“อย่าหายใจแรง... ได้โปรดเมฆ”
เสียงกระซิบของรินแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงครางต่ำที่สั่นสะเทือนขึ้นมาจากพื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้า ผมก้มตัวลงต่ำตามสัญชาตญาณ พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดในมุมมืดของห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดิน กลิ่นสาบของน้ำมันเครื่องผสมกับกลิ่นไหม้ของเนื้อเยื่อบางอย่างตลบอบอวลจนน่าคลื่นไส้
ตรงหน้าเราห่างออกไปเพียงสิบเมตร คือใจกลางของ 'เครื่องปั่นไฟ' ที่ไม่มีใครในบริษัทเคยล่วงรู้ถึงการมีอยู่ มันไม่ใช่เครื่องจักรกลหนักที่ขับเคลื่อนด้วยฟอสซิลหรือกระแสไฟฟ้าทั่วไป แต่มันคือโครงสร้างเหล็กกล้าที่ดูเหมือนกรงขังขนาดมหึมา ที่นั่นมีร่างของพนักงานหลายสิบคนกำลังถูกพันธนาการด้วยสายเคเบิลสีดำสนิทที่ดึงเอาไอเย็นเยือกออกมาจากร่างกายพวกเขา สายเคเบิลเหล่านั้นโยงใยขึ้นไปบนเพดาน ก่อนจะแตกแขนงออกเป็นเส้นใยไฟฟ้าส่องสว่างสีม่วงหม่นที่จ่ายพลังงานไปทั่วทั้งอาคาร
“นี่คือเหตุผลที่พวกเขากลับบ้านไม่ได้” รินพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอกำลังกอดตัวเองแน่น สายตาที่เคยเย็นชาบัดนี้สั่นไหวไปด้วยความหวาดกลัว “พวกเขาไม่ได้ติดอยู่ในงานล่วงเวลาเมฆ... พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบไปแล้ว”
ผมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความจริงที่กระแทกตรงหน้าทำให้หัวใจผมแทบหยุดเต้น พี่สาวผม... คนที่หายตัวไปเมื่อห้าปีก่อน เธออาจจะถูกผนึกอยู่ในกรงเหล็กที่ไหนสักแห่งในตึกนี้ กำลังถูกสูบเอาความอบอุ่นสุดท้ายไปหล่อเลี้ยงความมั่งคั่งของ ‘ท่านประธาน’ อย่างนั้นหรือ?
“เราต้องหยุดมัน” ผมเค้นเสียงลอดไรฟัน
“หยุดงั้นเหรอ?” รินแค่นหัวเราะขมขื่น “นายเห็นสายไฟเส้นที่ใหญ่ที่สุดนั่นไหม? นั่นคือเส้นที่จ่ายพลังงานให้ห้องทำงานของท่านประธานโดยตรง ถ้าเราตัดมัน เราก็แค่ตายเร็วขึ้นเท่านั้น”
จังหวะนั้นเอง เครื่องปั่นไฟที่กำลังหมุนวนด้วยความเร็วสูงก็ชะงักลง เสียงหวีดหวิวของวิญญาณที่ถูกรีดเค้นเงียบหายไปชั่วขณะ ทิ้งให้บรรยากาศในห้องใต้ดินตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าขนลุก ผมเห็นร่างของพนักงานคนหนึ่งที่ถูกตรึงอยู่ใกล้ที่สุดค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาไม่มีตาดำ เหลือเพียงสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกสุดพรรณนา
และแล้ว เสียงที่ผมเกลียดที่สุดก็ดังขึ้นจากลำโพงประกาศที่ซ่อนอยู่ในเงามืด มันคือเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของท่านประธาน
“พนักงานดีเด่น... ทั้งสองคนเลยนะครับ”
ผมกับรินตัวแข็งทื่อ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งเริ่มดังมาจากทางเข้าห้องเก็บเอกสาร แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาเป็นวงกว้าง ราวกับพวกเขารู้ตำแหน่งของเราอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
“การตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานในค่ำคืนนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบมาก” เสียงนั้นเว้นจังหวะ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “เมฆ... ผมรอให้คุณลงมาเห็น 'หัวใจ' ของบริษัทเราด้วยตัวเองมานานแล้ว ขอบคุณที่ทำงานหนักจนถึงนาทีสุดท้ายนะ”
รินดึงแขนเสื้อผมแรงๆ แล้วลากไปทางช่องระบายอากาศที่ผุพังด้านหลัง “ไป!” เธอตะโกนเบาๆ ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าหนี ผมเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ติดอยู่บนเครื่องปั่นไฟ เป็นแผ่นป้ายชื่อพลาสติกสีฟ้าเก่าๆ ที่คุ้นตาจนแทบลืมหายใจ
'นภัสสร'
ชื่อของพี่สาวผม... มันถูกตอกติดไว้กับกรงขังที่ใกล้กับจุดจ่ายไฟหลักที่สุด เธอไม่ได้หายไปไหน เธออยู่ตรงนี้ ห้อยโหนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟสีม่วงที่กำลังจะถูกกระชากดับลง
“ริน... ผมไม่ไปแล้ว” ผมสะบัดมือเธอออก พร้อมกับคว้าท่อเหล็กที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา
“นายจะทำอะไร!” รินหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนก
แต่ผมไม่ได้ยินเสียงเธออีกต่อไป สิ่งเดียวที่ก้องอยู่ในหูคือเสียงหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองรบ และเมื่อแสงไฟฉายส่องมาถึงตัวผม ผมก็เห็นร่างของชายชุดสูทสีดำไร้ใบหน้าเดินนำหน้ากลุ่มคนที่ดูเหมือนหุ่นเชิดเข้ามา เสียงสับสวิตช์ไฟดัง 'แกร๊ก' และในวินาทีนั้นเอง กรงขังทั้งหมดก็เริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่เร็วกว่าเดิมจนเกิดเสียงหวีดแหลมบาดแก้วหู
ความตายหรือความจริง... ผมเลือกอย่างหลัง และเมื่อผมเหวี่ยงท่อเหล็กสุดแรงไปที่ตู้ควบคุมหลัก สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหลังเงาของท่านประธานกลับไม่ใช่คน แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพของผม... ที่ไม่มีใบหน้า
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปสู่ความมืดมิดในชั้นที่ 13 ไปพร้อมกับผมนะครับ — ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 19
เครื่องปั่นไฟอาถรรพ์
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!