โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 48

นาฬิกาหยุดเดิน

ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
เสียงกระหึ่มต่ำทุ้มของเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่เคยดังระRำอยู่ตลอดเวลา... ดับวูบลงในเสี้ยววินาที ความเงียบงันชนิดที่เรียกว่า "ความเงียบอันไร้ก้นบึ้ง" เข้ากัดกินพื้นที่โถงทางเดินชั้นที่สิบสองทันที เมฆยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์สำรอง ดวงตาเบิกโพ้างasจ้องมองภาพสะท้อนในกระจกหน้าจอที่มืดสนิท ภาพสุดท้ายยังคงติดตา—แผ่นหลังของร่างในเสื้อแจ็คเก็ตสีดำตัวโปรดของพี่สาวที่ยืนอยู่ในกล้องวงจรปิดลิฟต์ตัวหลัก ร่างนั้นไม่ได้หันกลับมามองกล้อง แต่ปลายนิ้วที่ยื่นไปกดปุ่มหมายเลข "สิบสาม" กลับทิ้งรอยเปื้อนสีดำคล้ายน้ำมันเครื่องไว้บนแป้นกดสเตนเลส ทว่า สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าภาพในจอ ไม่ใช่เงาปริศนานั้น เมฆเหลือบสายตาช้าๆ ไปยังนาฬิกาดิจิทัลติดผนังสีเขียวเรืองแสงเหนือประตูทางหนีไฟ ตัวเลขสีเขียวที่เคยกระพริบเปลี่ยนไปตามจังหวะเวลาของโลกภายนอก บัดนี้หยุดนิ่งสนิท `00:00` เที่ยงคืนตรง และเข็มวินาทีบนนาฬิกาข้อมือของเขา... ไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไปแล้ว "เวลา... ถูกแช่แข็งงั้นเหรอครับ" เมฆพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทาจนแทบไม่ได้ยิน ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอสีขาวจางๆ ในอากาศที่อุณหภูมิลดฮวบลงอย่างรวดเร็วราวกับช่องแช่แข็งเนื้อสัตว์ "ไม่ใช่แค่เวลาหรอกค่ะ เมฆ... ทุกอย่างในตึกนี้กำลังจะถูกรีเซ็ต" เสียงกระซิบเย็นเยียบที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้เมฆสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับกลับไปพร้อมกับกำหมัดแน่นด้วยความตกใจ รินยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาคู่คมกริบภายใต้กรอบแว่นทรง The Row จ้องมองตรงมาที่เขาโดยไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความเหนื่อยล้าและร่องรอยคราบเลือดจางๆ ที่มุมปากของเธอ เมฆถอยหลังไปก้าวหนึ่งจนสะโพกกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน "ริน... คุณหายไปไหนมาตอนที่ลิฟต์ตัวนั้น..." "ฉันลงไปสำรวจชั้นที่ศูนย์มาต่างหากล่ะคะ" รินตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด เธอเดินผ่านหน้าเขาไปอย่างไร้เสียงฝีเท้า ราวกับร่างของเธอไร้น้ำหนัก ก่อนจะหยิบปากกาหมึกซึมด้ามเก่าขึ้นมาจากโต๊ะแล้วหมุนเล่นในมือ "คุณคิดจริงๆ หรือคะว่าพี่สาวของคุณหายตัวไปเมื่อห้าปีก่อนโดยบังเอิญ? หรือคุณคิดว่าตึกนี้มันแค่ 'ผีสิง' แบบที่พนักงานแผนกการตลาดชอบเอาไปนินทากันหลังเลิกงาน?" เมฆขบกรามแน่น ความโกรธปะปนกับความกลัวตีรวนอยู่ในอก "ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร แต่ผมเห็น... ผมเห็นคนใส่เสื้อแจ็คเก็ตของพี่ผมอยู่ในลิฟต์! และเขากำลังขึ้นไปชั้นที่สิบสาม!" "ชั้นที่สิบสามไม่มีจริง" รินหยุดหมุนปากกา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเมฆตรงๆ แววตานั้นลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความลับที่เก็บงำมานานแรมปี "สิ่งที่อยู่เลยชั้นสิบสองขึ้นไป ไม่ใช่สถานที่... แต่มันคือ 'รอยต่อ' ของระบบ ท่านประธานไม่ได้สร้างตึกนี้ขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมฆครับ... ตึกนี้คือเครื่องมือบีบอัดวิญญาณ และพี่สาวของคุณ... เธอกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองของเครื่องจักรตัวนี้ไปแล้ว" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางศีรษะของเมฆ โลกทั้งใบหมุนเคว้ง ความทรงจำเมื่อห้าปีก่อนผุดวาบขึ้นมาในหัว—วันที่พี่สาวของเขาเดินเข้าตึกนี้โดยไม่หันกลับมามอง วันที่เอกสารลาออกถูกเซ็นด้วยลายมืออันสั่นเทา และกล่องพัสดุเปล่าๆ ที่ส่งกลับมาที่บ้านโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ "ไม่... พี่ผมต้องยังไม่ตาย" เมฆเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวด "ผมจะขึ้นไปหาเธอ ไม่ว่าชั้นที่สิบสามมันจะเป็นนรกหรืออะไรก็ตาม!" รินถอนหายใจเบาๆ เธอยื่นมือที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทออกไปแตะที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดับสนิท ทันใดนั้น หน้าจอก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง แต่แทนที่จะเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด มันกลับแสดงแผนผังโครงสร้างของอาคารที่บิดเบี้ยวราวกับภาพวาดของซัลวาดอร์ ดาลี เส้นสายสีแดงนับร้อยโยงใยจากห้องใต้ดินขึ้นมาสู่ยอดตึก และจุดศูนย์กลางของเส้นสายทั้งหมด... พุ่งตรงมาที่ลิฟต์ตัวที่เมฆยืนอยู่ "ถ้าคุณอยากขึ้นไปนัก ฉันก็จะไม่ห้ามคุณหรอกนะคะ" รินกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เมฆเคยเห็นมา "แต่จำกฎเหล็กข้อที่เจ็ดให้ดี... เมื่อนาฬิกาหยุดเดิน และคุณก้าวเข้าสู่ลิฟต์หลังเที่ยงคืน ประตูจะไม่มีวันเปิดออกให้คุณกลับลงมาอีก ไม่ว่าคุณจะกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังแค่ไหนก็ตาม" ติ๊ง! เสียงสัญญาณกริ่งลิฟต์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เมฆสะดุ้งสุดตัว เขาหันไปมองโถงลิฟต์ด้านนอก ประตูโลหะสีเงินของลิฟต์ตัวหลักเลื่อนเปิดออกช้าๆ อย่างฝืดเคือง เสียงเสียดสีของโลหะเสียดแทรกแก้วหูราวกับเสียงกรีดร้องของมนุษย์ ภายในตู้โดยสารที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟกะพริบสีส้มสลัวๆ จากหลอดไฟนีออนที่ใกล้ขาด กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นวานิลลา—กลิ่นเดียวกับที่พี่สาวของเขาใช้มาตลอดก่อนจะหายตัวไป ลอยอบอวลออกมาจากตัวลิฟต์ เมฆก้าวเท้าถอยหลังโดยสัญชาตญาณ หัวใจของเขาเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกหน้าอก ความกลัวจับขั้วหัวใจกำลังบอกให้เขาวิ่งหนีไปทางบันไดหนีไฟ แต่ภาพแผ่นหลังในเสื้อแจ็คเก็ตสีดำที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงาด้านในลิฟต์กำลังเรียกหาเขา รินไม่ได้ขยับเขยื้อน เธอเพียงแต่ยืนกอดอกมองเขาด้วยสายตานิ่งสนิท ราวกับกำลังรอชมฉากสุดท้ายของละครสัตว์ที่เธอรู้ตอนจบอยู่แล้ว เมฆสูดหายใจเข้าลึก and ตัดสินใจก้าวเท้าขวาข้ามผ่านธรณีประตูลิฟต์เข้าไป พรึบ! ทันทีที่เท้าทั้งสองข้างของเขาเหยียบลงบนพื้นพรมสีแดงเข้มในลิฟต์ ประตูโลหะด้านหลังก็กระแทกปิดลงอย่างรุนแรง เสียงล็อกกลกลไกดัง "คลิก" หนักแน่น ราวกับกุญแจมือที่ถูกสวมปิดตาย เมฆหันขวับกลับไปหมายจะงัดประตู แต่บนแผงควบคุมสเตนเลสตรงหน้า ปุ่มกดทุกปุ่มดับสนิท มีเพียงปุ่มเดียวที่สว่างวาบด้วยแสงสีแดงฉาน... ปุ่มหมายเลข "13" ที่กำลังกะพริบช้าๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจของเขา และในวินาทีนั้นเอง เสียงประกาศตามสายของตึก ซึ่งแหบพร่าและเต็มไปด้วยเสียงคลื่นแทรก ก็ดังขึ้นจากลำโพงเพดานเหนือศีรษะ *"ยินดีต้อนรับสู่รอบการทำงานล่วงเวลาครับ... คุณเมฆ"* เสียงนั้นไม่ใช่เสียงคอมพิวเตอร์ และไม่ใช่เสียงของท่านประธานที่เขาเคยได้ยิน แต่มันคือเสียงกระซิบอันคุ้นเคย—เสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่พูดด้วยน้ำเสียงดีใจราวกับได้พบของเล่นชิ้นโปรด *"พี่รอเธอมานานเหลือเกิน... กดปุ่มสิครับ"* เมฆยืนตัวชา ร่างกายไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง สมองของเขาขาวโพลนเมื่อเหลือบไปเห็นเงาสوงโปร่งของใครบางคนค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมมืดด้านหลังสุดของตู้ลิฟต์ ร่างนั้นเงยหน้าขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่ไร้ดวงตา มีเพียงรอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหู และรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านลำคอ... ใบหน้าของพี่สาวเขาเอง ลิฟต์กระตุกอย่างแรงก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนด้วยความเร็วสูงชนิดที่แรงโน้มถ่วงฉีกกระชากกระดูก และก่อนที่สติของเมฆจะดับวูบลงไปพร้อมกับความมืดมิด เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นข้างหูจากความว่างเปล่า ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเผชิญความกลัวในชั้นที่สบถนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%