โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 47

เสียงหัวเราะในความมืด

ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
กลิ่นอานิสงส์ของกระดาษเอกสารเก่าๆ คละคลุ้งปนกับกลิ่นสนิมเหล็กที่ชื้นแฉะในอากาศ เมฆกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความแห้งผากแผ่ซ่านไปทั่วช่องท้องจนรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณลิ้นปี่ ดวงตาของเขาเบิกกว้างจ้องมองร่างที่ยืนอยู่ตรงสุดปลายทางเดินของชั้นที่ 13 แสงไฟนีออนเหนือศีรษะกะพริบถี่ๆ ส่งเสียงฮัมต่ำในลำคอราวกับแมลงวันตัวใหญ่ที่บินวนเวียนอยู่ใกล้หู "คุณ... พี่..." เสียงของเมฆหลุดลอดริมฝีปากที่สั่นเทาออกไปได้เพียงแค่นั้น ร่างที่ยืนอยู่ตรงความมืดสลัวสวมชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มแบบเดียวกับที่พี่สาวของเขาเคยสวมใส่ในวันสุดท้ายก่อนที่เธอจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อห้าปีก่อน เส้นผมยาวสลวยนั้นสะท้อนแสงไฟนีออนสีตุ่นๆ และสิ่งที่ทำให้หัวใจของเมฆแทบหยุดเต้นก็คือรอยยิ้ม รอยยิ้มที่มุมปากข้างขวา ยกขึ้นสูงเล็กน้อยในลักษณะที่คุ้นตาจนเกินไป "เมฆ... น้องรักของพี่" เสียงนั้นลอยแว่วมาตามลมเย็นเยียบที่พัดมาจากช่องแอร์ โดยไม่มีต้นทางที่แน่ชัด มันไม่ใช่เสียงกระซิบ แต่เป็นเสียงที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทโดยตรงราวกับมีใครมาพูดอยู่ข้างใบหู เมฆก้าวเท้าถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ส้นรองเท้าหนังราคาถูกกระแทกเข้ากับขอบตู้เอกสารเหล็กเสียงดังสนั่น แต่วินาทีนั้นเขาไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย ความกลัวพุ่งพล่านจนปลายนิ้วชาดิก เขารู้ดีว่ากฎเหล็กข้อที่สามของตึกนี้ระบุไว้ชัดเจนในสมุดบันทึกสีดำของรำไพ—*ห้ามทักทายคนที่ตายไปแล้วในตึกหลังเที่ยงคืน มิฉะนั้น เงาของคุณจะถูกแทนที่* แต่สมองส่วนลึกกลับร่ำร้องว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ "พี่สาวแท้ๆ" สายเลือดเดียวกัน คนที่เขาตามหามาครึ่งค่อนชีวิต คนที่ทำให้เขาต้องยอมก้าวขาลงมาติดอยู่ในนรกชั้นที่ 13 แห่งนี้ "คุณไม่ใช่พี่ของผม" เมฆเค้นเสียงพูดออกไปพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นป้องตัวสั่นเทา "พี่สาวผมตายไปแล้ว... หลักฐานอยู่ในแฟ้มคดี... ตำรวจสรุปสำนวนไปแล้ว!" ร่างในชุดสูทสีเทาหัวسเบาๆ เสียงหัวเราะแหลมสูงเสียดแทงโสตประสาท มันก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ทีละนิด เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นกระเบื้องยางดัง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะที่แม่นยำรา과กับเสียงนาฬิกาจับเวลาแห่งความตาย ทุกก้าวที่เธอขยับเข้ามา แสงไฟนีออนเบื้องบนจะดับวูบลงทีละดวง จนกระทั่งความมืดมิดเริ่มกลืนกินพื้นที่รอบตัวพวกเขาเหลือเพียงแสงสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องสุดท้ายที่ยังเปิดค้างไว้ "ตำรวจรู้เรื่องอะไรกันล่ะคะ เมฆ..." เสียงนั้นเปลี่ยนโทนจากความอ่อนโยนกลายเป็นความเยียบเย็น ทุ้มต่ำ และแหบพร่าในพริบตาเดียว "พวกเขาเป็นแค่คนนอก ที่มองไม่เห็นแม้กระทั่งทางออก... แต่พี่... พี่อยู่ตรงนี้มาตลอด อยู่กับ 'ท่านประธาน' ของเราไงล่ะ" กึก! ฝ่ามือเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งคว้าหมับเข้าที่ข้อศอกของเมฆโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว แรงบีบนั้นมหาศาลจนกระดูกแทบร้าว เมฆสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าขึ้นมอง และต้องผวาเฮือกเมื่อพบว่าใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ได้งดงามอ่อนโยนเหมือนพี่สาวอีกต่อไป ผิวหนังบริเวณลำคอมีรอยช้ำเขียวคล้ายรอยนิ้วมือขนาดใหญ่ ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีดำสนิทไม่มีตาขาว และที่น่ากลัวที่สุดคือรอยยิ้มนั้นฉีกกว้างขึ้นจนถึงใบหู เลือดสีดำไหลรินออกจากมุมปากหยดลงบนเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขา "ช่วยด้วย!" เมฆตะโกนสุดเสียง พยายามสะบัดแขนหนีแต่ไม่เป็นผล แรงดึงมหาศาลลากเขาให้เดินตามร่างนั้นไปทางห้องทำงานประธานที่ตั้งอยู่สุดทางเดิน ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ประตูห้องเก็บเอกสารด้านข้างก็เปิดผางออกอย่างแรง ร่างเพรียวบางในชุดทำงานสีดำสนิทพุ่งตัวออกมาพร้อมกับด้ามไม้ม็อบถูพื้นอัดแน่นด้วยน้ำมนต์และเกลือสินเธาว์ รินเหวี่ยงมันเข้าใส่ร่างปริศนานั้นเต็มแรง! *เปรี้ยง!* ประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ ร่างในชุดสูทสีเทาผละมือออกจากแขนของเมฆ ร่างของเธอกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว รินรีบคว้าแขนของเมฆแล้วกระชากให้วิ่งหนีทันทีโดยไม่หันกลับมามอง "อย่าหันไปมองหน้ามัน!" รินตะโกนสั่งเสียงเฉียบขาด ใบหน้าของเธอซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า ขณะที่มืออีกข้างกำลังกำยันกระดาษสีเหลืองที่เปื้อนหมึกสีแดงฉานไว้แน่น ทั้งสองคนวิ่งเลี้ยวเข้าสู่ซอกมุมของแผนกบัญชี เสียงฝีเท้าไล่หลังดังตึงตังและใกล้เข้ามาทุกที ราวกับมีคนนับสิบกำลังวิ่งตามมาในความมืด รินดันเมฆเข้าไปหลบในช่องใต้โต๊ะทำงานตัวเก่าที่อัดแน่นไปด้วยกล่องกระดาษ แล้วเธอก็รีบมุดตามเข้าไป ปิดปากเมฆด้วยฝ่ามือที่เย็นเฉียบเพื่อไม่ให้เสียงหอบหายใจดังเล็ดลอดออกไป ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของเมฆที่เต้นโครมครามดังสะท้อนอยู่ในอก เขาก้มมองมือของตัวเองที่ยังคงเปื้อนคราบเลือดสีดำเหนียวหนืด รินหลับตาปี๋ ท่องคาถาพึมพำเบาๆ ในลำคอเพื่อสะกดกั้นพลังงานชั่วร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที แต่แล้ว... เสียงฝีเท้าที่วิ่งไล่ตามมากลับหยุดลงตรงหน้าโต๊ะทำงานตัวที่พวกเขากำลังซ่อนอยู่ เสียงลมหายใจที่ฟืดฟาร์มและหนักหน่วงดังอยู่เหนือหัว ห่างออกไปเพียงแค่แผ่นไม้บางๆ เท่านั้น ติ๊ง... เสียงสัญญาณประกาศจากระบบเสียงตามสายของอาคารดังขึ้นทำลายความเงียบ เป็นเสียงดนตรีคลาสสิกที่เคยเปิดในลิฟต์ ตามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล แต่แฝงไปด้วยความอำมหิตของชายวัยกลางคน ซึ่งเมฆไม่เคยได้ยินมาก่อนตลอดการทำงานที่นี่ แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในจิตใต้สำนึกของพนักงานทุกคน *"ยินดีต้อนรับสู่การประเมินผลงานรอบดึกนะครับ... คุณเมฆ"* เสียงนั้นเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี *"คุณทำได้ดีมากที่พา 'แขกพิเศษ' มาส่งถึงหน้าห้องได้ทันเวลา... ตอนนี้ ประตูลิฟต์ตัวหลักเปิดออกแล้วนะครับ เชิญขึ้นมาพบผมที่ชั้น 13 ได้เลย... หรือจะรอให้ 'เธอ' เป็นคนพาขึ้นไปดีล่ะครับ?"* สิ้นเสียงประกาศ รินลืมตาขึ้นทัน3 ช้าๆ เธอก้มลงมองที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของเมฆที่วางอยู่บนพื้น หน้าจอนั้นสว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ และแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดภายในลิฟต์แก้วตัวหลัก ภาพในจอนั้นทำให้เลือดในกายของเมฆเย็นเฉียบจนแข็งค้าง เพราะภายในลิฟต์ที่ควรจะว่างเปล่า กลับมีร่างของใครอีกคนยืนหันหลังให้อยู่... และคนคนนั้นกำลังสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีดำตัวโปรดของพี่สาวเขา พร้อมกับกดปุ่มเลือกชั้นที่ไม่มีวันมีอยู่จริงบนแป้นกด ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตอนนี้ ลิฟต์แก้วชั้นลบหวังว่าจะสนุกกับการเดินทางครั้งนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%