กลิ่นสนิมเหล็กและกระดาษชื้นหึ่งคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูกของเมฆ จนเขาเกือบสำลักออกมาเป็นไอโขลก เขารีบยกมือขึ้นปิดปากและจมูกไว้แน่น ดวงตาเบิกโพลงท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟกะพริบจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เก่า ๆ บนโต๊ะทำงานตัวนั้น—โต๊ะที่ควรจะว่างเปล่า ไร้ตัวตน และถูกปล่อยทิ้งร้างมานานนับปีตามคำบอกเล่าของริน
แต่ในวินาทีนี้ บนพื้นผิวไม้สีมะเกลือที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ กลับมีสิ่งแปลกปลอมวางตั้งตระหง่านอยู่กลางโต๊ะอย่างจงใจ
มันคือตุ๊กตากระเบื้องเคลือบสวมชุดกระโปรงลูกไม้สีขาวอมเหลือง ความสูงราวหนึ่งฟุต เส้นผมสีดำสนิทที่ทำจากเส้นไหมแท้ถูกถักเปียไว้สองข้างเรียบร้อย ทว่าดวงตากลมโตทำจากแก้วใสกลับสะท้อนภาพใบหน้าซีดเซียวของเมฆกลับมา ราวกับมันกำลังจ้องมองเขม็งผ่านความมืดมิด
เมฆก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ส้นรองเท้าหนังกระทบเข้ากับขาโต๊ะด้านหลังจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอาร์ดบาดหู หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำรัวราخوا กลองศึกในอก ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาจากกระดูกสันหลังลามไปถึงท้ายทอย เขาจำตุ๊กตาตัวนี้ได้แม่นยำ... มันไม่ใช่ของธรรมดา มันคือ "น้องฟ้าร้อง" ตุ๊กตาราคาแพงที่พี่สาวของเขา หญิงสาวผู้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในชั้นที่ 13 แห่งนี้เมื่อห้าปีก่อน หิ้วติดตัวไว้ตลอดเวลาแม้กระทั่งในวันที่เธอมาทำงานโอที
"เป็นไปไม่ได้..." เมฆพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทาจนแทบไม่ได้ยิน
"ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอกครับ... คุณเมฆ"
เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูขวาอย่างกะทันหัน จนเมฆสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองด้วยความตื่นตระหนก รินยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าเรียบเฉยราตุ๊กตาของเธอไร้รอยยิ้ม ดวงตาสีนิลคู่สวยจ้องมองตรงไปยังตุ๊กตากระเบื้องบนโต๊ะด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก เต็มไปด้วยความซับซ้อนระหว่างความหวาดกลัวและความคุ้นเคย
เมฆหอบหายใจถี่กระชั้น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม "คุณริน... คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงเงียบนักล่ะครับ เกือบทำให้ผมหัวใจวายตายแล้วนะ"
"ผมยืนดูคุณมองมันมานานพอที่จะรู้ว่า... คุณจำมันได้" รินตอบเสียงเรียบ เธอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบแฟ้มเอกสารเก่า ๆ ขึ้นมาพลิกดู ทั้งที่สายตายังไม่ละไปจากตุ๊กตาตัวนั้น "ตึกนี้ไม่เคยมีใครทิ้งอะไรไว้โดยสูญเปล่าครับ ทุกตารางนิ้วที่นี่มีเจ้าของ และทุกชิ้นส่วนของความทรงจำ... ถูกใช้เป็นเหยื่อล่อเสมอ"
เมฆสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ พยายามบังคับมือไม่ให้สั่นเทาขณะจ้องมองตุ๊กตากระเบื้องบนโต๊ะอีกครั้ง แม้บรรยากาศรอบตัวจะกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เสียงเครื่องปรับอากาศเก่า ๆ ส่งเสียงครางฮือในลำคอราวกับสัตว์บาดเจ็บ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่า เขากำลังเข้าใกล้ความจริงอันดำมืดที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมของบริษัทนี้เข้าไปทุกที
"มันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงครับ" เมฆเอ่ยถาม น้ำเสียงจริงจังขึ้น แม้ความหวาดกลัวจะยังเกาะกินหัวใจ "เมื่อชั่วโมงก่อน ตอนที่เราสำรวจผังสำนักงานชั้นนี้ โต๊ะตัวนี้ยังโล่งเตียน ไม่มีแม้แต่ฝุ่นรอยนิ้วมือด้วยซ้ำ"
