พันธนาการร้ายร้อยเล่ห์รักฉบับคนคลั่งรัก•ตอนที่ 10

คำสารภาพท่ามกลางความเงียบ

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
"ถ้าคุณยังยืนเก๊กหน้ามึนแล้วไม่ยอมถอยไปอีกล่ะก็ ผมจะถือว่าคุณฉวยโอกาสนะครับ คุณคิรากร" เสียงหวานใสที่เจือความหงุดหงิดนิดๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานเพนต์เฮาส์ส่วนตัว แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งพื้นทอดเงาทับร่างของคนทั้งคู่ให้แนบชิดกันยิ่งขึ้น จนแทบจะหลอมละลายเป็นเงาเดียวกัน พายอาร์ถอยหลังจนแผ่นหลังบอบบางแนบติดกับบานกระจกใสบานใหญ่ที่สะท้อนภาพเมืองหลวงยามค่ำคืน ด้านล่างคือแสงไฟระยิบระยับดั่งดวงดาวบนพื้นดิน แต่ในห้องนี้... หัวใจของเขากลับเต้นรัวเร็วยิ่งกว่าเสียงฝนตกกระทบกระจกเสียอีก คิรากรกักตัวเขาไว้ด้วยแขนแกร่งทั้งสองข้างที่ทาบลงบนกระจก ปากร้ายๆ ที่ชอบพ่นคำพูดกวนประสาทใส่เขาตั้งแต่วันแรกที่เจอ บัดนี้กลับเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง นัยน์ตาคมกริบสีนิลคู่นั้นไม่ได้ดุดันหรือเย็นชาเหมือนเคย หากแต่กำลังสั่นไหวด้วยประกายบางอย่างที่อ่านยาก—ประกายความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความดื้อรั้นตามประสาคนฟอร์มจัด "ใครเก๊กกันครับ ผมแค่มองหน้าคนดื้อแถวนี้ต่างหาก" เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเอ่ยตอบ ร่างสูงก้มหน้าลงมาอีกนิดจนปลายจมูกโด่งรั้นเกือบจะชนกับแก้มเนียนที่ขึ้นสีเรื่อโดยอัตโนมัติ ร่างกายของมาเฟียหนุ่มแผ่ซ่านไออุ่นและความกำยำที่บีบอัดพื้นที่หายใจของคนตัวเล็กจนแทบหมดสิ้น พายอาร์เม้มปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมทรยศด้วยการเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน ปกติแล้วเขาเป็นคนฝีปากกล้า ทันคน และไม่เคยยอมจำนนให้ใครง่ายๆ แต่ทำไม... เวลาที่ผู้ชายคนนี้เข้ามาใกล้ในระยะประชิดแบบนี้ สมองเขาถึงได้ขาวโพลนจนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกทุกที เหตุการณ์เมื่อช่วงหัวค่ำยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ชายหนุ่มตรงหน้าเพิ่งจะโมโหจนแทบพลิกแผ่นดินค้นหาเขา เพียงเพราะเขาหายออกไปจากห้องประชุมนานเกินไปโดยไม่บอกกล่าว แค่เพียงเพราะเขาลืมโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะทำงานแล้วแบตเตอรี่หมด คิรากรก็สติหลุดสั่งลูกน้องออกตามหาแทบพลิกเมือง สีหน้าตื่นตระหนกและแววตากลัวสูญเสียที่ฉายชัดในวินาทีแรกที่เจอหน้ากันนั้น... มันไม่ใช่สิ่งที่เจ้านายจอมเผด็จการเขาทำกันแน่ๆ และยิ่งตอนที่อีกฝ่ายบรรจงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรอยเปื้อนที่ข้อเท้าให้เขาอย่างเบามือ ทั้งที่ปากก็บ่นกระปอดกระแปดว่าเขาซุ่มซ่ามไม่ระวังตัว ความอ่อนโยนที่ขัดกับลุคมาเฟียเลือดเย็นนั่นแหละ ที่กำลังกัดเซาะกำแพงน้ำแข็งในใจของพายอาร์ให้พังทลายลงทีละน้อย "มองอะไรครับ หน้าผมมีอะไรติดอยู่หรือไง ถึงได้จ้องตาไม่กระพริบแบบนั้น" คิรากรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มเจ้าเลื้อ. "เปล่าสักหน่อย..." พายอาร์เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนร่องรอยความประหม่า ดวงตาคู่สวยมองลอดผ่านกระจกออกไปข้างนอก "แค่กำลังคิดว่า... คนปากร้ายอย่างคุณคิรากรเนี่ย วันๆ เอาเวลาที่ไหนมาตามจุกจิกเรื่องของผมนักหนา งานการที่บริษัทไม่มีทำหรือยังไงครับ" "ปากเก่งจริงนะ" คิรากรหัวנסในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะท้อนจนพายอาร์รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกเบาๆ ที่อกแกร่ง "ถ้าผมไม่มาจุกจิก ป่านนี้คุณคงวิ่งไปทำนู่นทำนี่จนล้มหัวฟาดพื้นบาดเจ็บไปอีกรอบแล้วมั้งครับ... คนอะไร ดื้อตาใสเป็นบ้า" "ผมไม่ได้ดื้อสักหน่อย แค่ดูแลตัวเองเป็น" "เหรอครับ? คนดูแลตัวเองเป็นเขาหน้าซีดเพราะไม่ได้กินข้าวเย็น แล้วก็เดินสะดุดขาตัวเองจนข้อเท้าแพลงหรอกเหรอ" คิรากรย้อนถามเสียงนิ่ม แต่สายตาที่มองมากลับอ่อนแสงลงอย่างประหลาด มือหนาข้างหนึ่งละจากกระจกเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากมนของคนตัวเล็กออกให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำเอาพายอาร์สะดุ้งเฮือก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้งในพื้นที่จำกัด