"อย่าแม้แต่จะคิดขยับไปที่ประตูนั้น ถ้าคุณยังอยากเห็นแสงอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้"
เสียงเย็นเยียบของรินดังก้องผ่านลำโพงไร้สายที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเมฆ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ที่กำลังสนทนา แต่มันคือเสียงที่ผ่านการบีบอัดจนแหลมเล็กและแตกพร่าเหมือนคลื่นวิทยุเก่าๆ ที่ถูกรบกวน เมฆหยุดชะงัก ฝ่ามือที่กำลังจะแตะลงบนลูกบิดประตูโลหะของห้องทำงานหลักสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตที่ชุ่มโชกด้วยความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศที่ทำงานหนักเกินความจำเป็น
เขาไม่ได้ตอบโต้ แต่สายตาของเขาจับจ้องไปที่ภาพบนจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้ หน้าจอไม่ได้แสดงตารางงานหรือรายงานสรุปยอดขาย แต่มันคือภาพวงจรปิดจากมุมสูงที่มองลงมาเห็นตัวเขาเองในห้องนี้—ห้องที่กว้างขวางเกินไปสำหรับพนักงานคนเดียว โต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ราวกับแท่นพิธีที่รอคอยการบูชายัญ
"ผมแค่จะไปเข้าห้องน้ำ" เมฆเค้นเสียงตอบ มือของเขาเลื่อนออกจากลูกบิดอย่างช้าๆ พยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ
"คุณรู้ดีว่าห้องน้ำที่นี่ไม่มีอยู่จริงหลังจากเที่ยงคืน" รินตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอยังคงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเวทนาที่ทำให้เมฆรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก "นั่นไม่ใช่ห้องน้ำ เมฆ... นั่นคือช่องระบายอากาศที่เชื่อมต่อกับรอยแยกของตึก ถ้าคุณเดินออกไป ก้าวแรกที่เหยียบพรมทางเดิน คุณจะไม่ได้ก้าวกลับเข้ามาอีกตลอดกาล"
เมฆหันขวับไปมองรอบห้อง ผนังห้องทำงานหลักบุด้วยวัสดุกันเสียงชั้นดี แต่มันกลับเงียบจนเขาสามารถได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า เสียง 'ติ๊ก... ติ๊ก...' นั้นฟังดูเหมือนเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินวนเวียนอยู่หลังกำแพง
เขาเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้พลางกวาดสายตามองเอกสารที่กระจัดกระจายบนโต๊ะ เอกสารเหล่านั้นไม่ใช่รายงานบริษัท แต่มันคือรูปถ่ายเก่าๆ ของพนักงานที่หายไป—รวมถึงพี่สาวของเขาด้วย ใบหน้าของทุกคนในรูปดูบิดเบี้ยว ราวกับถูกใครบางคนใช้กรรไกรตัดทำลายทิ้งไปครึ่งหน้า
"ทำไมต้องเป็นผม?" เมฆถามขึ้น ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด "คุณรู้เรื่องทั้งหมดนี้ ริน... คุณช่วยผมได้ แต่คุณเลือกที่จะขังผมไว้ที่นี่"
"ผมไม่ได้ขังคุณ" เสียงจากลำโพงเปลี่ยนไป คราวนี้มันไม่ใช่เสียงของริน แต่มันคือเสียงต่ำทุ้มที่คุ้นหู เสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความกดดันที่ทำให้เมฆรู้สึกเหมือนถูกกดทับด้วยน้ำหนักมหาศาล
'ท่านประธาน'
"ที่นี่คือพื้นที่ส่วนตัวที่จัดเตรียมไว้ให้คุณ เมฆ... คุณเป็น 'พนักงานดีเด่น' ที่เราเฝ้ารอมานานห้าปีเต็ม" เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปถึงพื้นห้อง โคมไฟระย้าที่เพดานสั่นไหวอย่างรุนแรงจนหลอดไฟบางดวงแตกกระจายลงมาบนพื้นพรม "กฎของชั้นที่ 13 นั้นเรียบง่าย คือการทำงานให้เสร็จตามเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย และสำหรับคืนนี้ งานของคุณคือการ 'ระลึกถึง' สิ่งที่คุณลืมไป"
