"อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากกลายเป็นแค่รายชื่อในบัญชีหนี้สูญ"
เสียงของรินเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก เธอคว้าต้นแขนของผมไว้แน่นจนเล็บจิกผ่านเนื้อผ้า แรงบีบนั้นไม่ได้มาจากความกลัว แต่มาจากสัญชาตญาณของการเป็นผู้ล่าที่รู้ว่ากำลังถูกจ้องมองจากสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
เราสองคนยืนแข็งทื่ออยู่ในมุมมืดของชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผังอาคารระบุว่าไม่มีตัวตน กลิ่นอับชื้นของราและกลิ่นสนิมเหล็กที่อบอวลปนกับกลิ่นสาบของความตายที่จางหายไปนานหลายทศวรรษ อากาศที่นี่เบาบางจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นคอนกรีตดัง ‘ติ๋ง... ติ๋ง...’ เป็นจังหวะที่ฟังดูคล้ายเสียงหัวใจที่เต้นแผ่วลงทุกที
เบื้องหน้าของเรา คือชายแก่ร่างผอมโซในชุดยูนิฟอร์มยามสีกรมท่าที่ซีดจางจนเกือบเป็นสีขาว เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่เอียงกระเท่เร่ แสงจากไฟฉายเพียงกระบอกเดียวในมือผมสั่นไหวไปมา เผยให้เห็นใบหน้าที่มีริ้วรอยลึกราวกับร่องน้ำบนผืนดินที่แห้งแล้ง ดวงตาของเขาปิดสนิท แต่ทว่า... เขากำลังโยกเก้าอี้ไปมาอย่างช้าๆ
"พวกคุณ... ไม่ใช่พนักงานที่นี่"
เสียงแหบพร่าเหมือนกระดาษทรายขัดไม้ดังขึ้นจากลำคอของชายแก่ เขาไม่ได้ลืมตา แต่เสียงนั้นสั่นประสาทจนผมรู้สึกขนลุกชันไปถึงท้ายทอย
"พวกเราหลงมาครับ" ผมพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น แม้เหงื่อเย็นจะไหลซึมตามไรผม "คุณคือใครครับ ทำไมถึงมาอยู่ที่ชั้นที่ไม่มีใครรู้จักแบบนี้"
ชายแก่หยุดโยกเก้าอี้ทันที ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่นั้นอย่างหนักอึ้ง จนผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมครามในอก รินขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีกนิด ปลายนิ้วของเธอแตะที่ชายเสื้อผมเบาๆ เป็นสัญญาณว่าให้ระวังตัว
"หลงมางั้นรึ..." ชายแก่หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะฟังดูเหมือนเสียงไม้ผุๆ หักกลาง "ทุกคนที่ลงมาที่นี่ ต่างก็บอกว่าตัวเองหลงมา แต่ไม่เคยมีใครบอกเลยว่า 'อยากกลับออกไป' เพราะทางออกน่ะ... มันไม่มีอยู่จริงหรอก พ่อหนุ่ม"
เขาลืมตาขึ้น ดวงตานั้นเป็นสีขุ่นมัวไม่มีแววตาดำเหมือนคนปกติ มันเหมือนหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเขายกนิ้วเหี่ยวแห้งชี้ไปที่กำแพงด้านหลัง ซึ่งเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนนับพันรอย—รอยขีดฆ่าที่ดูเหมือนสถิติจำนวนคนตาย
"ผมชื่อลุงสมหมาย... ยามคนแรกของตึกนี้ ตั้งแต่วันที่เสาเข็มต้นแรกถูกตอกลงไปในดินที่ปูด้วยคำสาปแช่ง" ลุงสมหมายขยับร่างกายที่ดูอ่อนแอด้วยความคล่องแคล่วผิดธรรมชาติ "ผมอยู่ตรงนี้มาห้าสิบปี เห็นคนมากมายเข้ามาตามหาความฝัน แต่สุดท้าย... กองทัพวิญญาณในตึกนี้ก็กลืนกินพวกเขาไปจนหมดสิ้น"
"พี่สาวผม..." ผมโพล่งออกไปโดยไม่อาจอดกลั้นได้อีก ความอัดอั้นตลอดห้าปีที่ผ่านมาพุ่งทะลักออกมา "เขาชื่อมินตรา เขาหายไปเมื่อห้าปีก่อน ที่ชั้นสิบสาม... ลุงพอจะจำเขาได้ไหม!"
ลุงสมหมายนิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มประหลาดปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่แห้งตอบ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ร่างของเขาสูงผิดปกติเมื่อยืดตัวเต็มที่ ดูเหมือนเงาที่ทอดผ่านผนังจะยาวเกินจริงไปหลายเท่า
"มินตรา... เด็กผู้หญิงที่พยายามจะไขรหัสลับของลิฟต์แก้วนั่นน่ะรึ" ลุงสมหมายก้าวเดินเข้ามาใกล้เราช้าๆ จังหวะการก้าวแต่ละก้าวเหมือนมีน้ำหนักกดทับลงบนพื้นคอนกรีต "เธอยังไม่ไปไหนหรอก พ่อหนุ่ม... เธอเป็นพยานคนสุดท้ายที่ท่านประธานยังคงเก็บรักษาไว้ ในฐานะ 'จิ๊กซอว์' ชิ้นสำคัญที่ทำให้ตึกนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ได้"
"หมายความว่ายังไง!" รินตะคอกถาม น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปจากความเย็นชาเป็นความโกรธแค้น "ท่านประธานเป็นใครกันแน่ ทำไมต้องกักขังวิญญาณคนเหล่านั้นไว้ที่นี่!"
ลุงสมหมายหยุดยืนตรงหน้าเรา ระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน กลิ่นธูปเก่าๆ โชยออกมาจากตัวเขาจนผมต้องกลั้นหายใจ เขาเอื้อมมือที่สั่นเทามาจับที่ไหล่ของผม นิ้วของเขามีพลังมหาศาลราวกับคีมเหล็ก
"คำตอบของคำถามนั้น... อยู่ที่ลิฟต์ตัวที่สิบสามที่กำลังเปิดออกในตอนนี้"
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณกริ่งเตือนดังลั่นไปทั่วอาคาร ทั้งๆ ที่ชั้นนี้ไม่ควรจะมีระบบไฟฟ้าเชื่อมต่ออยู่ ประตูเหล็กบานยักษ์ด้านหลังลุงสมหมายค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยเสียงครูดที่บาดลึกถึงประสาทสัมผัส ด้านในไม่ใช่ลิฟต์ แต่เป็นห้องทำงานกว้างขวางที่ว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะตัวเดียวที่วางอยู่กลางห้อง... และบนโต๊ะนั้น คือโทรศัพท์แบบหมุนรุ่นเก่าที่กำลังส่งเสียงดังกรีดแหลมแสบแก้วหู
ลุงสมหมายปล่อยมือจากไหล่ผมแล้วถอยหลังหายเข้าไปในความมืด พร้อมกับเสียงกระซิบสุดท้ายที่ทิ้งไว้ให้เรา
"รับสายซะ... ท่านประธานอยากคุยกับคุณด้วยตัวเองมานานแล้ว"
โทรศัพท์เครื่องนั้นดังขึ้นไม่หยุด รินมองหน้าผมด้วยแววตาที่สั่นไหว ผมก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะตัวนั้นทีละก้าว หัวใจแทบจะหยุดเต้นเมื่อมือของผมเอื้อมไปแตะที่หูโทรศัพท์ ทันใดนั้น สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่วางอยู่ใต้โทรศัพท์... มันคือบัตรพนักงานของมินตรา ที่ยังมีรอยเลือดแห้งกรังติดอยู่ และด้านหลังบัตรมีลายมือเขียนด้วยหมึกสีแดงสดว่า...
'อย่าเชื่อสิ่งที่เห็นในกระจกเงา เพราะมันไม่ใช่เงาของคุณ'
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปสู่ความมืดมิดในชั้นที่ 13 ไปพร้อมกับผมนะครับ — ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 13
พยานคนสุดท้าย
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!