เสียงอุทานของผมยังไม่ทันจางหายไปจากลำคอ แรงกระชากจากมือหนาก็ฉุดผมให้พ้นจากวิถีของเศษปูนที่ร่วงกราวลงมาจากคานตึกเก่า บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยฝุ่นคละคลุ้ง แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในวินาทีนี้ไม่ใช่ความโกลาหลเบื้องหน้า หากเป็นอ้อมแขนกว้างที่รวบตัวผมเข้าไปแนบชิดจนแผ่นหลังปะทะเข้ากับแผงอกแข็งแกร่ง
"คิรากร!" ผมเรียกชื่อเขาเสียงดัง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมกริบที่มักจะเยชาใส่ผมเสมอ แต่ตอนนี้มันกลับไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"นายปลอดภัยก็ดีแล้ว..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน ร่างสูงใหญ่กอดกระชับผมแน่นขึ้นจนแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน หัวใจของเขากำลังเต้นโครมครามแข่งกับเสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอก อาคารรกร้างแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทันที
ผมขยับตัวเล็กน้อยเพื่อประท้วงความแนบชิดเกินเหตุนี้ "ปล่อยได้แล้วครับคุณคีย์ ผมไม่ได้เป็นอะไร... อุ크!"
คำพูดของผมถูกกลืนหายไปเมื่อคิรากรกดศีรษะผมให้ซบลงกับลาดไหล่กว้างของเขา ฝ่ามือหนาลูบกลุ่มผมของผมเบาๆ เป็นการปลอบประโลมที่หาดูได้ยากยิ่งจากมาเฟียปากร้ายคนนี้
"อย่าดื้อได้ไหมพาย... รู้ไหมว่าฉันเกือบหัวใจวายตายเพราะนาย" น้ำเสียงของเขาพร่าเลือนและเต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นบางอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน
ผมชะงักค้าง ปลายจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝนจางๆ จากตัวเขา ความโกรธและความหมั่นไส้ที่สะสมมานานนับเดือนมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความสับสนที่ตีรันอยู่ในอก
"คุณ... เป็นบ้าอะไรเนี่ย ปล่อยนะ" ผมพยายามดันอกเขาออกเบื้องต้น แต่แรงมหาศาลกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม
"ใช่... ฉันมันบ้า" คิรากรผละตัวออกเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดเชยคางผมขึ้นบังคับให้สบตา ดวงตาคู่นั้นดุดลและล้ำลึกราวกับหลุมดำที่พร้อมจะดูดกลืนวิญญาณ "ฉันบ้าเพราะนายคนเดียว พายอาร์"
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลงอย่างประหลาด เสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีด้านนอกกลายเป็นฉากหลังที่ขับเน้นความตึงเครียดของคนทั้งคู่ให้เด่นชัดขึ้น ไดอะล็อกระหว่างเราในตอนนี้ไม่มีการปะทะคารมเชือดเฉือนเหมือนเคย มีเพียงความจริงจังที่กดทับลงมาจนผมหายใจแทบไม่ออก
"พูดอะไรไม่รู้เรื่อง..." ผมเบนสายตาหนีความร้อนแรงจากนัยน์ตาคู่นั้น หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"มองหน้าฉันพาย" น้ำเสียงคำรามต่ำแต่นุ่มนวลอย่างประหลาดบังคับให้ผมต้องหันกลับไปเผชิญหน้า "ตลอดเวลาที่ผ่านมา นายคิดว่าฉันแกล้งนาย รังควานนาย ไล่ตามนายเพราะว่างมากนักหรือไง?"
"ก็... ก็คุณนิสัยไม่ดี ชอบหาเรื่องผมก่อนตลอด" ผมเถียงอุบอิบ รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กน้อยที่กำลังถูกผู้ใหญ่คาดคั้นความผิด
"นั่นมันวิธีเรียกร้องความสนใจที่โง่เง่าที่สุดในโลกต่างหาก" คิรากรแค่นหัวเราะกับตัวเอง แววตาฉายแววตัดพ้ออย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายที่ชื่อคิรากร "ฉันไม่เคยสนใจใคร ไม่เคยแคร์ว่าใครจะมองยังไง จนกระทั่งเด็กจบใหม่ปากเก่งอย่างนายก้าวเข้ามาในชีวิต... นายทำให้คนที่เคยนิ่งเฉยกับทุกอย่างบนโลกใบนี้ คลั่งตายได้ทุกวันเพราะกลัวว่าจะรักษานายไว้ไม่ได้"
ผมอ้าปากค้าง สมองประมวลผลคำสารภาพยาวเหยียดที่พรั่งพรูออกมาจากปากคนตรงหน้าไม่ทัน คิรากรเนี่ยนะ... คลั่งผม? มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลคนนี้น่ะนะกำลังสารภาพรักกับผมในตึกร้างฝนตกเนี่ยนะ!
