เสียงกริ่งเตือนเวลาเที่ยงคืนตรงดังขึ้นจากลำโพงเพดาน—*กริ๊ง...* มันไม่ใช่เสียงเตือนเลิกงานที่คุ้นเคย แต่มันคือเสียงกริ๊งยาวนาน บีบคั้น และเย็นเยียบจนขนลุกชัน เมฆสะดุ้งสุดตัว สมองสั่งการให้ขาคู่นั้นพุ่งไปที่ประตูกระจกฝ้าของห้องประชุมใหญ่ชั้น 13 ทันที มือสั่นเทาคว้าจับกولูกบิดแล้วออกแรงบิดสุดแรงเกิด
*กริ๊ก... แก๊ก...*
ว่างเปล่า ไร้การตอบสนอง ประตูถูกล็อกตายจากด้านนอก
ลมหายใจของเมฆติดอยู่ที่ลำคอ เหงื่อกาฬไหลซึมลงมาตามขมับจนแสบตา ในหัวสะท้อนเสียงเตือนของรินที่ดังก้องอยู่ในความทรงจำ *“ห้ามออกจากห้องเด็ดขาดหลังเที่ยงคืน... ถ้าประตูล็อก นั่นแปลว่ามันเข้ามาข้างในแล้ว”*
ห้องประชุมขนาดใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนกระพริบติดๆ ดับๆ ที่มุมห้อง โต๊ะประชุมไม้มะฮอกกานีตัวยาวขนาดยักษ์ทอดยาวราวกับกระดูกสันหลังของสัตว์ประหลาด เมฆค่อยๆ ถอยหลังช้าๆ จนแผ่นหลังชนเข้ากับบานประตูกระจกเย็นเฉียบ ดวงตาเบิกโพลงกวาดมองไปทั่วความมืดมิดที่ซ่อนอยู่หลังเงาของเก้าอี้หนังนับสิบตัว
*ตึง...*
เสียงฝ่ามือตบลงบนโต๊ะประชุมจากมุมมืดฝั่งตรงข้าม ดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงัน
เมฆสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก สายตาเพ่งมองผ่านความสลัวไปเบื้องหน้า ร่างของใครคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะฝั่งประธาน ร่างนั้นสวมชุดสูทสีดำสนิทเนียบกริบ ท่าทางนั่งหลังตรงราวจับวาง แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของเมฆเย็นเฉียบจนแข็งค้าง คือสรีระช่วงคอที่เอียงพับไปด้านข้างผิดมนุษยนา คล้ายกระดูกสันหลังหักสะบั้นจนศีรษะห้อยต่องแต่ง
"คุณ... คุณเป็นใคร?" เมฆเปล่งเสียงถามออกไป เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
ร่างในชุดสูทไม่ตอบสนองในทันที มันเพียงแค่ขยับไหล่ช้าๆ เสียงข้อต่อกระดูกลั่นกรอบแกรบราวกับกิ่งไม้แห้งหักกลางป่าดงดิบ ก่อนที่ศีรษะที่เอียงพับนั้นจะค่อยๆ หมุนกลับมาเข้าที่อย่างช้าๆ—ช้าเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะทำได้
ไม่มีใบหน้า...
บริเวณที่ควรจะเป็นดวงตา จมูก และปาก กลับเรียบเนียนสนิทเป็นเนื้อเดียวกันราวกับถูกลบด้วยยางลบสีดำ แต่มันกลับส่งเสียงหัวเราะแหบแห้งต่ำๆ ออกมาจากลำคอที่ว่างเปล่า
*“คุณ... ทำงาน... ล่วงเวลา... นานเกินไปแล้วนะ... เมฆ”*
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงพูด แต่มันดังก้องขึ้นโดยตรงในสมองของเขา เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำ เยียบเย็น และคุ้นเคยอย่างประหลาด เสียงของใครบางคนที่เขาพยายามตามหามาตลอดห้าปีเต็ม—เสียงของพี่สาวแท้ๆ ที่หายตัวลึกลับไปในตึกแห่งนี้
เมฆรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางกระหม่อม ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพรมหนานุ่ม ความกลัวตายถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด มือที่สั่นเทายกขึ้นกุมขมับ พยายามปฏิเสธเสียงในหัวที่กำลังกัดกินสติสัมปชัญญะของตนเอง
"ไม่... ไม่จริง เธอไม่ใช่พี่... พี่ฉันตายไปแล้ว!" เมฆตะโกนลั่นห้อง น้ำตาแห่งความหวาดกลัวและอัดอั้นเอ่อล้นทะลักออกมาจากดวงตา
เงาดำมืดรอบตัวเริ่มขยับไหว เก้าอี้ทุกตัวรอบโต๊ะประชุมค่อยๆ เลื่อนถอยหลังออกพร้อมกันโดยไม่มีใครจับ เสียงลากขาเก้าอี้กับพื้นพรมดังเสียดแก้วหู ร่างไร้หน้าลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวเก้งก้างผิดสัดส่วนก้าวเดินอ้อมโต๊ะประชุมเข้ามาหาเมฆทีละก้าว... ทีละก้าว อย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ราวกับผู้ล่าที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุมในกรงขัง
เมฆถอยหลังจนมุมติดบานประตู มือขวาคว,นหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กอย่างลนลาน หวังจะกดโทรหารินเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่หน้าจอกลับสว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ข้อความใหม่ปรากฏเด่นหราด้วยตัวอักษรสีแดงฉานบนพื้นหลังสีดำสนิท:
**[ระบบ: อนุญาตให้เปิดประตูได้เฉพาะคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น คุณแน่ใจหรือว่าคน[ที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณตอนนี้]ยังมีลมหายใจ?]**
ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากไขสันหลังพุ่งตรงขึ้นสู่สมองในเสี้ยววินาที ลมหายใจอุ่นๆ ร้อนผ่าวรดต้นคอของเขาจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังชิดใบหูจนสัมผัสได้ถึงไอเย็น:
*“เจอตัว... สักทีนะ... น้องรัก”*
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงมาในความมืดมิดของชั้นที่ 13 ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 7
เงามืดในห้องประชุม
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!