กลิ่นอานิสงส์แห่งความตายไม่ได้หอมหวานเหมือนดอกไม้พิษ แต่มันอบอวลด้วยกลิ่นสนิมเหล็กผสมกับกระดาษถ่ายเอกสารที่ชื้นแฉะ
เมฆลืมตาขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าสีเทาหม่น พื้นที่ที่เขาเหยียบอยู่ไม่ใช่พื้นกระเบื้องยางของตึกสำนักงานชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่เป็นแผ่นกระดาษเอสี่นับล้านแผ่นที่เรียงรายต่อกันจนกลายเป็นมหาสมุทรไร้ขอบเขต ทุกแผ่นกระดาษล้วนมีข้อความประเมินผลงานของเขาถูกพิมพ์ซ้ำๆ วนเวียนด้วยตัวอักษรสีแดงฉาน คำว่า *“ตกมาตรฐาน”* และ *“ต้องแก้ไข”* วิ่งวนอยู่ในสายตาของเขาจนคลื่นไส้
"ตื่นแล้วหรือครับ คุณเมฆ... หรือควรจะเรียกว่า 'สินค้าชิ้นใหม่' ดีล่ะ"
เสียงตามสายที่คุ้นเคยดังสะท้อนก้องมาจากทุกทิศทุกทาง ไร้แหล่งกำเนิด แต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันที่แทรกซึมเข้าไปถึงไขกระดูก เมฆพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่เขากลับพบว่าขาทั้งสองข้างถูกตรึงไว้ด้วยแฟ้มเอกสารหนาเตอะที่งอกออกมาจากพื้นกระดาษราวกับรากไม้มีชีวิต มันรัดแน่นจนเนื้อผ้ากางเกงสแลคขาดวิ่น และเริ่มบาดลึกเข้าไปในผิวเนื้อจนเลือดสีแดงเข้มซึมออกมา
เมฆกัดฟันกรอด ความเจ็บปวดนี้ไม่ใช่ความฝัน มันชัดเจนเกินกว่าจะเป็นภาพลวงตา เขานึกถึงเสียงหัวเราะเยาะเมื่อครู่ก่อนที่ลิฟต์จะพุ่งทะยาน "นี่มันโลกเสมือนอะไรกัน... แกกำลังเล่นตลกบ้าอะไรอยู่!" เขาตะโกนก้องออกไป เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ แต่แววตาไม่ได้มีความยอมแพ้เจืออยู่เลย
"ตลกหรือครับ? เปล่าเลย... ที่นี่คือส่วนลึกที่สุดของระบบประสาทตึกแห่งนี้ 'ชั้นที่ 0' หรือที่เรารู้จักกันในนาม 'ความทรงจำที่ถูกลบ' ไงล่ะ" เสียงนั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะบิดเบี้ยวเป็นคลื่น เมฆเห็นภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่ผุดขึ้นกลางอากาศ มันคือภาพเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อน—วันที่พี่สาวของเขาเดินหายเข้าไปในลิฟต์ตัวนั้น รอยยิ้มสุดท้ายของเธอก่อนประตูจะปิดลงยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
"พี่..." เมฆพึมพำ หัวใจของเขาบีบอัดเข้าหากันจนแทบหยุดเต้น ความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจมาตลอดห้าปีพรั่งพรูขึ้นมาอีกครั้ง ภาพในจอฉายภาพพี่สาวของเขากำลังถูกความมืดกลืนกินทีละส่วน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน
"ถ้าคุณอยากเจอเธอนัก... ก็เดินไปข้างหน้าสิครับ" เสียงประธานเอ่ยเย้า "แต่บอกไว้ก่อนนะว่า ทุกก้าวที่คุณเดิน แฟ้มเอกสารเหล่านี้จะกลืนกินความทรงจำของคุณไปทีละส่วน... จนกระทั่งคุณไม่เหลือแม้แต่ชื่อของตัวเอง กลายเป็นทาสรับใช้ของตึกนี้ไปตลอดกาล"
เมฆมองไปเบื้องหน้า ทางเดินที่ทอดยาวไปสู่ความมืดมีร่างเงาสلัวๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งยืนหันหลังให้อยู่ เงานั้นคล้ายคลึงกับพี่สาวของเขาเหลือเกิน ร่างนั้นส่งเสียงเรียกชื่อเขาแผ่วเบา เป็นเสียงที่เขาโหยหามาครึ่งค่อนชีวิต
ขาของเมฆสั่นเทา เขาลองออกแรงดึงข้อเท้าออกจากแฟ้มเอกสารที่พันธนาการไว้ ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บขึ้นมาจนหน้ามืด แต่เขากลับฝืนย่างก้าวแรกออกไปบนทะเลกระดาษ ทันทีที่เท้าสัมผัสแผ่นกระดาษแผ่นแรก ภาพวัยเด็กที่เขาเคยวิ่งเล่นกับพี่สาวก็เลือนหายไปจากหัวสมองราวกับถูกยางลบลบ
*“เอ๊ะ... วันนั้นเราไปเที่ยวที่ไหนกันนะ?”* ความคิดแวบหนึ่งผุดขึ้นในหัว เมฆชะงักฝีเท้า เขารู้สึกได้ทันทีว่าส่วนหนึ่งของตัวตนกำลังถูกพรากไป
"อย่าไปฟังมันนะ เมฆ!"