ไอร้อนจากกายของคนทั้งสองหลอมรวมกันจนแทบหายใจไม่ออก พายอาร์ไม่กล้าสบตาคมคู่นั้นตรงๆ หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงเสียจนกลัวว่ามันจะกระโดดออกมานอกอก ความใส่ใจที่ถูกซ่อนไว้ใต้คำพูดเชือดเฉือนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้องหัวใจที่เคยปิดตาย "ทำไม... ถึงทำดีกับผมล่ะครับ" พายอาร์ตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย เสียงที่เปล่งออกมาเบาราวกับกระซิบ แต่เต็มไปด้วยความสงสัยที่อัดอั้นอยู่ข้างใน "คุณเกลียดขี้หน้าผมไม่ใช่เหรอ ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน... คุณทำตัวเหมือนอยากจะไล่ผมออกไปให้พ้นๆ ตาด้วยซ้ำ แล้วทำไมตอนนี้ถึง..." คิรากรชะงักไปชั่วขณะ นัยน์ตาสีนิลไหววูบราวกับผิวน้ำถูกโยนก้อนหินลงไป ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่มาเฟียหนุ่มจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ยอมแพ้ให้กับแววตาที่ฉายความจริงจังของคนตรงหน้า มือหนาที่เคยเกลี่ยผม เลื่อนลงมาประคองข้างแก้มเนียนนุ่ม สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่หนักแน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลาย "ผมไม่เคยเกลียดคุณเลยสักครั้ง... พาย" คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังที่สุดเท่าที่พายอาร์เคยได้ยินมา ไม่มีรอยยิ้มกวนประสาท ไม่มีคำพูดประชดประชัน มีเพียงความจริงใจที่สะท้อนออกมาจากก้นบึ้งของดวงตาคู่นั้น "ที่ทำร้าย ปากร้าย หรือคอยตามขัดขา ก็เพราะผมรำคาญตัวเองต่างหาก... รำคาญที่สายตามันคอยแต่จะมองหาคุณ รำคาญที่หัวใจมันไม่รักดี... คอยแต่จะเป็นห่วงคนดื้อที่ไม่เจียมสังขารอย่างคุณอยู่ได้" พายอาร์เบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก สมองประมวลผลคำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนซึนเดระอย่างคิรากรไม่ทัน ความหวั่นไหวตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่อก ใบหน้าขาวเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องหลบสายตา "คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย" เสียงหวานเอ่ยอุบอิบ พยายามจะเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความเขินอายที่ลามเลียไปถึงใบหู แต่คิรากรกลับไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายหนีรอด นิ้วเรียวยาวเชยคางสลวยขึ้นบังคับให้หันกลับมาสบตากันตรงๆ รอยยิ้มมุมปากที่แฝงความคลั่งรักแบบฉบับเจ้าพ่ออสังหาฯ กลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันอบอุ่นเสียจนพายอาร์แทบละลาย "ไม่ได้พูดเล่นนะครับ..." คิรากรโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนหน้าผากชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน "ผมพูดจริงๆ ว่าผม—" *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความหวานซึ้งในห้องทำงานอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา ตามด้วยเสียงเปิดประตูที่ผลักเข้ามาเองโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต "บอสครับ! แย่แล้วครับ! เอกสารสัญญาโครงการใหญ่ที่เซ็นไว้กับตระกูลจาง เกิดปัญหาใหญ่—" เสียงของเลขาหนุ่มคนสนิทดังลั่นห้องพร้อมกับร่างที่ก้าวพรวดพราดเข้ามา แต่ยังไม่ทันพูดจบประโยค เลขาหนุ่มก็ต้องเบรกเอี๊ยดอ้าดอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพเจ้านายหนุ่มผู้ทรงอำนาจกำลังยืนกักตัวเด็กฝึกงานคนเก่งไว้ชิดกระจกหน้าต่าง ในระยะห่างที่เรียกว่าแทบจะจูบกันอยู่รอมร่อ คิรากรตวัดสายตาดุดันหันกลับไปมองลูกน้องตัวดีที่เข้ามาขัดจังหวะชีวิตรัก รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงติดลบทันที ส่วนพายอาร์ได้จังหวะรีบดันอกแกร่งออกสุดแรงแล้วกระโดดถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าแดงก่ำเป็นลูกมะเขือเทศด้วยความอับอาย ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความคลั่งรักของบอสคีย์กับน้องพายนะครับ!
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการร้ายร้อยเล่ห์รักฉบับคนคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%