รินหันมามองเขา ดวงตาคู่นั้นไหววูบไปชั่วขณะ เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงทำงานมืดสลัวที่มีเงาเสาและโต๊ะทำงานนับร้อยตัวทอดยาวหายเข้าไปในความมืด ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้เมฆ กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงลม
"เพราะมีคน... หรือบางสิ่ง... กำลังต้อนคุณให้เดินตามเกมของมันครับ คุณเมฆ" รินเว้นจังหวะ เลียริมฝีปากที่แห้งผาก "จำกฎข้อที่สามได้ไหม? *'หากพบสิ่งของส่วนตัวของคนที่หายไป ห้ามแตะต้อง ห้ามพูดคุย และห้ามหันกลับไปมองเป็นครั้งที่สอง'* แต่ดูเหมือนว่า... ตอนนี้คุณก้าวขาข้ามเส้นแบ่งนั้นมาครึ่งตัวแล้ว"
เมฆรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ สายตาของเขายังคงถูกตรึงไว้ที่ดวงตาสีแก้วใสของตุ๊กตากระเบื้องตัวนั้น ทันใดนั้นเอง... ในเสี้ยววินาทีที่ความเงียบเข้าปกคลุม เมฆสาบานได้ว่าเขากลอกตาเห็นริมฝีปากของตุ๊กตากระเบื้องตัวนั้นขยับยิ้มขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาลอยล่องออกมาจากความว่างเปล่า—เสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานถึงห้าปีเต็ม
*“ช่วยพี่ด้วย... เมฆ”*
ร่างของเมฆแข็งค้าง ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูยักษ์ เลือดในกายเย็นเฉียบจนจับตัวเป็นน้ำแข็ง เขาอ้าปากพยายามจะเปล่งเสียงร้องเรียกชื่อพี่สาว แต่ลำคอตีบตันจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา รินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงและสั่นเทาไม่แพ้กัน
"อย่าตอบรับมันครับ!" รินตะโกนเสียงหลง สีหน้าของเธอถอดสีจนซีดเผือดเป็นกระดาษ
ทว่า ในวินาทีที่เมฆกำลังจะสะบัดตัวหลุดจากภวังค์และถอยหลังหนี เสียงประกาศจากระบบเสียงตามสายของอาคารก็ดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วชั้นที่ 13 เสียงจี่ของคลื่นวิทยุก่อนจะตามด้วยเสียงหัวเราะทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกของท่านประธานดังลอดออกมาจากลำโพงเพดานเหนือศีรษะ
*“ยินดีต้อนรับการกลับมาบ้าน... คุณน้องชายผู้ซื่อสัตย์ การเดินทางตามหาความจริงของคุณใกล้จะถึงบทสรุปแล้ว... แต่คุณแน่ใจหรือครับ ว่าคุณพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่พี่สาวของคุณทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง?”*
ไฟนีออนกะพริบถี่รัวสามครั้งติดกัน ก่อนจะดับวูบลงทั้งหมด เหลือเพียงแสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน และในความมืดสนิทนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ก็เริ่มดังขึ้นจากโถงทางเดินมืดมืดเบื้องหน้า กำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยจังหวะที่เร่งรีบขึ้นเรื่อย ๆ
รินดึงมือเมฆสุดแรงพร้อมกับกระชากเสียงลอดไรฟัน "วิ่งครับ! วิ่งไปที่ลิฟต์เดี๋ยวนี้!"
แต่ก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ขยับฝ่าเท้าหนี เสียงกรีดแหลมสูงของตุ๊กตากระเบื้องบนโต๊ะก็ดังบาดแก้วหู พร้อมกับความรู้สึกเย็นเฉียบที่แตะลงบนต้นคอของเมฆ—มือเล็ก ๆ เย็นเยียบราดน้ำแข็งที่เอื้อมมาจากความมืดด้านหลัง... และเสียงกระซิบข้างหูที่ทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น
*"พี่รออยู่... ข้างหลังเธอนี่เอง..."*
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงก้าวเดินเคียงข้างไปพร้อมกับความมืดมิดนี้นะครับ — ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 20
น้ำตาของตุ๊กตา
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!