!
“ช้าก่อนเพคะ”
สุ้มเสียงกังวานใสทว่าเด็ดเดี่ยวหลุดจากริมฝีปากบางเฉียบของมู่เหยา นางก้าวออกมาจากเงาด้านหลังของท่านอ๋องอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวปักลายดอกโบตั๋นพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดิน ราวกับเซียนสาวผู้หลุดพ้นจากโลกีย์
สายตาทุกคู่ในท้องพระโรงหันขวับมามองนางเป็นตาเดียว พระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคือง ขณะที่องค์ชายสามผู้มีรอยยิ้มอาบยาพิษประดับมุมปากอยู่เสมอกล่าวแทรกขึ้นทันที
“พระชายารองหลี่ งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสเช่นนี้ เจ้ามีสิทธิอันใดมารบกวนเบื้องพระพักตร์ หรือว่าตระกูลหลี่จะมิเห็นกฎระเบียบของวังหลวงอยู่ในสายตา?”
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะองค์ชายสาม” มู่เหยาแย้มสร้อยยิ้มเย็นเยียบ ดวงตาดอกท้อคู่สวยกวาดมองถ้วยสุราในมือของเซียวจ้านก่อนจะเงยขึ้นสบตาพระพักตร์ฮ่องเต้ “เพียงแต่สุราจอกนี้… หากเสด็จพี่ดื่มเข้าไป เกรงว่าเก้าอี้มังกรเบื้องบนคงได้เปื้อนคราบโลหิตขององค์ชายผู้ภักดีเสียก่อน”
“บังอาจ!” ขันทีเฒ่าแผดเสียงแหลมสูง “เจ้ากล่าวหาว่าในสุรามีพิษเช่นนั้นหรือ!”
เซียวจ้านมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีเหลือบมองสตรีข้างกายแวบหนึ่ง ก่อนจะมุมปากจะกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่มีเพียงนางเท่านั้นที่เข้าใจ เขายังคงยืนนิ่งราวกับขุนเขา ไม่แม้แต่จะปรายตาแลจอกสุราในมือ
“หากไม่เชื่อ หม่อมฉันยินดีพิสูจน์ให้ใต้เท้าและฝ่าบาทได้ทอดพระเนตรเพคะ”
มู่เหยาไม่รอให้ผู้ใดอนุญาต นางก้าวเข้าไปคว้าจอกสุราจากมือของขันทีเฒ่าอย่างรวดเร็ว กลิ่นฉุนของพิษเตะเข้าจมูกยิ่งขึ้น นางหยิบเข็มเงินสั้นที่ซ่อนไว้ในคੋเสื้อขึ้นมาจุ่มลงไปในของเหลวสีอำพันเพียงชั่วลมหายใจ เมื่อดึงขึ้นมา ปลายเข็มเงินนั้นได้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับหมึก!
เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกดังขึ้นทั่วทั้งท้องพระโรง ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ความโกลาหลจะบังเกิด
“อารักษ์! มีคนคิดปลงพระชนม์ท่านอ๋อง!”
ในวินาทีนั้นเอง เสียงแหวกอากาศของลูกศรอาบยาพิษนับสิบดอกก็พุ่งแหวกม่านไหมสีทองเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง เป้าหมายมิใช่ผู้ใดอื่น… คือเซียวจ้าน!
โลกทั้งใบราวกับหมุนช้าลง หลี่มู่เหยามองเห็นวิถีของคมศรที่พุ่งตรงมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย สมองของศัลยแพทย์สาวประมวลผลเร็วยิ่งกว่าคำนวณ นางไม่ลังเลเลยที่จะพุ่งเข้าประชิดร่างสูงใหญ่ของเซียวจ้าน พร้อมกับใช้แขนเสื้อปัดป้องคมศรดอกแรกที่พุ่งตรงเข้าสู่จุดตายบริเวณหัวใจของเขาอย่างเฉียดฉิว!