เมฆรีบคว้าแฟ้มเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาเปิดออก แสงจากจอคอมพิวเตอร์ส่องกระทบสิ่งที่อยู่ข้างใน—มันคือบันทึกส่วนตัวของพี่สาวเขา บันทึกที่ควรจะหายไปพร้อมกับเธอเมื่อห้าปีก่อน ตัวหนังสือด้วยลายมือคุ้นตาทำให้เขารู้สึกเหมือนมีของมีคมบาดลึกเข้าไปในอก
*วันที่ 13 เดือน 13... พวกเขาไม่ได้ต้องการแรงงาน แต่พวกเขาต้องการ 'ความทรงจำ' ของเราเพื่อหล่อเลี้ยงตึกนี้*
ความจริงเริ่มปรากฏชัดผ่านบันทึกหน้าแล้วหน้าเล่า เมฆไม่ใช่พนักงานที่เพิ่งเข้ามาทำงาน แต่เขาคือผู้ที่ถูก 'ลบ' ความทรงจำไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทุกครั้งที่เขาพยายามจะหนี เขาจะถูกดึงกลับมาที่ห้องทำงานนี้ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในตึกนี้ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
"ไม่จริง..." เมฆพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษ "ผมจำได้ว่าผมเพิ่งมาที่นี่... ผมมาสมัครงาน..."
"ความทรงจำคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุดในโลกของออฟฟิศครับ" เสียงของท่านประธานดังใกล้เข้ามา ราวกับเจ้าของเสียงยืนอยู่หลังประตูบานที่เมฆเพิ่งจะพยายามเปิด "เมื่อครู่คุณพยายามจะหนีออกจากห้องนี้ นั่นหมายความว่าสัญญาจ้างของคุณกำลังจะถูกยกเลิก ซึ่งนั่นมีบทลงโทษเพียงอย่างเดียว คือการถูกทำให้ 'หายไป' อย่างสมบูรณ์"
ทันใดนั้น ไฟในห้องก็ดับพรึบ ความมืดมิดเข้าครอบงำทุกอณู เมฆได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของใครบางคน—ไม่ใช่ลมหายใจของเขา—มันดังอยู่ข้างใบหูซ้ายของเขา กลิ่นอายของกระดาษเก่าและกลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงที่พี่สาวเขาเคยใช้ก่อนหายตัวไปลอยอบอวลไปทั่วห้อง
มือที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งค่อยๆ วางลงบนไหล่ของเขา ความเย็นนั้นทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ผิวหนังจนเมฆรู้สึกเหมือนตัวเขากำลังจะแข็งตาย เมฆค่อยๆ หันไปมองข้างหลังด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ในความมืดที่ไร้แสงสว่าง มีดวงตาสองข้างที่เรืองแสงสีแดงก่ำราวกับถ่านที่กำลังมอดไหม้จ้องมองเขาอยู่... และที่น่ากลัวกว่านั้นคือใบหน้าของเจ้าของดวงตาที่ปรากฏชัดขึ้นในเงามืด—มันคือใบหน้าของเมฆเอง แต่เป็นเมฆที่ดูแก่ชราและเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์บนใบหน้า
ร่างนั้นยื่นมืออีกข้างหนึ่งมาแตะที่ปากของเมฆเบาๆ ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงที่แหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
"อย่าส่งเสียง... เพราะถ้าท่านประธานได้ยินเสียงกรีดร้องของคุณ... เขาจะเปลี่ยนคุณให้กลายเป็น 'ผนัง' ของตึกนี้แทนที่จะเป็นพนักงาน"
ทันใดนั้น ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทอยู่ก็ค่อยๆ แง้มออกช้าๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่เดินเข้ามา... เสียงฝีเท้าที่ไม่ใช่ของมนุษย์ แต่มันคือเสียงของรองเท้าหนังที่กระทบกับพื้นหินดัง 'ปัง... ปัง... ปัง...' และทุกครั้งที่เสียงนั้นดังขึ้น ประตูของห้องทำงานหลักที่ถูกล็อคไว้ก็ค่อยๆ ถูกเปิดออกทีละบาน... ทีละบาน...
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดในชั้นที่ 13 นี้ไปกับผมนะครับ — ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 23
หนีไม่พ้น
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!