“อย่าตอบมัน เมฆ... อย่าแม้แต่จะฟังสิ่งที่กำแพงกำลังพยายามบอก”
รินกระซิบ เสียงของเธอกึ่งสั่งกึ่งวิงวอน มือเรียวเย็นเฉียบคว้าต้นแขนของผมไว้แน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ เราสองคนยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของโถงทางเดินชั้นที่ 13 แสงจากไฟฉายในมือผมสั่นไหวไปตามจังหวะชีพจรที่เต้นโครมครามในอก กลิ่นอับชื้นของปูนเก่าและสนิมเหล็กคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ แต่นั่นยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับสิ่งที่ผมเพิ่งได้ยินเมื่อครู่นี้
มันไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงแอร์ที่เสียเสียดสีกับท่อระบายอากาศ
มันคือเสียง... เสียงของ 'แพร' พี่สาวที่หายตัวไปเมื่อห้าปีก่อน
*“เมฆ... น้องรัก... พี่หนาวจัง ช่วยพี่ออกจากที่นี่ที...”*
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล แหบพร่า และแฝงไปด้วยความทรมานที่หยั่งลึก เสียงที่ผมจำได้ขึ้นใจ เสียงที่หลอกหลอนผมในความฝันทุกค่ำคืนตลอดห้าปีที่ผ่านมา มันไม่ได้ดังมาจากอากาศธาตุ แต่มันดังมาจาก ‘ผนังปูน’ ที่อยู่ห่างจากใบหน้าผมไปเพียงคืบเดียว
“คุณไม่ได้ยินหรือไงริน? นั่นเสียงพี่แพรนะ!” ผมพยายามสะบัดแขนออก แต่รินกลับดึงตัวผมเข้าไปหาเธอจนหน้าอกชิดกัน แววตาของเธอในความมืดดูว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
“นั่นไม่ใช่พี่สาวคุณ” รินกัดฟันพูด “มันคือการเลียนแบบ มันคือกฎข้อที่สิบสาม... สิ่งที่อยู่ในตึกนี้ไม่ได้ต้องการจะคุยกับคุณ แต่มันต้องการ ‘ภาชนะ’ เพื่อที่จะออกไปข้างนอก และถ้าคุณตอบรับมัน ประตูที่ผนังนั่นก็จะเปิดออก”
ผมหันกลับไปมองผนังปูนเปลือยที่ดูเหมือนจะสั่นไหวราวกับผิวหนังของสิ่งมีชีวิต รอยร้าวบนผนังค่อยๆ ขยายตัวออกเหมือนเส้นเลือดที่กำลังสูบฉีดของเหลวสีดำข้น เสียงกระซิบเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนกว่าเดิมจนผมแทบหยุดหายใจ
*“เมฆ... แสงไฟตรงนั้นมันแสบตาเหลือเกิน... ปิดมันเถอะนะ... แล้วจับมือพี่สิ”*
เงาตะคุ่มในรอยร้าวเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างของนิ้วมือที่ดูซีดเผือกและบิดเบี้ยว มันกดลงไปบนเนื้อปูนจนบุ๋มลงไปราวกับว่ากำแพงที่แข็งแกร่งกำลังอ่อนนุ่มลงเหมือนดินน้ำมัน ผมรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ไหลผ่านจากผนังเข้าสู่ปลายนิ้วที่ผมเผลอวางทาบลงไปโดยไม่รู้ตัว
“เมฆ! ถอยออกมา!” รินตวาดพร้อมกับดึงตัวผมกระชากออกมาอย่างแรง จนผมล้มลงไปกองกับพื้นโถงทางเดิน
ทันใดนั้น เสียงตามสายในตึกก็ดังขึ้นเป็นเสียงซ่าที่บาดแก้วหู ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของท่านประธานที่ดังก้องไปทั่วชั้น 13 “ดูเหมือนว่าจะเริ่มสื่อสารกันได้แล้วนะ คุณเมฆ... ความโหยหาคือช่องโหว่ที่ดีที่สุดของมนุษย์... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนหรือยังล่ะ?”