เสียงตะโกนคุ้นเคยดังแทรกขึ้นมาจากความว่างเปล่าด้านหลัง เมฆหันขวับไปมอง รินยืนหอบหายใจรดต้นิ้ว มือข้างหนึ่งของเธอถือแท่งเหล็กสนิมเขรอะที่หลุดมาจากโครงสร้างลิฟต์ เสื้อผ้าของเธอมอมแมมและมีรอยแผลถลอกตามเนื้อตัว แววตาที่เคยเยชาและไร้ความรู้สึกในยามปกติ ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเด็ดเดี่ยวอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
"ริน! คุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง?" เมฆร้องถามด้วยความตกใจ
"ฉันไม่ได้เข้ามา... ฉันแค่อยู่ในระบบเดียวกับคุณ" รินกัดฟันเดินฝ่ากองกระดาษเข้ามาหาเขา แม้ว่าข้อเท้าของเธอจะถูกแฟ้มเอกสารรัดไว้เช่นกัน แต่เธอกลับใช้แท่งเหล็กฟาดฟันลงไปที่แฟ้มเหล่านั้นอย่างไร้ความปรานี "จำกฎเหล็กข้อที่สตรีผู้กุมความลับของตึกนี้บอกไว้ไม่ได้หรือไง? สิ่งที่นายเห็นในโลกเสมือนนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นความจริงเลยแม้แต่นโยบายเดียว!"
เมฆมองหน้าเธอ สมองที่กำลังพร่ามัวเริ่มประมวลผล ภาพเงาของพี่สาวที่ยืนอยู่ข้างหน้าส่งเสียงหัวเราะแหลมสูงออกมา ร่างนั้นค่อยๆ บิดเบี้ยวกลายเป็นสัตว์ประหลาดเงาสีดำทมิฬที่มีดวงตาสีแดงฉานนับร้อยดวงจ้องมองมาที่พวกเขา
"ฉลาดน้อยเสียจริง แม่บัญชีสาว..." เสียงประธานเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามต่ำที่สั่นสะเทือนไปทั้งมิติเสมือน "ในเมื่อพวกเธออยากอยู่ร่วมกันนัก งั้นก็จมหายไปพร้อมกับความล้มเหลวของบริษัทนี้เสียเถอะ!"
พื้นกระดาษใต้ฝ่าเท้าของพวกเขายุบตัวลงทันที กลายเป็นหลุมพรางสีดำสนิทที่ดึงดูดทุกอย่างให้ดิ่งลงสู่เบื้องล่าง รินเสียหลักล้มลงไปครึ่งตัว มือข้างหนึ่งคว้าขอบกระดาษไว้ได้ทัน แต่น้ำหนักของเธอกำลังดึงให้เมฆร่วงลงไปด้วย
เมฆมองหน้าหญิงสาวที่กำลังช่วยชีวิตเขาไว้ แม้ความทรงจำบางส่วนจะเลือนหายไป แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่า เขาจะปล่อยให้เธอตกมิตินี้ไปไม่ได้เด็ดขาด มือทั้งสองข้างพุ่งเข้าไปคว้าแขนของรินไว้แน่น แรงดึงจากหลุมพรางรุนแรงจนกระดูกแทบร้าว
"จับฉันไว้แน่นๆ นะครับ!" เมฆตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของตึก
เขากัดฟันใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระชากตัวรินขึ้นมา พร้อมกับเงื้อมือคว้าแท่งเหล็กสนิมจากมือเธอ แล้วปักมันลงไปที่จุดศูนย์กลางของโลกเสมือน ซึ่งเป็นจอภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่ที่กำลังฉายภาพอดีตของเขา
*เปรี้ยะ! ตูม—!*
ประกายไฟสีฟ้าแล่บแปลบปลาบ ระบบจำลองภาพเสมือนสั่นกระพืออย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องโหยหวนของระบบดังลั่นจนแก้วหูแทบแตก ก่อนที่ทัศนียภาพรอบตัวจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกที่ถูกทุบ
แสงสว่างจ้าบาดตาพุ่งเข้าใส่จนเมฆต้องหลับตาแน่น ลมหายใจของเขากระชั้นชิด ร่างกายรู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างแรงอีกครั้ง...
เมื่อเมฆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กลิ่นสนิมและกระดาษชื้นได้หายไป สิ่งที่เขาสัมผัสได้คือความเย็นเฉียบของพื้นกระเบื้องยาง และเสียงเตือนของระบบลิฟต์ที่ดังติ๊ดๆ ซ้ำๆ
หน้าจอแสดงผลเหนือประตูลิฟต์ปรากฏตัวเลขสีแดงเรืองรองที่ทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้น
**[ ชั้นที่ 13 ]**
และก่อนที่เมฆจะได้ตั้งตัว ประตูลิฟต์เหล็กสีทึบเบื้องหน้าก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินยาวมืดสนิทที่ไม่มีแม้แต่เงาของริน... มีเพียงรองเท้าส้นสูงคู่หนึ่งตกอยู่หน้าประตู พร้อมกับรอยเลือดสดๆ ที่ลากยาวหายเข้าไปในความมืดของสำนักงานร้าง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดมา ณ ที่นี้นะครับ
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 49
การต่อสู้ในฝันร้าย
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!