“อย่าก้าวออกไปเด็ดขาด!”
รินกระชากคอเสื้อผมจากด้านหลังอย่างแรงจนแผ่นหลังผมกระแทกเข้ากับผนังกระจกของตัวลิฟต์ เสียงโลหะลั่นเอี๊ยดอ๊าดสะท้อนก้องในความเงียบงัน ความเย็นเยียบจากแผ่นกระจกแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนกระดูกสันหลังผมชาวาบ ลิฟต์แก้วตัวนี้เพิ่งทิ้งดิ่งทะลุชั้นใต้ดินบีสี่ลงมาสู่ความลึกที่มาตรวัดตัวเลขดิจิทัลบนเพดานไม่สามารถประมวลผลได้ หน้าจอกะพริบถี่เป็นเส้นประสีแดงเลือดหมู สลับกับสัญลักษณ์ลบที่ไม่มีจุดสิ้นสุด
เบื้องหน้าเราสองคน... คือความมืดมิดที่กว้างใหญ่เกินกว่าจะเป็นชั้นใต้ดินของอาคารสำนักงานใจกลางกรุง
กลิ่นโอโซนไหม้เกรียมผสมผสานกับกลิ่นกระดาษเอกสารเก่าที่เปียกชื้นลอยมาปะทะจมูก ลมหายใจของผมกลายเป็นไอสีขาวลอยคว้าง พื้นเบื้องนอกประตูลิฟต์ที่เปิดอ้าค้างไว้มีน้ำขังเจิ่งนองสูงเกือบตาตุ่ม น้ำที่ดำสนิทและนิ่งสงบราวกับกระจกเงา สะท้อนเงาของโต๊ะทำงานนับร้อยนับพันตัวที่เรียงรายกันเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ทุกโต๊ะมีหน้าจอคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าวางอยู่ และบนหน้าจอเหล่านั้นกำลังประมวลผลบรรทัดคำสั่งสีเขียววิ่งวนไปมาอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีมนุษย์นั่งอยู่แม้แต่คนเดียว
“ที่นี่คือที่ไหนกันแน่ ริน...” ผมเค้นเสียงถาม ลำคอตีบตันจนแทบเปล่งคำพูดไม่ออก สองมือสั่นเทาขณะพยายามเกาะขอบราวจับอะลูมิเนียมไว้แน่น
รินไม่ตอบในทันที ใบหน้าด้านข้างของเธอที่สะท้อนแสงไฟสลัวจากในลิฟต์ดูซีดเผือดยิ่งกว่าทุกครั้ง แววตาที่เคยเฉยชาและมั่นคงเสมอกลับมีรอยไหวระริก เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท กำวัตถุบางอย่างไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน
“ชั้นลบ...” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความเงียบ “ที่ที่ไม่มีอยู่ในผังอาคาร ที่ที่คนซึ่งละเมิดกฎหลังเที่ยงคืนจะถูกลากลงมาเคลียร์ ‘หนี้ค้างชำระ’ ให้กับบริษัท”
*แกร๊ก...*
เสียงลำโพงตามสายภายในลิฟต์ที่ควรจะดับไปแล้วดังขึ้น ลมหายใจเย็นเยียบของใครบางคนถูกส่งผ่านคลื่นสัญญาณที่แตกพร่า ตามมาด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ทรงอำนาจ และเยือกเย็นอย่างคุ้นเคย
‘ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ปฏิบัติงานพิเศษครับ คุณเมฆ... คุณริน’ เสียงของท่านประธานดังขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป มันไม่ได้ก้องมาจากเพดานลิฟต์เพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนจะดังก้องออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในความมืดเบื้องหน้านั้นด้วย ‘การละเมิดลงมายังพื้นที่ส่วนนี้โดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีบทลงโทษสถานเดียวนะครับ... แต่เห็นแก่ที่คุณทำงานล่วงเวลาติดต่อกันมาหลายชั่วโมง ผมจะยอมให้คุณได้พบกับสิ่งที่ตามหามาตลอดห้าปี’
หัวใจผมกระตุกวูบ เลือดในกายแล่นพล่านขึ้นมาที่ขมับจนได้ยินเสียงชีพจรตัวเองเต้นระรัว
“พี่ไหม...” ผมพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เมฆ อย่าฟัง!” รินเอื้อมมือมาคว้าข้อมือผมไว้แน่น เล็บของเธอจิกเกร็งลงบนเนื้อผม “จำกฎข้อสุดท้ายของชั้นใต้ดินได้ไหม? ไม่ว่านายจะเห็นใคร ได้ยินเสียงใคร หรือใครเรียกชื่อนาย... ห้ามก้าวเท้าออกจากธรณีประตูลิฟต์บานนี้เด็ดขาด ถ้าก้าวออกไป สัญญาจ้างของนายจะเปลี่ยนสภาพทันที!”