"คุณ... เมาฝนหรือเปล่าเนี่ย" ผมหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนความประหม่าที่พุ่งทะยานขึ้นสูงจนปรอทแตก
"ฉันจริงจังที่สุดในชีวิตพายอาร์" นิ้วมืออุ่นจัดเลื่อนมาสัมผัสพวงแก้มของผมแผ่วเบา สัมผัสรุกเร้าที่เต็มไปด้วยความทะนุถนอมขัดกับภาพลักษณ์ดิบเถื่อนโดยสิ้นเชิง "ฉันรักนาย... รักตั้งแต่วันแรกที่นายกล้าเถียงฉันตาขวางในห้องประชุมนั่นแล้ว"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ คำว่า 'รัก' จากปากของคิรากรมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้โลกทั้งใบของผมหยุดหมุน ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่แรกพบจนถึงวินาทีนี้ฉายซ้ำในหัวเป็นฉากๆ ความกวนประสาท ความใจดีที่แอบซ่อนอยู่ และความหวงก้างอย่างไร้เหตุผล... ทุกอย่างกระจ่างชัดในวินาทีนี้
ผมเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพองโตจนคับอก แต่ความทิฐิที่สั่งสมมานานก็ยังทำให้ผมอยากจะแกล้งคนตรงหน้าต่ออีกสักนิด
"อืม... รักเหรอครับ? แต่โปรไฟล์มาเฟียเจ้าอารมณ์แบบคุณเนี่ย สอบตกในฐานะแฟนนะบอกให้" ผมเลิกคิ้วขึ้น ยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่านิดๆ เมื่อเห็นสีหน้าของคิรากรชะงักไปชั่วขณะ
"นี่นาย..." คิรากรหรี่ตามองผมอย่างคาดโทษ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา "ปากเก่งแบบนี้ สงสัยต้องให้รางวัลด้วยการลงโทษชุดใหญ่เสียหน่อยแล้วมั้ง"
"ลองดูสิ ผมจะกัดให้..."
ผมยังพูดไม่ทันจบประโยค คิรากรก็ก้มหน้าลงมาปิดกั้นคำพูดทั้งหมดด้วยเรียวปากอุ่นร้อน สัมผัสแรกนุ่มนวลและแฝงไปด้วยความโหยหาก่อนจะทวีความเร่าร้อนและลึกซึ้งขึ้นตามอารมณ์ที่ควบคุมไม่อยู่ มือหนารวบเอวผมเข้าไปชิดจนไม่มีช่องว่าง ท่ามกลางเสียงฝนที่โปรยปรายและความมืดสลัวของตึกร้าง ร่างกายและจิตใจของผมยอมจำนนต่อพันธนาการแห่งความรักที่เขาถักทอขึ้นอย่างเต็มใจ
ทว่า... ในจังหวะที่ผมกำลังจะเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบแสนหวานและเร่าร้อนนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่บริเวณทางเข้าตึกร้าง พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาทางพวกเรา
"ลูกพี่! อยู่นี่เองครับ! พวกเราตามหา..."
เสียงลูกน้องคนสนิทของคิรากรชะงักกึกทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า คิรากรผละริมฝีปากออกช้าๆ อย่างขัดใจ ดวงตาคมกริบตวัดมองไปยังผู้มาใหม่ด้วยแววตาดุร้ายที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทันทีที่ขัดจังหวะสำคัญ
ผมหน้าแดงก่ำ รีบผลักอกคิรากรออกแล้วก้าวถอยหลังเพื่อจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย หัวใจเต้นรัวด้วยความเขินอายปนตกใจ
คิรากรสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิด ก่อนจะหันไปตวาดเสียงเขียวใส่ลูกน้องที่ยืนทำหน้าไม่ถูก "พวกแกตาบอดหรือไงฟะ! ถึงเข้ามาขัดจังหวะเวลานี้!"
"เอ่อ... ขอโทษครับลูกพี่! แต่ข้างนอกนั่น... มีคนกำลังพังประตูเข้ามาทางด้านหลังตึกครับ!"
คำรายงานนั้นทำให้รอยยิ้มพึงใจบนใบหน้าของคิรากรหายวับไปในพริบตา ดวงตาคู่คมหันกลับมามองผมด้วยความตื่นตระหนกชั่วพริบตาก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็น ทว่าในจังหวะที่ผมกำลังจะหันไปมองตามทิศทางที่ลูกน้องบอก มือหนากลับถูกคว้าหมับไว้แน่น พร้อมกับเสียงกระซิบที่เฉียบขาดข้างใบหู
"อย่ามองไปทางนั้น... จับมือฉันไว้ให้แน่น แล้ววิ่ง!"
ฟีนิกซ์สีทองขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้คีย์กับพายมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
พันธนาการร้ายร้อยเล่ห์รักฉบับคนคลั่งรัก•ตอนที่ 35
ค่ำคืนแห่งการสารภาพ
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการร้ายร้อยเล่ห์รักฉบับคนคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!