เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับใบหน้าซีดเผือดของเลขาฯ หน้าห้องที่พุ่งพรวดเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของผมทำเอาบรรยากาศความตึงเครียดพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดในเสี้ยววินาที
"คุณคิรากรครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ทางหุ้นส่วนใหญ่กำลัง..."
"หยุดโวยวายแล้วตั้งสติก่อนครับคุณวิชัย หายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกผมมาทีละประเด็นว่าตกลงใครมันกล้าลองดีกับโปรเจกต์ใหญ่ฝั่งตะวันออก" ผมเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตาคมกริบกลับฉายแววความดุดันอันตรายออกมาอย่างปิดไม่มิด นิ้วเรียายาวเคาะลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสเป็นจังหวะช้าๆ เพื่อสะกดกั้นอารมณ์หงุดหงิดที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก
ในขณะที่สถานการณ์กำลังหน้าิ่วหลังขوات ท่ามกลางเอกสารกองโตและหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงกราฟหุ้นร่วงกาว ร่างโปร่งบางของพายอาร์ที่นั่งคุดคู้เคลียร์บัญชีอยู่มุมห้องโซฟา วางปากกาในมือลงเสียงดังลั่นจนทุกคนต้องหันไปมอง
"ก็บอกร้อยรอบแล้วไงครับว่าเอกสารสัญญาฉบับแก้ไขน่ะ ส่งให้ทางฝ่ายกฎหมายเช็กช่องโหว่ก่อน ถ้าคุณวิชัยมัวแต่ตื่นตูมแบบนี้ ต่อให้หุ้นไม่ตก พวกเราก็คงหัวใจวายตายกันหมดก่อนพอดี" พายอาร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินนวดขมับเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานด้วยท่าทางไม่สะทกสะทท้านต่อวิกฤตตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
ผมปรายตามองคนตัวเล็กที่กล้าออกความเห็นในเรื่องระดับมหภาคของบริษัท ทั้งที่หน้าที่หลักของเจ้าตัวเป็นแค่นักศึกษาฝึกงานต้อยตีิด แต่ไม่รู้ทำไม... คำพูดกวนประสาทเมื่อครู่กลับทำให้มุมปากของผมกระตุกยิ้มขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
"นี่คุณพายอาร์ครับ งานนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หุ้นบริษัทผมกำลังจะร่วงลงเหวอยู่แล้ว คุณยังจะมีอารมณ์มาแซะเลขาฯ ผมอีกเหรอครับ" ผมเลิกคิ้วถามพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง สายตาสอดส่องสำรวจใบหน้าหวานที่ตอนนี้เริ่มขึ้นสีระเรื่อด้วยความหมั่นไส้
"ผมไม่ได้เล่นครับคุณคิรากร แต่ที่พูดเพราะเห็นว่าพวกคุณกำลังแก้ปัญหาผิดจุดต่างหาก เลิกตีโพยตีพายแล้วมาดูตรงนี้สิครับ" พายอาร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะก้าวเข้าประชิดโต๊ะทำงานของผมอย่างไร้ความเกรงกลัว แล้วยื่นแท็บเล็ตในมือเข้ามาจ่อใกล้หน้าอกผม
ด้วยความที่ระยะห่างระหว่างเราถูกร่นเข้ามาจนเกือบชิด ทำให้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กปนกลิ่นกระดาษเอกสารจากตัวของพายอาร์โชยเข้าจมูกผมเต็มๆ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของผมกระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าใบหน้าของเราห่างกันไม่ถึงคืบ
ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักจะมองผมด้วยความท้าทายเสมอในยามปกติ ตอนนี้กลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเจ้าตัวเพิ่งรู้ตัวว่าเรายืนใกล้กันมากแค่ไหน ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอทำเอาสติที่เคยควบคุมไว้อย่างดีเยี่ยมเริ่มกระเจิดกระเจิง
"เอ่อ... คือ..." พายอาร์อึกอัก ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบๆ หลบสายตาคมกริบของผมที่จ้องมองลงมาอย่างไม่วางตา มือเล็กที่ถือแท็บเล็ตเริ่มสั่นน้อยๆ จนผมต้องยื่นมือออกไปจับข้อมือนุ่มนั้นไว้โดยอัตโนมัติ