แต่สมองของผมไม่รับฟังกฎเกณฑ์บ้าบอใดๆ อีกต่อไปแล้ว เมื่อสายตาของผมจับจ้องฝ่าความมืดออกไปยังโต๊ะทำงานตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปราวสิบเมตร
เก้าอี้ทำงานมีพนักพิงตัวเก่ากำลังหมุนกลับมาช้าๆ
เสียงล้อเก้าอี้บดไปกับพื้นกระเบื้องที่จมอยู่ใต้น้ำส่งเสียง *ครืด... ครืด...* บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท บนเก้าอี้ตัวนั้น มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอสวมเสื้อคาร์ดิแกนสีเบจตัวโปรดที่มีรอยด้ายรุ่ยตรงแขนเสื้อข้างซ้าย ตัวเดียวกับที่ผมจำได้ขึ้นใจในเช้าวันจันทร์เมื่อห้าปีก่อน วันสุดท้ายที่เธอเดินออกจากบ้านแล้วไม่เคยกลับมาอีกเลย
บัตรพนักงานพลาสติกที่ห้อยอยู่ตรงคอของเธอแกว่งไกวช้าๆ รูปถ่ายบนบัตรเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น แต่ตัวอักษรภาษาอังกฤษยังคงชัดเจน... *‘MAI - SENIOR AUDITOR’*
“พี่ไหม...” น้ำตาของผมรื้นขึ้นมาบดบังการมองเห็น ความกลัวที่เกาะกุมจิตใจมาตลอดหลายสัปดาห์มลายหายไป สิ้นสุดลงเหลือเพียงความเจ็บปวดรวดร้าวที่ตกผลึกเป็นความคิดถึงอันบ้าคลั่ง
ร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
ผมสะอึก นิ่งงันไปในทันที... ใบหน้าของพี่สาวผมไม่ได้เน่าเปื่อยหรือมีบาดแผลฉกรรจ์อย่างภาพผีสยองขวัญในจินตนาการ แต่ผิวของเธอซีดขาวจนโปร่งแสง เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มราวกับรอยหมึกปากกา ดวงตาของเธอแห้งผากและลึกโหล ขอบตาดำคล้ำราวกับคนที่ไม่ได้นอนหลับมานานนับศตวรรษ และที่ปลายนิ้วมือทั้งสิบของเธอ... มันแตกกร้านและดำเกรียมจากการกดแป้นพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ได้หยุดพัก
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ย่ำเท้าเปล่าเปลือยลงไปในน้ำเย็นเยียบ เสียงน้ำกระเซ็นแตกกระจายในความเงียบสงัด
*ซ่า... ซ่า...*
ร่างของพี่สาวก้าวเดินตรงมาที่หน้าลิฟต์แก้วอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่ไร้แววคู่นั้นจ้องมองทะลุเข้ามาในม่านตาของผม เธอหยุดยืนอยู่ตรงขอบรอยต่อระหว่างพื้นน้ำของชั้นลบกับขอบประตูลิฟต์ ห่างจากผมเพียงแค่เอื้อมมือถึง
“เมฆ...”
เสียงเรียกชื่อผมดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านระบบสื่อสาร แต่เป็นเสียงแผ่วโหย แหบแห้ง เหมือนเศษกระดาษทรายถูกถูกับคอนกรีต เป็นเสียงของพี่สาวผมจริงๆ ลมหายใจที่พัดผ่านเข้ามาในตัวลิฟต์ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า มีเพียงกลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ ที่เธอชอบใช้ ปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็ก
“พี่ไหม... ผมมารับพี่แล้ว กลับบ้านเราเถอะพี่ กลับไปหาแม่...” ผมทรุดเข่าลง พยายามจะยื่นมือออกไปไขว่คว้าชายเสื้อคาร์ดิแกนของเธอ แต่รินกระชากไหล่ผมไว้สุดแรง
“อย่าแตะต้องวิญญาณที่ยังติดสัญญา!” รินตวาดลั่น ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เธอไม่ได้มาเพื่อกลับบ้านกับนาย เมฆ! ตั้งสติสิ!”
พี่ไหมหลุบสายตามองมือของผมที่ยื่นออกไป ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตากลับมาสบตาผมอีกครั้ง หยดน้ำตาที่ไม่ใช่น้ำใส แต่เป็นของเหลวสีดำข้นคล้ายหมึกพิมพ์ ค่อยๆ ไหลรินออกจากเบ้าตาที่กลวงลึกของเธอ
“กลับ... ไม่ได้แล้ว เมฆ...” พี่สาวผมสั่นศีรษะช้าๆ ริมฝีปากที่แห้งแตกขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้หัวใจผมแทบแหลกสลาย “พี่... พี่ไม่ได้หายตัวไปเพราะอุบัติเหตุ... พี่ไม่ได้ถูกใครฆ่าตาย...”
“หมายความว่ายังไงครับพี่?” ผมละล่ำละลักถาม น้ำตาไหลอาบสองแก้ม
“พี่เป็นคนเซ็นชื่อ... ในสัญญานั้นเอง” เสียงของเธอสั่นสะท้านไปด้วยความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุด “ห้าปีก่อน... วันที่เธอป่วยหนัก วันที่โรงพยาบาลบอกว่าต้องใช้เงินผ่าตัดหัวใจสามล้านบาท... บ้านเราไม่มีเงิน เมฆจำได้ไหม? ไม่มีธนาคารไหนปล่อยกู้... ไม่มีใครช่วยเราเลย...”