*ฉึก!*
ความเจ็บปวดแปลบแล่นริ้วขึ้นที่หัวไหล่ขวาของมู่เหยา พิษร้ายจากลูกศรแล่นพล่านเข้าสู่กระแสเลือดทันทีจนใบหน้าหวานซีดเผือดลงในพริบตา ร่างบางเซถลา ทว่าอ้อมแขนแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กของเซียวจ้านก็คว้าเอวบางไว้ได้ทันอย่างมั่นคง
ดวงตาคมกริบทอประกายดุร้ายเยือกเย็นจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวของท่านอ๋องแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอายแห่งความตายที่แท้จริง ร่างสูงตระหง่านแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนเหล่าทหารและองค์รักษ์รอบท้องพระโรงถึงกับเข่าอ่อน
“บังอาจนัก…”
เซียวจ้านคำรามออกมาในลำคอเสียงต่ำ ดึงกระบี่ประจำกายออกจากฝักด้วยมือเพียงข้างเดียว แววตาที่ทอดมองมู่เหยาซึ่งหมดแรงซบอยู่กับอกเสื้อของเขานั้นเต็มไปด้วยความห่วง 1 ส่วน และความคลั่งแค้นถึง 9 ส่วน
“ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องชายาของเปิ่นหวาง… วันนี้แม้แต่ซากก็อย่าหวังว่าจะได้กลับออกไป!”
ความโกลาหลในท้องพระโรงปะทุขึ้นถึงขีดสุด เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นลงบนพื้นหินอ่อนขัดเงา องค์รักษ์เงาของวังหลวงและกองกำลังทหารรักษาพระองค์เข้าห้ำหั่นกันฝุ่นตลบอบอวล ทว่าใจกลางพายุความตายนั้น เซียวจ้านกลับประคองร่างของมู่เหยาไว้แนบอกอย่างทะนุถนอมราวกับนางคือสิ่งล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า
มู่เหยาพยายามกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากพิษที่กำลังลุกลาม นางใช้มือเรียวบางที่สั่นเทาคว้าชายเสื้อของเขาไว้แน่น ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วเบาข้างหูเขา
“ระวัง… พิษที่ลูกศร… เป็นสูตรเดียวกับในสุรา… ในวังหลวงแห่งนี้… มีหนอนบ่อนไส้ระดับสูงเพคะ…”
เซียวจ้านก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน แววตาที่เคยเย็นชาไร้หัวใจบัดนี้กลับร้อนรุ่มดุจเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น มือใหญ่อีกข้างตวัดกระบี่ฟันศีรษะมือลอบสังหารที่พุ่งเข้ามาใกล้ขาดกระเด็นในดาบเดียว
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่ว องค์ชายสามที่ยืนอยู่มุมเสาหินกลับลอบยิ้มเยาะด้วยความพึงพอใจ คิดว่าแผนการปลงพระชนม์ครั้งนี้คงสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว ทว่าในจังหวะนั้นเอง ขันทีหน้าห้องทรงพระราชสำนักก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับราชโองการสีทองอร่ามในมือ แผดเสียงร้องตะโกนก้องจนกลบเสียงอาวุธ
“ราชโองการด่วนจากแดนเหนือ! กองทัพพิทักษ์ชายแดนนำโดยแม่ทัพใหญ่ตระกูลหลี่ บุกประชิดประตูเมืองหลวงแล้วพ่ะยะค่ะ!”
เซียวจ้านหยุดชะงัก รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่านอ๋องทันที เขาหันกลับไปสบตากับองค์ชายสามที่ใบหน้าถอดสีซีดเผือกในพริบตา
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับ “ดอกโบตั๋นพันปี” นะคะ
ยอดดวงใจหมอเทวดา: ขอถอนหมั้นท่านอ๋องผู้เย็นชา•ตอนที่ 12
แผนร้ายในวังหลวง
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดดวงใจหมอเทวดา: ขอถอนหมั้นท่านอ๋องผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!