"ไหนล่ะครับ ไหนบอกว่ามีทางแก้ ทำไมตอนนี้ถึงเงียบไปซะล่ะครับ หือ... คุณพายอาร์" ผมจงใจลดเสียงต่ำลงกระซิบข้างใบหูขาวสะอาด สัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากผิวเนียนละเอียดตรงข้ามข้อมือ ทำให้ไอความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น
ในจังหวะที่บรรยากาศรอบตัวเริ่มอบอวลไปด้วยความหวานปนความระทึกใจที่พุ่งพล่านอยู่ในอกของคนทั้งคู่ เสียงกระแอมไอเบาๆ ของคุณวิชัยก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำเอาพายอาร์สะดุ้งสุดตัว รีบชักมือกลับแล้วผละถอยหลังออกไปก้าวใหญ่ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหู
"เอ่อ... ขอประทานโทษครับท่านประธาน พอดีผม... เดี๋ยวผมออกไปรอข้างนอกก่อนดีกว่าครับเชิญพวกคุณ... เอ๊ย เชิญท่านประธานกับคุณพายคุยกันตามสบายครับ" คุณวิชัยรีบหันหลังกลับแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากห้องไปอย่างรู้ความ พร้อมกับเสียงปิดประตูดดง "ปัง" เบาๆ
ภายในห้องทำงานกลับมาตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทว่าความเงียบครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวใจที่เต้นรัวโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ผมค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้าไปหาคนที่ตอนนี้ถอยหลังไปจนติดมุมผนังห้องอย่างไร้ทางหนี
"ถอยทำไมล่ะครับ ไหนเมื่อกี้ยังเก่งอยู่เลย" ผมเอ่ยเสียงพร่า มือข้างหนึ่งยันผนังกระจกไว้เพื่อกักตัวคนตรงหน้าไม่ให้หนีไปไหน สายตาจับจ้องริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า
"คุณคิรากร... ถอยไปเลยนะครับ อย่ามาฉวยโอกาสตอนคนอื่นกำลังเครียดนะ!" พายอาร์เงยหน้าขึ้นมาต่อว่าด้วยน้ำเสียงสั่นๆ แม้จะพยายามทำตัวดุแค่ไหน แต่แก้มใสที่ขึ้นสีแดงจัดกับดวงตาที่หลบวูบไปมานั้นกลับทรยศความรู้สึกข้างในจนหมดสิ้น
"ผมไม่ได้ฉวยโอกาสครับ... ผมแค่กำลังทวงสิทธิ์ของเจ้าหนี้ที่กำลังจะถูกลูกหนี้กวนประสาทเอาเปรียบต่างหาก" ผมก้มหน้าลงไปกระซิบใกล้ริมฝีปากนุ่ม จนปลายจมูกของเราแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ติดขัดของคนตัวเล็กที่หลับตาปี๋ด้วยความตื่นตระหนก
พายอาร์เม้มปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล มือเรียวเล็กยกขึ้นมาดันแผงอกผมไว้เบาๆ เป็นเชิงปราม แต่แรงแค่นั้นมีหรือจะสู้แรงของมาเฟียขี้หวงอย่างผมได้ ผมรวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงไปหมายจะลิ้มลองความหวานจากริมฝีปากที่เอาแต่เถียงผมไม่หยุดสักครั้ง
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความหวานอย่างไม่รู้กาลเทศะ พร้อมๆ กับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกโดยฝีมือของผู้มาใหม่ที่ไม่ได้รอให้ผมอนุญาต
"คิรากร! ตาเถรก... ฉันมาขัดจังหวะอะไรแกกับเด็กฝึกงานนี่หรือเปล่าเนี่ย?"
เสียงทุ้มคุ้นหูของบุคคลที่สามดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังมาคุ ทำให้ผมต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหัวเสียอย่างที่สุด ขณะที่พายอาร์อาศัยจังหวะชุลมุนนี้มุดลอดแขนผมวิ่งพรวดพราดออกไปยืนหลบอยู่ด้านหลังผู้มาเยือนหน้าตาตื่น
ผมเงยหน้าขึ้นมองผู้บุกรุกด้วยแววตาอาฆาต ก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ยืนยิ้มแป้นแล้นอยู่หน้าประตู... คนที่กุมความลับทั้งหมดของบริษัทและกำลังจะทำให้แผนการทั้งหมดของผมพังไม่เป็นท่า!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความคลั่งรักนี้ด้วยกันนะครับ
พันธนาการร้ายร้อยเล่ห์รักฉบับคนคลั่งรัก•ตอนที่ 13
ระยะห่างที่เริ่มหายไป
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการร้ายร้อยเล่ห์รักฉบับคนคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!