ไฟฉายบนพื้นกลิ้งไปหยุดอยู่ตรงหน้ากำแพง แสงไฟสาดส่องไปที่รอยแยกนั้นชัดเจน ผมเห็นดวงตาคู่หนึ่ง... ดวงตาที่ลึกโหลและว่างเปล่าจ้องมองกลับมาผ่านรอยร้าวในผนัง ไม่ใช่ดวงตาของแพร แต่มันเป็นดวงตาสีเทาขุ่นที่เต็มไปด้วยความแค้น
“นั่นมันตัวอะไร...” ผมครางออกมาด้วยความสิ้นหวัง
รินรีบคว้าข้อมือผมแล้วลากให้วิ่งไปตามโถงทางเดิน เราวิ่งผ่านห้องทำงานที่ประตูปิดสนิท เสียงกระซิบไล่หลังมาติดๆ ไม่ใช่แค่เสียงของพี่แพรอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือเสียงของพนักงานคนอื่นๆ ที่หายสาบสูญไปก่อนหน้านี้ เสียงที่เรียงร้อยกันเป็นทำนองโหยหวนดังก้องไปทั้งชั้นราวกับนรกได้เปิดประตูต้อนรับเราแล้ว
เราวิ่งมาจนถึงหน้าลิฟต์แก้วเพียงตัวเดียวที่ยังใช้งานได้ รินกดปุ่มซ้ำๆ อย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ผนังรอบข้างเริ่มบิดเบี้ยว พื้นทางเดินเริ่มกลายเป็นแอ่งโคลนสีดำที่พยายามจะฉุดรั้งเท้าของเราไว้
“ทำไมลิฟต์ไม่มา! ริน!” ผมตะโกนแข่งกับเสียงหวีดหวิวที่ดังขึ้นจากเพดาน
รินหันมามองหน้าผม สีหน้าของเธอสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด เธอล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันคือตรายางประทับเอกสารสีแดงฉานที่เธอไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น เธอหันไปมองกำแพงที่กำลังขยับเขยื้อนเข้ามาใกล้เราทุกขณะ
“เมฆ... คุณต้องลงไปที่ชั้นล่างคนเดียว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยิน “ลิฟต์ตัวนี้รับน้ำหนักได้แค่คนเดียวในยามที่กำแพงหิวโหย”
“คุณพูดอะไร! ผมไม่ทิ้งคุณไว้ที่นี่หรอก!” ผมปฏิเสธเสียงแข็ง
รินยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็น เธอขยับเข้าไปกระซิบข้างหูผม “ฉันถูกจองจำอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ก่อนคุณจะมาทำงานเสียอีก... ที่ฉันรอดมาได้ตลอดเพราะฉันเป็นคน ‘เฝ้าประตู’... และตอนนี้ ถึงเวลาเปลี่ยนเวรแล้ว”
ทันใดนั้น มืออันซีดเผือกที่โผล่ออกมาจากกำแพงก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อเท้าของรินไว้แน่น แรงกระชากนั้นมหาศาลจนร่างของเธอถูกดึงลอยละลิ่วไปหาผนังที่กลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่
ประตูลิฟต์เปิดออกตรงหน้าผมพอดี แต่ภาพที่เห็นในลิฟต์กลับทำให้ผมต้องหยุดชะงัก ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดพนักงานบริษัทที่ดูคุ้นตาที่สุดกำลังยืนหันหลังให้ผมอยู่ในลิฟต์... เธอค่อยๆ หันหน้ากลับมาอย่างช้าๆ
ใบหน้านั้น... คือใบหน้าของแพร พี่สาวของผมจริงๆ โดยไม่มีรอยตำหนิใดๆ แต่ดวงตาของเธอมีเพียงความมืดมิดที่ว่างเปล่า
“พี่... แพร?” ผมเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เธอยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง “ชู่ว... เข้ามาสิเมฆ... ต่อไปนี้ไม่มีใครจะแยกเราออกจากกันได้อีกแล้ว... แม้แต่ความตายก็ทำไม่ได้”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดในชั้นที่ 13 นี้ไปกับผมนะครับ — ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 27
เสียงกระซิบจากผนัง
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!