โลกทั้งใบของผมคล้ายจะหยุดหมุน ลมหายใจสะดุดกึก ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาทุบทำลายสติสัมปชัญญะของผมอย่างโหดร้าย ใช่... ห้าปีก่อนผมรอดชีวิตจากการผ่าตัดใหญ่ได้อย่างปาฏิหาริย์ แม่บอกผมเสมอว่าพี่ไหมไปกู้เงินจากกองทุนสวัสดิการพิเศษของบริษัทมาได้ทันเวลา แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน เธอก็ไม่กลับบ้านอีกเลย
“ท่านประธานยื่นข้อเสนอให้พี่...” พี่ไหมเอ่ยคำสารภาพ หยาดหมึกสีดำหยดลงบนหลังเท้าของเธอเสียงดัง *เปาะ* “เขาบอกว่า... บริษัทจะจ่ายค่ารักษาทั้งหมดให้เธอจนหายดี แลกกับการที่พี่ต้องลงมาทำงานที่ชั้นลบ... ต้องเคลียร์บัญชีวิญญาณและรับกรรมแทนความผิดพลาดของระบบ... ตลอดไป”
“ไม่จริง... ไม่...” ผมส่ายหน้าอย่างปฏิเสธความจริง ความรู้สึกผิดมหาศาลถาโถมเข้าใส่จนผมแทบสำลัก “เพราะผมเหรอ... พี่ต้องติดอยู่ที่นี่ ต้องทนทรมานอยู่ในนรกนี้ตลอดห้าปี... เพราะผมงั้นเหรอ!”
“พี่เลือกเอง เมฆ... เพื่อให้น้องได้มีชีวิตอยู่” รอยยิ้มจางๆ ที่บิดเบี้ยวและแสนเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดเผือดของเธอ “แต่พี่ทนไม่ไหวแล้ว... การทำงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด การลืมเลือนแสงตะวัน... มันทรมานเหลือเกิน...”
พี่ไหมค่อยๆ ยกมือที่ดำเกรียมข้างขวาขึ้นมา ชี้ตรงเข้ามาในตัวลิฟต์
ทว่า... ปลายนิ้วที่สั่นเทานั้น ไม่ได้ชี้มาที่ผม
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง และความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้งของพี่สาวผม กำลังเบี่ยงเบนไปจับจ้องอยู่ที่ร่างของหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังผม
“แต่มีสิ่งหนึ่ง... ที่พี่เพิ่งรู้เมื่อวิญญาณของพี่ถูกฉีกกระชากจนแหลกเหลวในห้องเซิร์ฟเวอร์ชั้นนี้...” เสียงของพี่ไหมเปลี่ยนไป มันเริ่มแปร่งปร่า กลายเป็นเสียงซ้อนทับของวิญญาณนับร้อยดวงที่กรีดร้อง “เอกสารสัญญาเงินกู้ฉบับนั้น... คนที่วางยานอนหลับในกาแฟของพี่... คนที่พิมพ์ลายนิ้วมือของพี่ลงบนสัญญาขายวิญญาณตอนที่พี่หมดสติ... ไม่ใช่ท่านประธาน...”
นิ้วมือที่แห้งกรังของพี่ไหม ชี้ตรงไปยังแผ่นอกของพนักงานบัญชีสาวที่ยืนนิ่งสนิท
“...คือเธอ, ริน.”
ความเงียบที่หนักอึ้งและหนาวเหน็บยิ่งกว่าความตายเข้าปกคลุมบรรยากาศในพริบตา
ผมหันขวับไปมองรินด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ร่างของรินไม่ได้ขยับหนี เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก ไม่ได้โต้แย้ง ดวงตาคู่คมกริบของเธอเพียงแค่ค่อยๆ หลับลงช้าๆ ยอมรับความจริงอันดำมืดที่ถูกเปิดโปง ก่อนที่เธอจะล้วงมือกดปุ่มสีแดงฉุกเฉินบนแผงควบคุมของลิฟต์
*วี้ดดดดดดดด—!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานระเบิดขึ้นพร้อมกับบานประตูลิฟต์แก้วที่เริ่มเลื่อนปิดเข้าหากันอย่างรุนแรง ตัดขาดเสียงกรีดร้องโหยหวนของพี่สาวผมที่พุ่งทะยานเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของผมเย็นเฉียบจนแข็งค้าง คือรอยยิ้มเย็นเยียบที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากของริน ขณะที่เธอลืมตาขึ้นมามองผมท่ามกลางแสงไฟสีเลือด
“ยินดีด้วยนะเมฆ...” รินกระซิบเสียงเรียบ “ในที่สุด นายก็รู้เหตุผลแล้วว่าทำไมฉันถึง ‘จำเป็น’ ต้องลากนายลงมาที่นี่”
***
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดในบทนี้นะครับ.
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 43
คำสารภาพของวิญญาณ
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!